ใหญ่แค่ไหนก็ไม่กลัว! ‘บิ๊กโจ๊ก’ ตรวจค้นยึดทรัพย์เครือข่ายพันล้าน อดีต ผบก.เลย

0
73

ใหญ่แค่ไหนก็ไม่กลัว! ‘บิ๊กโจ๊ก’ ตรวจค้นยึดทรัพย์เครือข่ายพันล้าน อดีต ผบก.เลย(ชมคลิป)

วันที่ 4 กันยายน 2561 พลตำรวจตรีสุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว พร้อมด้วย พลตำรวจตรี ธนาศักดิ์ ฤทธิเดชไพบูลย์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 ร่วมกันปล่อยแถว กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจทหาร กว่า 300 นาย เปิดปฏิบัติการขุดรากถอนโคนอาชญากรรม

ทำบ้านเมืองน่าอยู่ จังหวัดขอนแก่น โดยแบ่งกำลังออกเป็น 6 ชุดลงพื้นที่หมู่บ้านจัดสรรเรียบบึงหนองโคตร ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น พื้นที่บ้านโนนสมบูรณ์ อำเภอบ้านแฮด จังหวัดขอนแก่น เพื่อทำการตรวจค้นและยึดอายัดทรัพย์ของผู้กระทำความผิด ตาม พรบ. ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ในเครือข่ายแชร์ลูกโซ่

ในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น จังหวัดหนองบัวลำภู และจังหวัดเลย ที่มีส่วนเชื่อมโยงกับ พลตำรวจตรีสุทิพย์ ผลิตกุศลธัช รองผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
โดยขณะปล่อยแถว ได้มีนางวรวีร์ โพธิ์ศรี อายุ 58 ปี ภรรยาร้อยตำรวจเอกสมเผ่า โพธิ์ศรี อายุ 60 ปี รอง สวป. สภ.ปากชม จังหวัดเลย

หนึ่งในคนที่เข้าร่วมโครงการบริหารหนี้ ของอดีต ผบก.ภ.จว.เลย เกิดความเครียดและได้จากไปเมื่อ 31 สิงหาคม 2561 ที่ผ่านมา พร้อมนายตำรวจจากจังหวัดเลยอีก 15 นาย เข้าร้องขอความช่วยเหลือต่อพลตำรวจตรีสุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว

กรณีถูก พลตำรวจตรีสุทิพย์ ผลิตกุศลธัช อดีตรอง ผบช. สกพ.และอดีต ผบก.ภ.จว.เลย กับพวกชักชวนเข้าร่วมโครงการบริหารหนี้สหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจภูธรจังหวัดเลย จนกลายเป็นหนี้สินจำนวนมาก ซึ่งเมื่อสามีก็ไม่มีรายได้มาใช้จ่ายในครอบครัว จากนั้นทั้งหมดก็เดินทางกลับทันที

ต่อมากำลังเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจค้นและยึด อายัดทรัพย์ บ้านและทรัพย์สินของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพลตำรวจตรีสุทิพย์ ผู้ต้องหาในคดีร่วมกันฉ้อโกง กู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนเมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการภูธรจังหวัดเลย โดยมีข้าราชการตำรวจภูธรจังหวัดเลยเสียหายรวม 196 ราย

คิดเป็นเงินทั้งสิ้นรวม 240 ล้านบาท รวมถึงคดีแชร์ลูกโซ่ในพื้นที่จังหวัดหนองบัวลำภูและจังหวัดขอนแก่น ซึ่งมีผู้เสียหายหลายรายมูลค่าความเสียหายนับพันล้านบาท
จากการเข้าตรวจค้นในจุดแรกกำลังเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นยึดอายัดบ้านสามหลัง เลขที่ 999/35, 999/36 และ 999/37

ภายในหมู่บ้านบุราสิริริมบึงหนองโคตร ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น พบนายเกรียงไกร เกตพิบูลย์ อายุ 36 ปี ซึ่งเป็นคนที่มีความสนิทกับพลตำรวจตรีสุทิพย์ อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 999 / 37 จึงได้แสดงหมายค้นเข้าตรวจค้นยึดอายัดทรัพย์สินในบ้าน มีทั้ง ทีวี ตู้เย็น แอร์ เครื่องซักผ้า และเอกสารต่างๆรวมถึงรถเก๋งยี่ห้อ BMW สีขาวหมายเลขทะเบียน ขก – 2772 ขอนแก่น จำนวน 1 คัน พร้อมทั้งบ้านหลังดังกล่าวด้วย

นอกจากนี้กำลังเจ้าหน้าที่ ยังได้ตรวจสอบที่บ้านเลขที่ 365 หมู่ 6 บ้านโนนสมบูรณ์ ตำบลโนนสมบูรณ์ อำเภอบ้านแฮด จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นของบิดาภรรยาของนายเกรียงไกร ซึ่งก็พบนางสาวเสาวลักษณ์ แสนเจ๊ก อายุ 24 ปี พักอยู่ในบ้านด้วย เจ้าหน้าที่ได้ยึดอายัดรถยนต์เก๋งยี่ห้อมาสด้า 3 สีแดง ทะเบียน ขก – 7100 ขอนแก่นจำนวน 1 คัน และรถจักรยานยนต์ PCX สีน้ำเงิน หมายเลขทะเบียน 1กพ1524 ขอนแก่น พร้อมทั้งเชิญตัวมาสอบปากคำ

จากการสอบปากคำในเบื้องต้นนางสาวเสาวลักษณ์ให้การว่าเป็นภรรยาของนายอาร์ตหรือ เกรียงไกร จริงแต่ไม่เกี่ยวข้องกับการชักชวนผู้อื่นทำกันมาร่วมทุนเล่นหุ้นด้วยเพราะเหตุการณ์ทุกอย่างเกิดขึ้นในช่วงที่นายเกรียงไกรคบหากับ นางนุชหรือนางธิญาดา แต่ทราบว่ามีการแบ่งผลประโยชน์ให้แก่ผู้ร่วมลงทุนด้วย

และทราบว่าทั้งนางนุชและนายอาร์ตรู้จักกับ พลตำรวจตรีสุทิพย์ เพราะนายอาร์ตเคยเอาข้อความที่คุยกันทางไลน์กับอดีตผู้การสุทิพย์มาให้อ่าน เมื่อเห็นสิ่งที่สามีทำคิดว่าได้เงินจึงนำเงินสดส่วนตัวร่วมลงทุนกับสามีเริ่มต้นจากเงิน 400,000 บาท ซึ่งก็ได้เป็นเงินปันผลอาทิตย์ละ 3 เปอร์เซ็นต์

เมื่อได้เงินมาก็ไม่ได้ถอนออกมาใช้แต่ได้นำเงินสดสมทบเพิ่ม ทุนขึ้นไปเรื่อยๆ ญาติพี่น้องเห็นว่ามีรายได้ดีก็นำเงินมาร่วมลงทุนด้วยรวมแล้ว 14 ล้านบาทกระทั่งเดือนกรกฎาคม 2560 รายได้ก็ชะงักจนถึงปัจจุบัน และเกิดปัญหาตามมาอีกมากมายโดยสามีได้นำเงินไปซื้อบ้านสามหลังด้วยเงินสดที่หมู่บ้าน บุราสิริ ริมบึงหนองโคตร

โดยบ้านเลขที่ 999/35 ซื้อด้วยเงินสดในนามชื่อของมารดาในราคา 5 ล้านบาท ส่วนเลขที่ 36 ซื้อในชื่อของภรรยาด้วยเงินสด 6 ล้านบาท เลขที่ 37 นายเกรียงไกรซื้อเป็นชื่อตัวเองในราคา 6 ล้านบาท แล้วมีการต่อเติมบ้านเลขที่ 36 และเลขที่ 37 เชื่อมต่อกันส่วนบ้านเลขที่ 35 ที่ซื้อในชื่อของมารดานั้นปัจจุบันมีการขายฝากให้กับบุคคลอื่นแล้ว ภายหลังตรวจค้นยึดอายัดทรัพย์สินของนายเกรียงไกรแล้ว

พลตำรวจตรีสุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า เจ้าหน้าที่สนธิกำลังกันเพื่อเข้าตรวจสอบ ยึด อายัดทรัพย์ เพื่อตรวจสอบอันเป็นความผิดตามพรบ ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ. ศ. 2542 พร้อมกันรวม 12 จุด คือในกรุงเทพฯ นนทบุรี อุดรธานี เชียงใหม่ และจังหวัดขอนแก่น

ในส่วนของจังหวัดขอนแก่นนั้น ยึดอายัดบ้านรวม 6 หลัง พร้อมเอกสารและทรัพย์สินอื่นๆอีกหลายรายการ ทุกจุดยึดอายัดตามอำนาจของพนักงานสอบสวน จากนั้นก็จะดำเนินการตามอำนาจของ ปปง. ทุกจุดมีความเชื่อมโยงกัน ที่ ปปง.มีการตรวจสอบ ที่มาที่ไปของเส้นทางการเงินจากบุคคลคนเดียวกันซึ่งอดีตเป็นนิติกรของศาลจังหวัดเชียงใหม่ และย้ายมาอยู่ที่จังหวัดขอนแก่นก่อนจะลาออกมาชักชวนประชาชนร่วมลงทุน

โดยพบว่ามีเงินสดหมุนเวียนในบัญชีจำนวน 15 ล้านบาท บุคคลที่ถูกตรวจค้นและยึดอายัดทรัพย์ในครั้งนี้เกี่ยวพันกับความเดือดร้อนของประชาชนและตำรวจที่จังหวัดเลยด้วย เมื่อยึดอายัดทรัพย์มาแล้วก็จะนำทรัพย์ไปเฉลี่ยเป็นเงิน

เพื่อนำมาคืนให้กับผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากการกระทำของบุคคลเหล่านี้นอกจากนี้ยังจะขยายผลไปยังผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องอีก 10 กว่ารายรวมมูลค่าทรัพย์สินที่จะถูกยึดและอายัดจากบุคคลที่เกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าวกว่า 100 ล้านบาท

(ชมคลิป)

- Advertisement -

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here