ยกทรัพย์สินให้การกุศล 2 หมื่นล้าน! พารู้จัก ‘โจวเหวินฟะ’ นักแสดงชื่อดังใน ‘เจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้’ จากเด็กครอบครัวยากจน สู่ดาราระดับท็อป ขอใช้เงินเดือนละ 3,000 บาท

0
52

ยกทรัพย์สินให้การกุศล 2 หมื่นล้าน! พารู้จัก ‘โจวเหวินฟะ’ นักแสดงชื่อดังใน ‘เจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้’ จากเด็กครอบครัวยากจน สู่ดาราระดับท็อป ขอใช้เงินเดือนละ 3,000 บาท (ชมคลิปท้ายข่าว)

‘โจวเหวินฟะ’ นักแสดงชื่อดังชาวฮ่องกง มีแพลนบริจาคเงินของเขาจำนวน 5.6 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกง ราว 714 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 2.3 หมื่นล้านบาท ให้กับการกุศล

ดาราฮ่องกงวัย 63 ปี กลับมาเป็นข่าวดังอีกครั้ง…หลังจากภรรยาเขาให้สัมภาษณ์พูดถึงการเตรียมบริจาคทรัพย์สินทั้งหมดที่มี หากเขาและภรรยาเสียชีวิตไป ทรัพย์สิน 23,000 ล้านนั้นก็อยากจะให้ตกเป็นการกุศลคืนสู่สังคม ซึ่งก่อนหน้านี้ในปี 2014 เขาเคยออกมาสัมภาษณ์แบบนี้ครั้งหนึ่งแล้ว ผ่านมา 4 ปี ทั้งคู่ยังคงคิดแบบเดิมไม่เปลี่ยน เขาเป็นใคร?? มีชื่อเสียงโด่งดังแค่ไหน?? ทำไมถึงมีเงินเยอะระดับมหาเศรษฐีแบบนี้??

- Advertisement -

เด็กรุ่นใหม่หลายคนอาจจะไม่ทันในช่วงเขาโด่งดัง งั้นเราลองย้อนกลับไปทำความรู้จักเขากันดีกว่า…จากเด็กครอบครัวยากจน สู่ดาราระดับท็อป โจวเหวินฟะ เป็นเด็กหนุ่มจากเกาะลัมมา ซึ่งเป็นเกาะขนาดเล็กนอกชายฝั่งของฮ่องกง

วัยเด็กนั้นฐานะทางบ้านไม่ค่อยดี แต่พ่อแม่ก็ยังกัดฟันส่งเสียให้มีโอกาสได้เรียนมหาวิทยาลัย เพื่ออนาคตที่ดีขึ้นของเขา เด็กหนุ่มขยันเรียนจนจบ และมีโอกาสเข้าทำงานเป็นนักแสดงฝึกหัดของช่องทีวีบีในฮ่องกง

กระทั่งปี พ.ศ.2523 ในวัย 25 ปี โชคชะตาก็ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในนักแสดงที่มีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักมากที่สุดคนหนึ่ง หลังจากที่ละครชุด “เจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้” สร้างกระแสดังทั่วฮ่องกง จากนั้นเมื่อชาติอื่นๆ ในเอเชียซื้อลิขสิทธิ์ไปฉาย ยิ่งทำให้ละครดังขึ้นไปอีกและเขาก็กลายเป็นซูเปอร์สตาร์ระดับภูมิภาค มีงานแสดงและโชว์ตัวเขามาไม่ขาดสาย

กว่าจะประสบความสำเร็จในจอภาพยนตร์…แม้จะโด่งดังจากละคร แต่ “โจวเหวินฟะ” ก็มีฝันอยากจะเป็นนักแสดงภาพยนตร์มาโดยตลอด เขาได้มีโอกาสเล่นหนังใหญ่หลายเรื่อง แต่ล้วนไม่ค่อยประสบความสำเร็จในช่วงแรก ต้องใช้เวลานานถึง 6 ปี กว่าจะสำเร็จในด้านนี้

เพราะบางครั้งวัตถุดิบที่ดี ต้องเจอกับเชฟที่ปรุงเป็น อาหารถึงจะออกมาอร่อย…จนกระทั่งในวัย 31 ปี เขาได้มีโอกาสร่วมงานกับผู้กำกับโนเนมในยุคนั้น “จอห์น วู” และนั่นทำให้ภาพยนตร์ “โหด เลว ดี” กลายเป็นหนังทำเงินเรื่องแรกของตัวเขาด้วย ลบคำสบประมาทที่เคยได้รับว่าเขาคงเล่นหนังใหญ่ไปไม่รอด

ต่อมาในวัย 34 ปี ภาพยนตร์เรื่อง “คนตัดคน” กลายเป็นเรื่องที่สร้างชื่อเสียงมากที่สุดให้กับโจวเหวินฟะ เรื่องดังกล่าวติดอันดับหนังทำเงินทั้งในฮ่องกง และหลายประเทศในเอเชีย และสามารถกวาดรายได้ไปสูงถึง 150 ล้านบาท (ซึ่งเป็นรายได้จากค่าเงินเมื่อ 30 ปีที่แล้ว)

ก้าวสู่ระดับฮอลลีวู้ด…เป็นธรรมดาของดาราเอเชียที่เป็นซูเปอร์สตาร์ระดับภูมิภาค ในที่สุดเขาก็มีโอกาสไปเล่นหนังระดับฮอลลีวู้ด แต่หนังที่เขาเป็นตัวเอก ดูเหมือนจะไม่ค่อยถูกใจคอหนังฝั่งอเมริกัน และทำรายได้ไม่ดีเท่าไร

จนกระทั่งมีโอกาสได้เล่นประกอบในเรื่อง “Crouching Tiger, Hidden Dragon” ซึ่งเป็นหนังที่กวาดรายได้ 4,000 ล้านบาท แถมยังคว้ารางวัลออสการ์ได้ถึง 4 สาขา แต่ก็ไม่ได้เป็นรางวัลส่วนตัวของเขาเลย แม้การเข้าไปโลดแล่นในฮอลลีวู้ด จะมีผลงานระดับกลางๆ ไม่ได้ประสบความสำเร็จสุด แต่ก็ไม่ได้ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง แต่สิ่งที่ทำให้แฟนคลับจดจำและหลงรักเขา เป็นเรื่องของ “การใช้ชีวิต” เสียมากกว่า

โจวเหวินฟะ ได้ชื่อว่าเป็นดาราที่ใช้ชีวิตได้อย่างสมถะมากคนหนึ่ง ตัวอย่างก็เช่น…
– ตั้งแต่การจีบสาว สมัยที่จีบภรรยา “จัสมิน” เขาใช้วิธีโทรหาเธอบ่อยๆ และส่งโปสการ์ดไปให้ มากกว่าการขับรถหรูพาเธอไปเดทในร้านราคาแพง
– พอคบกันและแต่งงาน ทั้งสองก็อาศัยอยู่ในบ้านของเขาที่ฮ่องกง ซึ่งเป็นบ้านทั่วๆ ไป

– เขามักจะออกไปซื้อของสดที่ตลาดกลับมาทำเอง ไม่ก็กินกับร้านอาหารแถวบ้าน ถึงขั้นที่เจ้าของร้านดั้งเดิมก็รู้จักมักคุ้นกับเขา ไม่ต้องพกเงินออกไปกิน แปะเอาไว้ค่อยมาจ่ายทีเดียวก็ได้เช่นกัน เนื่องจากเจ้าของร้านก็รู้ดีว่าชายคนนี้รวยมาก แต่เขาอยากจะมานั่งคุย นั่งเล่น นั่งกินด้วยกันตามประสาเพื่อนเท่านั้น

– ไปไหนมาไหนด้วยรถไฟใต้ดิน ขนาดไปร่วมงานหรูก็แต่งตัวธรรมดา แล้วไปใส่ชุดที่ผู้จัดเตรียมไว้ให้ที่งานได้อย่างไม่เคอะเขิน จนมีคำพูดติดตลกว่า “ถ้าอยากเจอดาราดังก็ต้องไปห้างหรู แต่ถ้าอยากเจอโจวเหวินฟะ ต้องไปที่ตลาดและสถานีรถไฟใต้ดิน…”

– ตอนภาพยนตร์เรื่อง Cold War 2 ที่เขาเล่นเอง เข้าฉายในปี 2016 เขาก็ไปต่อคิวซื้อตั๋วหน้าโรงหนัง แต่งตัวมิดชิด แถมใส่หมวก อย่างไรก็ตาม หนีไม่พ้นแฟนๆ ที่จดจำเขาได้เข้ามาทักทาย ขอถ่ายรูป จนกลายเป็นงานมีตติ้งเล็กๆ หน้าโรงหนังไปแบบไม่ได้จัดเตรียมไว้ก่อน

– หรือเมื่อปีที่แล้ว ตอนพายุไต้ฝุ่นฮาโตะเข้าถล่มฮ่องกงอย่างหนัก เช้าหลังฝนตก เขาไปวิ่งออกกำลังกาย ระหว่างทางเจอกิ่งไม้หักล้มขวางทางเท้า เขาก็ยังหยุดวิ่ง สละเวลาเก็บเศษกิ่งไม้ใหญ่ที่หัก ลากมันให้พ้นทาง ส่วนกิ่งไม้เล็กๆ ก็เก็บไปสุมรวมกันไป
เรื่องดังกล่าวดังขึ้นมาเพราะแฟนคลับคนหนึ่งบังเอิญไปเห็นเข้า พอนึกขึ้นได้ว่าดาราคนนี้แปลกดีจัง ก็เลยขอเซลฟี่กับเขามาเล่าต่อบนโลกออนไลน์จนเป็นกระแสไวรัล

– หรือล่าสุดที่โดนภรรยาแฉว่าใช้โทรศัพท์ Nokia รุ่นฝาพับนานถึง 16 ปี จนกระทั่งมันเสียแบบซ่อมไม่ได้ ในที่สุดเขาจึงยอมเปลี่ยนเครื่องใหม่ โดยการรับช่วงต่อ iPhone 6 มือสองของภรรยา เพราะขี้เกียจไปซื้อใหม่เองที่ร้าน และคงจะมีอีกหลายเรื่องถ้าเล่าก็คงจะยาวไปอีกหลายหน้า…

หลายคนสงสัยสินะว่าเขารวยมากแค่ไหน?? จากการที่เขาเป็นนักแสดงระดับท็อปของฮ่องกง และมีคนรู้จักไปทั่วโลก เข้าวงการแสดงมา 40 ปี มีงานจ้างตลอดไม่ขาดสาย (จะมีช่วงหลังที่ไม่ค่อยรับงานมาก เพราะแก่ตัวลงแล้ว) แถมยังเป็นคนที่ใช้เงินไม่เปลือง แม้จะอยู่ในฮ่องกงที่ค่าครองชีพแสนแพงก็ตาม

จากการประเมิน และจากการให้สัมภาษณ์นั้น จึงพบว่าทั้งคู่มีทรัพย์สินรวมกันประมาณ 23,000 ล้านบาทเลยทีเดียว ข้อคิดและบทเรียนจาก “โจวเหวินฟะ” ในความคิดของโจวเหวินฟะ เขามองว่าเงินที่ตัวเองมีนั้น เป็นเพียงสิ่งที่เขาได้รับจากสังคมมาชั่วคราว
พอเขาจากไป เงินส่วนนั้นก็ควรจะกลับไปยังสังคมเพื่อการกุศลอีกครั้ง

แม้เขาจะบริจาคให้การกุศลมาอย่างต่อเนื่อง และใช้เงินน้อยมาก แต่เขาก็ยังไม่ยอมสละทรัพย์สินทั้งหมดในตอนนี้ มองว่ามันยังมีความสำคัญ มันจะเป็นหลักประกันว่าชีวิตของเขาจะไม่ลำบากไปจนกว่าจะถึงวาระสุดท้าย แต่เพราะเขาไม่มีลูก ไม่ต้องส่งเสียใครอีก จึงไม่ต้องกังวลว่าคนข้างหลังจะอยู่อย่างไร ถ้าตนจากไปแล้วนั่นเอง

การใช้ชีวิตแบบ “โจวเหวินฟะ” เก็บเงินเยอะๆ ไม่มีลูกหลาน แล้วค่อยบริจาคคืนตอนตาย ก็ไม่ใช่เรื่องผิด การใช้ชีวิตแบบประหยัด เก็บเงินให้ลูกหลานได้ใช้เยอะๆ มันก็ไม่ผิด การจะทำธุรกิจต่อ หาเงินเพิ่มสร้างความร่ำรวยไปจนวันตาย ก็ไม่ใช่เรื่องผิด หรือจะใช้ชีวิตแบบคนร่ำรวย อู้ฟู่ ใช้ของแพง ติดแบรนด์เนมตลอด ก็คงไม่ใช่เรื่องผิดเช่นกัน

การใช้เงินของเรา การใช้ชีวิตของเรา จะใช้แบบไหนมันก็คงไม่มีสามารถบอกได้ว่าถูกหรือผิด และเราก็ไม่สามารถเอา “ตัวเอง” ไปเป็น “บรรทัดฐาน” วัดคนอื่นๆ ได้เช่นกัน

ผลงานการแสดงภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของ “โจวเหวินฟะ” (ชมคลิป)

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here