เยี่ยมชมบ้านเกิด ‘เอ ศุภชัย’ อายุมากกว่า 90 ปี กลางสวนยาง 100 ไร่ ก่อนเผชิญกับพายุปาบึก

0
74

เยี่ยมชมบ้านเกิด ‘เอ ศุภชัย’ อายุมากกว่า 90 ปี กลางสวนยาง 100 ไร่ ก่อนเผชิญกับพายุปาบึก (ชมคลิปท้านข่าว)

สำหรับ เอ ศุภชัย เป็นชาวอ.พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราช บ้านทำยางพารา ส่วนพ่อประกอบอาชีพครู เป็นอีกหนึ่งคนดังที่รักบ้านเกิดสุดๆ และมักจะกลับไปเยี่ยมบ้านบ่อยครั้ง บ้านเกิดที่มีอายุมากกว่า 90 ปี เพื่อทำบุญอุทิศให้กับบรรพบุรุษ รวบรวมภาพบ้านที่น่าอยู่ของนักปั้นชื่อดังมาฝากกัน

ห่วงบ้านเกิด เอ ศุภชัย ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองนครศรีธรรมราช หลังเจอพายุปาบึก โดยโพสต์ว่า “เป็นห่วงทุกคนนอนไม่หลับ สมัยตอนพี่เอเด็กๆเวลารู้ว่าจะมีพายุ ปู่ก้อจะไล่ทุกคนให้มานอนรวมกันชั้นล่าง เวลาพายุเข้าเราก้อหามุมที่ปลอดภัยที่สุดมุมที่ต้นไม้ล้มลงมาแล้วไม่โดน ปู่บอกว่าตอนสมัยแหลมตะลุมพุก ลมแรงจนปลายยอดต้นมะพร้าวหลังบ้านพันกันเลย ต้นยางล้ม หมดเลย”

“ปู่จะพูดเสมอว่าเราคนใต้ไม่เคยกลัวฝน แต่เรากลัวลม เมื่อกี้โทรไปถามน้องๆทุกคนบอกว่าเมืองเงียบ ไม่ได้ยินแม้แต่เสียงนก ขอให้ปฏิหารจงเกิด ให้ลมอ่อนกำลังลงหรือไม่มีไปเลย ขอสิงศักดิ์สิทธิ์ พระธาตุเมืองนคร หลวงปู่ทวด พ่อท่านคล้าย พ่อท่านเอียด คุ้มครองชาวใต้ ทุกๆคน”

- Advertisement -

อยู่เบื้องหลังการปลุกปั้นซุปตาร์ดังๆประดับวงการบันเทิงมานับไม่ถ้วน ไล่ตั้งแต่ “อั้ม-พัชราภา ไชยเชื้อ”, “ป๋อ-ณัฐวุฒิ สกิดใจ”, “เวียร์-ศุกลวัฒน์ คณารศ” มาถึง “ณเดชน์ คูกิมิยะ” และ “มาริโอ้ เมาเร่อ”

จนขึ้นหิ้งเป็นนักปั้นมือทองระดับท็อปของเมืองไทยที่มีตาคมดุจเหยี่ยว สำหรับ “เอ-ศุภชัย ศรีวิจิตร” กว่าจะมีวันนี้ไม่ใช่ง่ายๆ แต่การจะรักษาบัลลังก์ความเป็นหนึ่งไว้กลับยากยิ่งกว่า

จุดเริ่มต้นของนักปั้นมือทองมาจากไหน
ไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นนักปั้นมือทอง คิดแต่ว่าเราเป็นคนทำงานในหน้าที่อาชีพที่รับผิดชอบ และเวลาทำอะไรเป็นคนจริงจัง คือจะเทหมดหน้าตัก ที่จริงตอนเด็กๆฝันอยากเป็นดารา

เพราะตอนอยู่นครศรีธรรมราช บ้านลำบากมาก ทีวีเพิ่งเข้าตอนเราอายุ 8-9 ขวบ สมัยนั้นบ้านไม่มีไฟฟ้า ต้องใช้แบตเตอรี่ปั่นไฟ พอเราเห็นทีวี ก็ฝันว่าอยากไปอยู่ในทีวี สมัยนั้นจะดูหนังสักเรื่อง ต้องนั่งรถสิบล้อขนไม้จากบ้านเข้าไปในเมือง 30 กิโล

ได้วิ่งไล่ตามหาความฝันเพื่อเป็นดาราอย่างจริงจังหรือเปล่า
หลังจบชั้นมัธยม ก็เข้ากรุงเทพฯ มาเรียนวิศวะ ที่มหาวิทยาลัยรังสิต ทำให้เห็นโลกกว้างขึ้น และชีวิตได้ใกล้ชิดดารามากขึ้น เพราะที่ ม.รังสิตมีดาราเรียนเยอะ และบังเอิญเป็นเพื่อน “ยุ้ย-ปัทมวรรณ เค้ามูลคดี” ซึ่งเรียนคณะนิเทศฯ เลยได้ไปกองถ่ายละครกับ “น้องยุ้ย” และได้รับการชักชวนให้เล่นเป็นตัวประกอบ รับเงิน 500-700 บาท

จากตัวประกอบเล็กๆ ผันตัวมาเป็นนักปั้นดาราได้อย่างไร
เป็นคนทำอะไรก็ต้องทำให้ได้ เลยบอกตัวเองว่าถ้าไม่ได้ดีจะไม่กลับบ้าน!! จังหวะโชคดีที่ตอนเรียน ม.รังสิต ได้รู้จักกับ “อั้ม-พัชราภา”

ตอนนั้นน้องยังไม่เป็นดารา ด้วยนิสัยเราที่ชอบคุยกับคนสวย ก็เลยเข้าไปคลุกคลีสนิทสนม และขอติดรถ อั้มกลับบ้าน หลังจากนั้น “อั้ม” ได้เข้าวงการ เป็นช่วงที่เราตกงานเพราะฟองสบู่แตกตอนปี 2540 “อั้ม” เลยชวนให้มาเป็นผู้จัดการ น้องให้เงินเดือน 8 พันบาท

และแนะนำให้ปั้นใครขึ้นมาเป็นดาราอีกสักคน จะได้มีรายได้เสริม เราเลยปั้น “ป๋อ-ณัฐวุฒิ” เพราะเห็นกันมาตั้งแต่เป็นรุ่นน้องวิศวะ ที่ ม.รังสิต ก็เริ่มอาชีพนักปั้นจากตรงนั้น 18 ปีมาแล้ว หลังจากนั้นก็เป็นรุ่น “น้องเวียร์-ศุกลวัฒน์” และ “ณเดชน์” แล้วก็ปั้นมาอีกเรื่อยๆ

สูตรลับความสำเร็จของ “เอ–ศุภชัย” อยู่ตรงไหน ทำไมปั้นใครก็ดังเปรี้ยงปร้าง
“เอ” จะไปมองหาเด็กตามภูมิภาคต่างๆ อย่าง “น้องเวียร์” มีคนส่งรูปมาทางมือถือเครื่องนี้ โนเกีย N70 ใช้มาเกือบ 15 ปีแล้ว ไม่เคยทิ้ง เพราะผูกพันมาก “เอ” บินไปขอนแก่นเลย ไปเดินหาเวียร์ทั่วมหาวิทยาลัยขอนแก่น เดินอยู่เป็นวัน มีแค่รูปเวียร์ในมือถือ

เดินจนท้อแล้วจะกลับบ้านอยู่แล้ว ถามใครก็ไม่รู้จัก กระทั่งเจอคนรู้จักบอกว่าเวียร์อยู่หอพักชาย ให้ลองไปดัก เราไปรอตั้งแต่ 6 โมงเย็นถึง 3 ทุ่ม ก็ได้เจอเวียร์จริงๆ น้องเพิ่งเตะบอลกลับมา แต่ใช้เวลากล่อมอีกครึ่งปี!! เพราะคนต่างจังหวัดเรียนวิศวะ เค้าไม่อยากเข้าวงการบันเทิงหรอก เราต้องกล่อมให้เชื่อใจ

ได้ข่าวว่า “เอ–ศุภชัย” ทุ่มเทและทุ่มทุนมากกับการปั้นเด็ก
จริงๆทำงานกับทุกคน “เอ” ก็ทุ่มทุนหมด อย่างตอนที่ทำงานกับ “น้องเวียร์” เราจ่ายค่าตั๋วเครื่องบินให้น้อง 1 ปีเต็มๆ เพื่อไม่ให้เสียการเรียน “เอ” รับปากพ่อแม่น้องว่าไม่ต้องห่วงนะครับ จะไม่ให้น้องต้องเสียการเรียนแน่นอน

ยุคนั้นค่าตัวเวียร์สตาร์ตตอนหนึ่งแค่หมื่นห้า ละครเรื่องหนึ่งได้ 2-3 แสนบาท แต่เราจ่ายค่าตั๋วเครื่องบินขอนแก่น-กรุงเทพฯ ไป 4 แสนบาท ยังไม่รวมที่อยู่ที่กิน เสื้อผ้าหน้าผม นี่คือสิ่งที่ลงทุนให้น้อง

โชคดีที่รุ่นแรกๆอย่าง “เวียร์” และ “ณเดชน์” มาถึงก็ใช้งานได้เลย ไม่ต้องทำศัลยกรรม แต่ช่วงหลังบุคลากรผลิตไม่ทันป้อนวงการ ก็ต้องใช้วิธีเร่งรัดบ้าง พาน้องๆไปทำศัลยกรรมที่เกาหลี เราลงทุนจ่ายให้หมด คือเกือบสวยเกือบหล่อแล้วทำอีกนิดหน่อยก็ใช้ได้

ชมคลิป

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here