หุ่นยนต์ทำงานแทน! ส่งผลคนไทยจะเสี่ยงตกงาน 4.9 ล้านคน ศึกษาไว้ก่อนตกงานไม่รู้ตัว

0
60

หุ่นยนต์ทำงานแทน! ส่งผลคนไทยจะเสี่ยงตกงาน 4.9 ล้านคน ศึกษาไว้ก่อนตกงานไม่รู้ตัว (ชมคลิปท้ายข่าว)

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในยุคปัจจุบัน ระบบหุ่นยนต์และ AI อัจฉริยะ เริ่มเข้ามีบทบาทในภาคธุรกิจมากขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้ “มนุษย์” ได้รับผลกระทบไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ล่าสุดก็เป็นคราวของ Uniqlo แบรนด์เสื้อผ้ายักษ์ใหญ่สัญชาติญี่ปุ่น พวกเขาเตรียมทุ่มเงิน 28,000 ล้านบาท เพื่อยกเครื่องการจัดการคลังสินค้า ให้หุ่นยนต์มาทำงานแทนแทบทั้งหมด

โดยงานกว่า 90% จะถูกจัดการด้วยหุ่นยนต์ และคนจะถูกจ้างงานลดลง ไปรับผิดชอบแค่ 10% หากจะมองให้ลึกลงไป พบว่าแรงงานในอุตสาหกรรม “ภาคการเกษตร” และ “ภาคการผลิต” เป็นอาชีพที่จะถูกแย่งงานง่ายที่สุด

- Advertisement -

ไทยถูกประเมินว่าจะมีการเลิกจ้างแรงงานด้านเกษตร 1,700,000 คน และเลิกจ้างแรงงานไร้ฝีมือในภาคการผลิต 840,000 คน นั่นเพราะการเกษตรเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้คนเยอะ และได้ผลผลิตต่ำ

การเข้ามาของเทคโนโลยีใหม่ๆ จะทำให้ใช้คนน้อยลง ใช้ทรัพยากรน้อยลง แต่ได้ผลผลิตที่เพิ่มมากขึ้น ในขณะที่แรงงานไร้ฝีมือของภาคการผลิตนั้น สามารถทดแทนได้ง่ายด้วยเครื่องจักรที่ดีขึ้นได้

ภาพตัวอย่างของหุ่นยนต์ช่วยจัดการคลังสินค้า Amazon
ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมา…การว่างงานของคนกว่า 4,900,000 คน ย่อมส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจภายในประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สมมติว่าทุกคนนั้นเป็นแรงงานรายได้ต่ำ เฉลี่ยประมาณ 9,000 บาทต่อเดือน นั่นคือรายได้ที่หายไปเดือนละ 4,900,000 x 9,000 = 44,000 ล้านบาท หรือปีละ 528,000 ล้านบาท ซึ่งจะหายไปจากระบบ ไม่มีการจับจ่ายใช้สอยของคนกลุ่มนี้

เมื่อเม็ดเงินตรงส่วนนี้หายไป กำลังซื้อก็หด สุดท้ายก็จะเกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อธุรกิจต่างๆ พอธุรกิจในประเทศมีปัญหา สุดท้ายก็จะกลายมาเป็นปัญหาของเศรษฐกิจประเทศในท้ายที่สุด

แต่ในแง่ร้าย ก็ยังมีแง่ดี… ตามรายงานระบุว่า แม้เทคโนโลยีใหม่ๆ จะทำให้หลายคนถูกแย่งงาน แต่มันก็ก่อให้เกิดการจ้างงานใหม่ๆ ขึ้นมาอีกด้วย
ธุรกิจด้านการบริการอย่างโรงแรม-ร้านอาหาร จะต้องการคนให้บริการมากยิ่งขึ้น, ธุรกิจด้านการผลิตจะต้องการแรงงานฝีมือระดับสูง ในจุดที่เครื่องจักรเข้าไปทดแทนไม่ได้
รวมถึงธุรกิจด้านการค้าปลีกสมัยใหม่ที่จะเปิดมากขึ้น ก็ต้องการคนเข้าไปทำงานมากขึ้นเช่นกัน

แล้วเราจะเตรียมตัวรับมือกับมันอย่างไร?? ก่อนจะแก้ปัญหา เราต้องทราบปัญหาที่เกิดขึ้นเสียก่อน โดยแรงงานที่จะเสี่ยงต่อการตกงานมากที่สุด มาจาก 3 สาเหตุสำคัญก็คือ
ไร้ความรู้ด้านเทคโนโลยี, ขาดทักษะด้านการสื่อสาร-เจรจา และร้ายแรงที่สุดคือ ไม่สามารถอ่านออกเขียนได้เลย!!

พวกเขาเสนอแนวทางแก้ปัญหาว่า การป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นต้องอาศัยความร่วมมือของทั้งภาครัฐ เจ้าของธุรกิจ และตัวแรงงานเอง เริ่มจากหน่วยงานรัฐ ต้องพัฒนาด้านการศึกษาให้แรงงานรุ่นใหม่ พร้อมรับมือกับเทคโนโลยีที่จะเกิดใน 10 ปีข้างหน้า ทางด้านเจ้าของธุรกิจ ไม่ควรคิดเพียงว่าแรงงานทำได้เท่านี้ แล้วจะต้องทำได้เท่านี้ตลอดไป พวกเขาควรส่งเสริมให้แรงงานเหล่านั้นมีความรู้ด้านงานเหล่านั้นที่มากกว่าเดิม

สุดท้าย ที่ตัวของเราเอง นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุด อะไรจะเป็นตัวตัดสินว่าเราจะได้ทำงานต่อ หรือเราจะเป็นคนที่ถูกผลักให้ออกจากงาน??
นั่นคือความสามารถที่โดดเด่นกว่า และฝีมือเฉพาะทางที่จักรกลจะยังทำเหมือนเราไม่ได้ในเร็ว

ถ้าทำงานช่าง เราก็ควรจะเป็นช่างเฉพาะทางในงานที่ซับซ้อน มีฝีมือระดับที่ยังไงบริษัทก็ต้องแย่งกันจ้าง
ถ้าเป็นผู้จัดการโรงแรม ก็สื่อสารได้หลายภาษา รวมถึงสามารถคิดวิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดกับแขก ได้ดีกว่าคนอื่นๆ
หรือเป็นเจ้าของธุรกิจ เราก็ต้องรู้จักใช้ข้อมูลและ AI มาช่วยในการวิเคราะห์ลูกค้า วิเคราะห์คู่แข่ง หรือสถานการณ์ธุรกิจของเราเองให้เป็น

มิฉะนั้น ไม่ใช่แค่ AI ที่จะมาแย่งงานเรา แต่จะถูก “คน” ด้วยกันนี่แหละที่แย่งไปด้วย คนที่เขาทำธุรกิจเก่งกว่า คนที่ความสามารถมากกว่า คนที่คุ้มกับค่าจ้างมากกว่า
เพราะเรามัวแต่พอใจกับปัจจุบัน ขาดการพัฒนา ไม่คิดถึงอนาคต สุดท้ายก็จะกลายเป็นคนที่ “ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง” ในโลกธุรกิจและการทำงาน มันก็จะเป็นแบบนี้แหละครับ

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here