ลั่นทำรุนแรงไป ตำรวจคนดัง ‘สารวัตรเอก’ ชี้คลิป ‘จับพ่อต่อหน้าลูก’ ในโรงเรียน ควรนึกถึงความรู้สึกเด็ก

0
196

ลั่นทำรุนแรงไป! ตำรวจคนดัง ‘สารวัตรเอก’ ชี้คลิป ‘จับพ่อต่อหน้าลูก’ ในโรงเรียน ควรนึกถึงความรู้สึกเด็ก (ชมคลิปท้ายข่าว)

ตำรวจคนดัง “สารวัตรเอก” เผยหลังชมคลิปตำรวจและทหารจับพ่อต่อหน้าลูกในโรงเรียน ชี้ ไม่ควรทำรุนแรง แย่งเอาลูกไปโดยไม่คำนึงถึงความรู้สึกเด็ก… วันที่ 8 ส.ค. 61 พ.ต.ท.เอกราช หุ่นงาม รอง ผกก.ป. สภ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ หรือที่รู้จักกันในนาม “สารวัตรเอก”

โพสต์แสดงความคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊ก ถึงกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารเข้าจับกุม นายธารา หรือชายเสื้อดำที่ถูกอดีตภรรยาแจ้งจับ ว่า “ตำรวจทหารจับตัวชายเพื่อแย่งเอาลูกไปให้แม่นั้น ผมดูเหตุการณ์แล้ว ลูกยื่นมือหาพ่อ ไม่มีอาการว่าจะไปกับแม่เลย เรื่องพ่อแม่ลูก โดยเฉพาะเด็ก มันเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก ไม่ควรทำกันรุนแรงแบบนั้น

ไม่ใช่มีหมายศาลแล้วจะบีบคอพ่อเขาแล้วแย่งเอาลูกไปโดยไม่คำนึงถึงความรู้สึกของเด็ก เห็นแล้วไม่สบายใจ เรื่องนี้ผู้เกี่ยวข้องควรคิดและทำกันให้ดีกว่านี้!!” นอกจากนี้ ยังได้ตอบคำถามต่อประชาชนที่ตั้งคำถามว่า ในสถานะที่เป็นตำรวจ มองว่าทำรุนแรงไปหรือไม่ สารวัตรเอก ตอบว่า “ผมไม่เห็นด้วยกับการกระทำแบบนี้ของ จนท.ครับ”

จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 7 ส.ค.61 ผู้สื่อข่าวได้พูดคุยกับ นายธารา เวลาแจ้ง อายุ 35 ปี ผู้ถูกจับในคลิปดังกล่าว เปิดเผยว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในวันนี้ช่วงเวลาพักกลางวัน ตนได้เดินทางไปทานข้าวกับลูกสาวทั้ง 2 คน ที่โรงเรียนเมืองพัทยา6 อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ซึ่งตนจะทำแบบนี้เป็นประจำทุกๆวัน ส่วนเหตุการณ์เกิดขึ้นนั้น

สาเหตุมาจากตนและภรรยา ได้หย่าร้างกันเมื่อ 5 ปี ก่อน ทำให้เกิดปัญหาฟ้องร้องเรื่องสิทธ์ครอบครองลูกเรื่อยมา ซึ่งตนเป็นคนดูแลและเลี้ยงดูลูกทั้ง 2 คน มาโดยตลอด อาจจะมีช่วงปิดเทอมที่ลูกไปเที่ยวหาฝั่งทางภรรยา ซึ่งหากเมื่อลูกอยู่กับภรรยาจะปิดบังไม่ให้ตนได้คุยกับลูก และตนต้องไปตามกลับทุกครั้ง

ซึ่งตนได้เลี้ยงลูกคนเดียวมาตลอด 3 ปี ทำให้ฝั่งภรรยาไม่พอใจ จนเหตุการณ์ล่าสุดภรรยาและครอบครัว ได้พาทหารตำรวจ มาจับกุมตน และทำร้ายร่างกายตน ที่โรงเรียนพร้อมกับพาลูกทั้ง2คน ขึ้นรถไป เมื่อถึง สภ.บางละมุง ตนได้อธิบายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด ทำให้ตนได้ทราบว่า ทางฝั่งอดีตภรรยาได้ร้องเรียนกับศูนย์ดำรงธรรมว่า ตนเองมีพฤติกรรมค้ายาเสพติด และมีอาวุธปืน พร้อมต่อสู้หลบหนี

ซึ่งหากลูกอยู่กับตนจะไม่ปลอดภัย เจ้าหน้าที่ทหาร จึงได้ประสานตำรวจ สภ.บางละมุง นำกำลังเข้าจับกุมดังกล่าว ภายหลังจากการสอบปากคำเจ้าหน้าที่ได้ตรวจหาสารเสพติด และอาวุธปืน แต่ตนบริสุทธิ์เจ้าหน้าที่จึงปล่อยตัวกลับ จากนั้นตนได้เดินทางมาตรวจร่างกาย เพื่อเป็นหลักฐานในการร้องทุกข์ว่า ถูกคู่กรณีทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บต่อไป

โดยคลิปภาพที่นายมาร์ค ถูกตำรวจเข้าชาร์ตขณะอยู่ที่โรงเรียนของลูก ทำให้มีการตั้งคำถามว่าตำรวจทำรุนแรงเกินไปหรือไม่ นายธารา เวลาแจ้ง หรือ มาร์ค ชายที่อยู่ในคลิปซึ่งเป็นพ่อของเด็ก บอกว่าเลิกกับภรรยามา 5 ปีแล้ว มีลูกด้วยกัน 2 คน อายุ 8 ขวบ และ 6 ขวบ หลังจากหย่า ภรรยาได้กลับไปอยุู่ที่จังหวัดกาญจนบุรี

นายมาร์ค ยืนยันว่าในวันหย่าได้สลักหลังในใบหย่าว่าสิทธิในการปกครองลูกเป็นของนายมาร์ แต่เพียงผู้เดียว นอกจากนี้ นายมาร์คยังยืนยันว่าเหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก ก่อนหน้านี้ทางฝ่ายแม่เด็ก ขอมีสิทธิร่วมดูแลลูกด้วย ทำให้ต้องมีข้อตกลงขึ้นมาใหม่ในชั้นศาล ให้ผู้เป็นแม่มีสิทธิร่วมในการดูแลลูกด้วย โดยช่วงเปิดเทอมลูกๆจะต้องอยู่ในความดูแลของผู้เป็นพ่อ ส่วนช่วงปิดเทอมผู้เป็นแม่มีสิทธิจะพาลูกกลับไปดูแล ซึ่งเป็นอย่างนี้เรื่อยมา

หลังจากทำข้อตกลงเสร็จแล้ว รอโรงเรียนปิดเทอม ลูกจะไปอยู่ที่จังหวัดกาญจนบุรี และหลังจากนั้นฝ่ายอดีตภรรยาได้ไปร้องต่อศาลว่า นายมาร์ค ละเมิดสิทธิโดยเอาสร้อยของลูกไปขาย และเมื่อลูกไม่สบายกลับไม่พาลูกไปหาหมอ ซึ่งศาลนัดไต่สวน แต่นายมาร์คไม่ไปศาล อ้างว่าไปไม่ทัน ศาลจึงได้สืบพยานฝั่งเดียวก่อนมีคำตัดสินว่า ให้แม่มีสิทธิในการดูแลลูกทั้งสองคนแต่เพียงผู้เดียว

และให้ตัดนายมาร์ค ออกจากการเป็นพ่อ หลังจากนั้นนายมาร์ค ได้ขออุทธรณ์ ซึ่งศาลอุทธรณ์กลับคำพิพากษา ให้นายมาร์คเป็นผู้ปกครองร่วม แต่ให้แม่เด็กมีสิทธิตัดสินใจว่าจะให้เด็กอยู่ที่ไหน หลังจากนั้นนายมาร์ค จึงได้ฎีกาต่อ ซึ่งล่าสุดอยู่ในกระบวนการของศาล กระทั่งมีเหตุการณ์ล่าสุดเกิดขึ้น

ขณะเดียวกันจากการพูดคุยกับนางสาวบีม อดีตภรรยาของนายมาร์ค พบว่าเป็นคนละเรื่อง โดยนางสาวบีม บอกว่าตั้งแต่อยู่ด้วยกันมา ขณะนั้นตนเองยังเด็ก ถูกนายมาร์คบังคับให้จดทะเบียนสมรส หลังจากนั้น 3 เดือน มีเหตุทะเลาะกันเกิดขึ้น ขอให้ตนหย่าและให้เซ็นยกลูกให้ ขณะนั้นด้วยความเป็นเด็กและไม่รู้กฎหมายจำเป็นต้องทำ

ส่วนสาเหตุที่ต้องเลิกกันเพราะทนไม่ไหวกับพฤติกรรมของนายมาร์ค อดีตสามี เพราะมีปากเสียงกันบ่อยครั้ง และถูกทำร้ายร่างกายด้วย บางครั้งถึงกับลากขึ้นไปบนถนน ชาวบ้านแถวนั้นรู้ดี ซึ่งขณะนั้นได้เข้าแจ้งความไว้แล้ว ขณะเดียวกันยังนำที่ดินของพ่อบีมไปขาย

เมื่อเรื่องขึ้นศาลพ่อของบีมชนะคดี ให้นายมาร์คชดใช้เงิน แต่ก็ไม่มีการชดใช้ ขณะตอนที่อยู่ด้วยกัน นายมาร์ค ไม่มีอาชีพเป็นหลักแหล่ง และเล่นการพนัน ทั้งยังมีคดีพัวพันกับยาเสพติด คดีพรากษ์ผู้เยาว์และรุมโทรม ขณะที่นางสาวบีม ต้องขายของออนไลน์เพื่อเลี้ยงครอบครัว

และที่เจ็บปวดมากกว่านั้นคือ นายมาร์ค เคยบอกว่าถ้ามาเอาลูกคืนจะยิงลูกแล้วยิงตัวตายตาม ซึ่งตนเองหวั่นความไม่ปลอดภัยทั้งของตัวเองและลูก จึงไปแจ้งความกับทหาร และ ศูนย์ดำรงธรรมเพื่อให้ช่วยเหลือจึงเกิดเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้น

โดยศาลชั้นต้น ตัดสินให้บีมซึ่งเป็นแม่ดูแลบุตรทั้ง 2 คน ต่อมานายมาร์ค ไปยื่นอุทธรณ์ ศาลจึงกลับคำตัดสินให้ปกครองร่วม ตอนนั้นศาลชั้นต้นไกล่เกลี่ยให้บีม และมาร์ค ปกครองร่วม ถ้าใครผิดข้อใดข้อหนึ่ง ลูกจะต้องตกเป็นของฝ่ายนั้นทันที ซึ่งมาร์คผิดสัญญา 3 ข้อ 1.ไม่มาตามกำหนด 2.กีดกันไม่ให้แม่ลูกเจอกัน

3.ด่าทอบุพการี ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการฎีกา คาดว่าจะเป็นปี ขณะเดียวกัน ศาลอุทรณ์ได้กันนายมาร์ค 30 วัน เพื่อให้คืนลูกให้อดีตภรรยา ส่วนที่ต่างกันเหมือนหนังคนละม้วน คือ นายมาร์คอ้างว่าในชั้นอุทธรณ์ ตนเองมีสิทธิเข้าไปดูแลร่วม แต่นางสาวบีมบอกไม่ใช่ แม่มีสิทธิดูแลฝ่ายเดียว แต่นายมาร์ค มีสิทธิแค่ความเป็นพ่อเท่านั้น

ซึ่งขณะนั้นนายมาร์ค ไม่เดินทางไปศาลตามนัด 3 ครั้ง ซึ่งเรื่องทั้งหมดตนได้ไปร้องที่ศาลเยาวชนจังหวัดชลบุรี ส่วนการเข้าไปจับกุมดังกล่าว มีการตั้งคำถามว่าตำรวจกระทำการที่รุนแรงหรือไม่นั้น พันตำรวจเอก จักร์ทิพย์ พาราพันธกุล ผู้กำกับการ สภ.บางละมุง เปิดเผยว่าทางฝ่ายหญิงมาขอร้องให้ช่วยเหลือ ตำรวจก็เข้าไปช่วยเหลือและจับกุม

ขณะนั้นนายมาร์คมีลักษณะคลุ้มคลั่งเนื่องจากเสียใจที่ลูกจะไม่อยู่กับตัวเอง ภาพออกมาจึงดูเหมือนตำรวจทำรุนแรง และภาพที่ออกไปเป็นยุทธวิธีในการทำงานของตำรวจเท่านั้นเอง ซึ่งนายมาร์ค ไม่ติดใจอะไรแล้ว วันนี้ ตำรวจ สภ.บางละมุง ได้นัดทั้งนางสาวบีม และ นายมาร์ค มาไกล่เกลี่ยในช่วงบ่าย

ด้านจิตแพทย์แนะความรุนแรงไม่ช่วยแก้ปัญหา หวั่นกลายเป็นบาดแผลในใจเด็ก โดยแพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ รองอธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า สิ่งที่ดีจากเหตุการณ์นี้คือต่างคนต่างรักลูก ได้เห็นความรักที่มีต่อลูก แต่ความรักลูกที่แสดงให้ลูกรับรู้ต้องเป็นสิ่งที่ดี ไม่ใช่ความรุนแรง มีวิธีการอื่น เพื่อให้ความรักของพ่อแม่ได้เติบโต ในช่วงที่พ่อแม่ยังมีอารมณ์คุกรุ่น อยูต้องแยกตัวออกมาหารือกันอย่าให้ลูกเห็น

ตอนที่ทั้งคู่ยังไม่พร้อม เพราะความรุนแรงไม่เคยช่วยคลี่คลายปัญหาได้ มันจะกลายเป็นบาดแผลลึกในใจลูก เพราะแทนลูกจะเข้าใจว่าพ่อแม่รักเขามาก เขาจะโทษตัวเองว่าเป็นตนเหตุให้พ่อแม่ทะเลากัน หมออยากแนะนำให้ทั้งคู่มีสติให้มากๆ พ่อแม่อาจมีความเห็นที่แตกต่างกันในหลายเรื่อง แต่สิ่งที่ให้ยึดตรงกันคือเอาลูกเป็นศูนย์กลาง เพราะลูกคือสิ่งที่มีค่าที่สุด

คลิป

Leave your vote

0 points
Upvote Downvote

Total votes: 0

Upvotes: 0

Upvotes percentage: 0.000000%

Downvotes: 0

Downvotes percentage: 0.000000%

Comments

comments

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here