ส่องความน่ารัก! ‘หมอเนง-จันดาลี’ แพทย์สาว สปป.ลาว สวยโด่งดังในโลกโซเชียล ลงพื้นที่ช่วยผู้ประสบภัยเขื่อนแตก

0
286

ส่องความน่ารัก! ‘หมอเนงจันดาลี’ แพทย์สาว สปป.ลาว สวยโด่งดังในโลกโซเชียล ลงพื้นที่ช่วยผู้ประสบภัยเขื่อนแตก (ชมคลิปท้ายข่าว)

จากกรณีที่สันเขื่อนเซเปี่ยน-เซน้ำน้อย แตก ที่แขวงอัตตะปือ ประเทศลาว มีประชาชนถูกน้ำท่วมและสูญหายจำนวนมาก ขณะที่ประชาชนและภาคส่วนต่างๆ ก็ได้ระดมน้ำใจ บริจาคอาหารแห้งและของใช้ที่จำเป็นนำมาแจกจ่ายผู้ประสบภัยที่ยังติดอยู่ในพื้นที่น้ำท่วม 

ซึ่งทีมแพทย์จากกระทรวงสาธารณสุขเวียงจันทน์ สปป.ลาว ลงพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วม ซึ่งทางโซเชียลต่างแชร์คุณหมอคนสวยอย่าง ”หมอแนง” จันดาลี สิดพระชัย ที่ร่วมดูแลชาวบ้านด้วย โดย”คุณหมอแนง” เคยเข้าร่วมประกวด Miss International Beauty 2004 ที่จัดขึ้นที่ประเทศจีนด้วย นอกจากนี้ยังเคยถ่ายนิตยสารและถ่ายภาพยนตร์เรื่อง สบายดี หลวงพระบาง 3 ที่พระเอกบอย ปกรณ์ ร่วมแสดงด้วย

คุณหมอคนสวย จันดาลี สิดพะไซ ซึ่งก่อนหน้าคุณหมอเนง เคยมีผลงานถ่ายแบบร่วมกับพระเอกหนุ่มสุดฮอต หมาก ปริญ ขึ้นปกนิตยสาร WOW MAGAZINE ด้านคณหมอเนง จันดาลี สิดพะไซ เคยเปิดใจผ่านรายการสุริวิภา ว่า ผลงานที่ผ่านมานั้น มีทั้งการถ่ายปฏิทิน ถ่ายนิตยสาร และเริ่มแรกเลยคือ ประกวดนางงาม ในปี 2004

ซึ่งในตอนนั้น ได้โชว์ความสามารถพิเศษ ทั้งฟ้อนรำ ร้องเพลง ตีขิม จนเป็นที่ประทับใจ คว้ามงกุฎ มิสลักซ์ 2004 มาครองได้สำเร็จ และก่อนหน้านี้ ด้านผู้ปกครองของคุณหมอเนง ก็ให้การสนับสนุนในการเข้าวงการบันเทิงเต็มที่ แต่ต้องไม่ให้เสียการเรียน ส่วนตัวชอบเรียนหมอมาตั้งแต่เด็ก ของเล่นก็เป็นเครื่องมือแพทย์ อีกอย่างการเรียนหมอ ถือเป็นการช่วยเหลือคน และได้บุญไปในคราวเดียว

เชื่อว่าหนุ่มหลายๆคนที่เห็นคุณหมอเนงแล้ว อยากจะป่วยให้หมอดูแลกันเลยทีเดียวสำหรับใครที่มีหมอเป็น ไอดอล มาดูความรู้เกี่ยวกับการเป็นหมอกันต่อเลย สำหรับ อาชีพ”แพทย์” หรือ “หมอ” เป็นอาชีพที่ทุกคนรู้จักกันดี และหลายๆ คนก็มีความฝันที่อยากจะเป็น “หมอ” กว่าที่จะเป็นหมอได้นั้นก็ไม่ใช่ของง่าย หรือว่ายากเกินความสามารถของเรา แต่ที่ยากก็คือ “ทำอย่างไรจึงจะเป็นหมอที่ดีได้” มากกว่า

ลักษณะอาชีพแพทย์ คือ ผู้ให้บริการทางการแพทย์และอนามัยแก่ชุมชน เพื่อบำบัดรักษา ฟื้นฟูสมรรถภาพและป้องกันโรคทั่วๆไปได้โดยถูกต้องเหมาะสมด้วยการวินิจฉัยโรคสั่งยา และให้การรักษาทางอายุรกรรม และศัลยกรรมในความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับร่างกายและจิตใจของมนุษย์ ซึ่งอาชีพแพทย์สามารถแบ่งสาขาเป็นแพทย์เฉพาะทาง

อาทิเช่น แพทย์ทั่วไป (Physician) – ศัลยแพทย์ (Surgeon) – จักษุแพทย์(Ophthalmologist)จิตแพทย์ (Psychiatrist)วิสัญญีแพทย์ (Anesthetist) โดยทำงานสัปดาห์ละ 40 ชั่วโมง อาจต้องมาทำงานวันเสาร์ วันอาทิตย์ และวันหยุด จะต้องมีการจัดเวรอยู่ประจำโรงพยาบาล นอกจากผลตอบแทนในรูปเงินเดือนแล้วในภาครัฐวิสาหกิจและเอกชน

อาจได้รับผลตอบแทนในรูปอื่น เช่น ค่ารักษาพยาบาล เงินสะสม เงินช่วยเหลือสวัสดิการในรูปต่างๆ เงินโบนัส เป็นต้น สำหรับผู้ที่สำเร็จการศึกษาวิชาแพทย์สามารถประกอบธุรกิจส่วนตัวโดยรายได้ที่ได้รับขึ้นอยู่กับความสามารถ และความอุตสาหะ  ผู้ประกอบอาชีพแพทย์จะปฏิบัติงานในโรงพยาบาล หรือสถานพยาบาล โดยตรวจคนไข้ในที่อยู่ในความรับผิดชอบทุกวัน

และต้องตรวจคนไข้นอกที่เข้ามารับการรักษา อาจถูกเรียกตัวได้ทุกเวลาเพื่อทำการรักษาคนไข้ให้ทันท่วงที ต้องพร้อมเสมอที่จะสละเวลาเพื่อรักษาคนไข้ ในที่ทำงานก็จะพบเห็น คนเจ็บ คนป่วยและคนตาย แพทย์จึงต้องมีจิตใจที่เข้มแข็ง เพราะหากมีจิตใจที่อ่อนไหวต่อสิ่งที่ได้พบเห็นจะมีผลกระทบต่อการปฏิบัติงานได้

คุณสมบัติของผู้ประกอบอาชีพ
1. สำเร็จการศึกษาทางสาขาวิชาแพทย์ศาสตร์
2. ขยันสนใจในการศึกษาหาความรู้ทางวิทยาการแพทย์ วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษเป็นอย่างดี
3. มีสุขภาพสมบูรณ์ ทั้งร่างกาย และจิตใจไม่พิการหรือทุพพลภาพ ปราศจากโรค
4. สามารถอุทิศตนยอมเสียสละเวลา และความสุขส่วนตัว เพื่อช่วยเหลือผู้อื่นที่เดือดร้อน

5. มีมารยาทดี สามารถเข้ากับบุคคลอื่นได้ทุกระดับมีความอดทน อดกลั้น และมีความกล้าหาญ
6. มีความซื่อสัตย์ในวิชาชีพของตน มีคุณธรรมและจริยธรรมทางการแพทย์ ไม่ใช้ความรู้ทางวิชาการของตนไปหลอกลวงหรือทำลายผู้อื่น

แนวทางในการศึกษา ผู้ที่จะประกอบอาชีพนี้ ควรสำเร็จหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลายหรือประกาศนียบัตรอื่นที่กระทรวงศึกษาธิการเทียบเท่าและสามารถสอบผ่านวิชาต่างๆ ในการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาคือวิสามัญ 1 คณิตศาสตร์ กข. เคมี ฟิสิกส์ ชีววิทยา ภาษาอังกฤษ กข. และความถนัดทางการแพทย์ หรือเคยช่วยปฏิบัติงานในโรงพยาบาลของรัฐครบตามเกณฑ์ที่กำหนด

คือ ประมาณ อย่างน้อย 10 วัน ตลอดจนการสอบสัมภาษณ์และการตรวจร่างกาย เมื่อผ่านการทดสอบจึงมีสิทธิเข้าศึกษาแพทย์โดยมีสถาบันที่เปิดสอนวิชาการแพทย์ระดับปริญญาหลายแห่งในสังกัดทบวงมหาวิทยาลัย เช่น มหาวิทยาลัยมหิดล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นต้น ผู้ที่จะเรียนแพทย์จะต้องมีฐานะทางการเงินพอสมควร เพราะค่าใช้จ่ายในการเรียนวิชาแพทย์ค่อนข้างสูง

และใช้เวลานานกว่าการเรียนวิชาชีพอื่นๆ รวมทั้งต้องเสียค่าบำรุงการศึกษา ค่าตำราวิชาการแพทย์และ ค่าอุปกรณ์ต่างๆ (ไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาทเศษต่อคน) หลักสูตรวิชาการแพทย์ระดับปริญญาตรีตามปกติใช้เวลาเรียน 6 ปี ในสองปีหลักสูตร การเรียนจะเน้นหนักด้านวิทยาศาสตร์ทั่วไปที่เป็นพื้นฐานสำคัญ ต่อจากนั้นจึงเรียนต่อวิชาการแพทย์โดยเฉพาะอีก 4 ปี

เมื่อสำเร็จได้รับใบอนุญาตประกอบเวชกรรมของแพทยสภา มีสิทธิประกอบอาชีพแพทย์ได้ตามกฎหมาย โดยมีโอกาสเลือกสายงานได้ดังนี้1. เป็นแพทย์ฝ่ายรักษา2. เป็นแพทย์ฝ่ายวิจัย บุคลิกภาพ – ต้องเรียนจบในสายวิทย์-คณิตเท่านั้น  – มีความรู้พื้นฐาน เคมี ชีวิวิทยา ฟิสิกส์ ( ถามาแล้วไม่จำเป็นต้องเก่งชีวะ แต่พอมีพื้นฐาน คะแนนรวมวิชาอื่นๆถึงก็พอใช้แล้วค่ะ )

– มึความเสียสละ เรื่องเวลา สามารถคอยสแตนบายเวลาได้่ตลอด  – มีจิตใจที่เข้มแข็ง และมีความอดทน – มีความเมตตา เห็นอกเห็นใจผู้อื่น ชอบช่วยเหลือผู้อื่น – มีความช่างสังเกต – ที่สำคัญ ยอมรับสภาวะการนอนดึกได้  สาขาของแพทย์เฉพาะทาง อายุรแพทย์ – แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรศาสตร์ สูตินรีแพทย์ – แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสูตินรีเวชวิทยา ศัลยแพทย์ – แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรม

ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ – แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์ (ศัลยกรรมกระดูกและข้อ) จักษุแพทย์ – แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจักษุวิทยา จิตแพทย์ – แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชศาสตร์ แพทย์โสตศอนาสิก – แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโสตศอนาสิกวิทยา พยาธิแพทย์ – แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพยาธิวิทยา รังสีแพทย์ – แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีวิทยา

วิสัญญีแพทย์ – แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านวิสัญญีวิทยา กุมารแพทย์ – แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชศาสตร์ แพทย์เวชปฏิบัติครอบครัว – แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชปฏิบัติครอบครัว แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู – แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู แพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน – แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฉุกเฉิน

ข้อดี -โลกทัศน์กว้างเพราะได้พบปะพูดคุยกับคนหลายอาชีพ (คล้ายคนขับ Taxi ยังไงไม่รู้แฮะ) -งานที่ทำมี ‘คุณค่า’ ในตัวของมันเอง คือได้ช่วยเหลือผู้ป่วย -‘ท้าทาย’ มีปริศนาใหม่มาให้ขบคิดทุกวัน ว่าผู้ป่วยไม่สบายเพราะอะไร จะ ‘สืบ’ ยังไงถึงจะรู้ (คนแต่งเรื่องนักสืบเชอร์ลอค โฮล์ม เป็นหมอด้วยนะ จะบอกให้) -เป็นที่พึ่งแก่ญาติพี่น้อง และเพื่อนฝูงรวมไปถึงญาติของเพื่อนฝูงยามที่เจ็บไข้ได้ป่วย

-เห็นสัจธรรม ‘กับตา’ ตัวเองว่าเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นของธรรมดาจริงๆ มันเกิดขึ้นอยู่ทุกๆวัน ไม่มีวันหยุด และไม่เลือกเวลา -ทดแทนคุณพ่อแม่ โดยทำให้ท่านมีความสุข เพราะท่านจะภูมิใจที่มีลูกเป็นแพทย์ แม้ว่าจะไม่เข้าใจว่าภูมิใจอะไรนักหนา (อันนี้ยกเว้นพ่อแม่ที่เป็นหมอ หรือที่เป็นใหญ่เป็นโตในสาขาต่างๆ) -ไปทำอาชีพอื่นเล่นๆแก้เซ็งได้ เกือบทุกอาชีพ: เป็นนักวิทยาศาสตร์ เป็นนักธุรกิจ

เป็นนักลงทุน(เล่นหุ้น) เป็นนักเขียน เป็นนักร้อง เป็นพิธีกรรายการโทรทัศน์  เป็นกัปตันขับเครื่องบิน เป็นนักเรียกร้องประชาธิปไตย เป็นส.ส. เป็นส.ว. เป็นรัฐมนตรี หรือแม้แต่ผู้นำประเทศ ฯลฯ (มีตัวตนจริงๆทั้งนั้น) แต่คนอาชีพอื่นมาเป็นแพทย์ไม่ได้ -ถ้าเป็นผู้หญิงแต่งงานแล้วก็ไม่ต้องใช้ ‘นาง’ นำหน้า ใช้ ‘แพทย์หญิง’ แทน

คลิป 1

คลิป 2

Leave your vote

0 points
Upvote Downvote

Total votes: 0

Upvotes: 0

Upvotes percentage: 0.000000%

Downvotes: 0

Downvotes percentage: 0.000000%

Comments

comments

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here