ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น! ส่องภาพล่าสุด ‘น้องเซย่า’ ลูกสาว ‘พีท ทองเจือ’ ฉายแววซุปตาร์มาแต่ไกล

0
104

ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น! ส่องภาพล่าสุด ‘น้องเซย่า’ ลูกสาว ‘พีท ทองเจือ’ ฉายแววซุปตาร์มาแต่ไกล (ชมคลิปท้ายข่าว)

โตเป็นสาวแล้วจ้า สำหรับ “น้องเซย่า” ลูกสาวคนโตของพระเอกตลอดกาล พีท ทองเจือ กับ “เจ็ง” วิไลลักษณ์ ที่ตอนนี้น้องเซย่ามีอายุ 15 ปีแล้ว แถมยังสวย สูง เท่ากับคุณแม่แล้ว เนื่องจากมีความสูงถึง 166 ซม.แล้ว เห็นหน้าตาสวยขนาดนี้ ไม่ว่าคุณพ่อพีทจะให้เข้าวงการเจริญรอยตามพ่อหรือเปล่า เห็นทีงานนี้พ่อพีทต้องไว้หนวดไว้เคราแล้วล่ะมั้ง ความสวยของ “น้องเซย่า” ลูกสาวคนโต ยังสวยขนาดนี้

ลูกสาวรอง “น้องมิย่า” ความสวยก็ไม่แพ้พี่สาวเช่นกัน เช่นเดียวกับลูกสาวคนเล็ก “น้องโรเตอร์” ลูกชายสุดหล่อที่มีความเก่งเหมือนคุณพ่อ ที่ชอบความเร็วในการแข่งรถเช่นกัน สำหรับ พีท ทองเจืออดีตพระเอกภาพยนตร์ กับนิธิกานต์ ทองเจือ และเป็นพี่ชายต่างมารดากับสายฟ้า เศรษฐบุตร จบการศึกษา Advertising ที่ Academy of Arts College เมืองซานฟรานซิสโก เป็นลูกหลานเชื้อสายของแม่นาคพระโขนงปัจจุบันเป็นนักแข่งรถมืออาชีพ

- Advertisement -

หลังจากที่พีท ทองเจือ เข้าสู่พิธีวิวาห์และใช้ชีวิตคู่มายาวนาน และมีลูกสาวลูกชาย 3 คน คือน้องเซย่า, น้องมิย่า และน้องโลเตอร์ แต่สิ่งหนึ่งที่ เจ็ง วิไลลักษณ์ ทองเจือ ภรรยาของพระเอกหนุ่มรุ่นใหญ่ พีท ทองเจือ รู้สึกไม่ดีคือคำดูถูกสบประมาทว่าไม่สวย ไม่คู่ควรกับหนุ่มพีท ซึ่งเป็นพระเอกสุดฮอตเมื่อหลายปีก่อน ทำให้เจ้าตัวคิดมากจนเกือบทำให้ครอบครัวพัง เพราะคิดว่าตนไม่ดีพอสำหรับพีท

โดย เจ็ง ได้โพสต์ภาพคู่กับหนุ่มพีทและเขียนข้อความว่า “วันนี้ครอบครัวเรารักกันอบอุ่นมีความสุขเพราะส่วนนึงมาจากคำสบประมาทในวันที่เราเริ่มใช้ชีวิตด้วยกัน ไม่ว่าจะไปกันไม่รอดหรอก อี๋!!แฟนพีทไม่สวยเลยไม่เหมาะสมกัน ตัวเจ็งเองโดนคนว่าจนกลายเป็นคนไม่มั่นใจในตัวเอง เคยเอาคำคนพูดมาคิดจนเกือบทำให้ครอบครัวพัง คิดว่าเราคงไม่เหมาะกันจริงๆ เจ็งดีไม่พอ โชคดีที่พี่พีทเข้าใจและช่วยทำให้เจ็งเปลี่ยนความคิด

มาวันนี้มองย้อนกลับไปคำดูถูกทั้งหลายมันทำให้เราเข้มแข็ง ทำให้เราฮึดสู้ ทำให้เรารักและเข้าใจกันมากขึ้น ทำให้เจ็งดูแลตัวเอง ทุกวันนี้คงสภาพนี้ได้ส่วนนึงต้องขอบคุณคำดูถูกจากคนอื่น มันเป็นพลังให้เราไม่ยอมแพ้ ซักวันลูกก้อจะแข็งแรงขึ้นแบบมี๊นะคะ รักหนูมากๆ(แปลกมากๆทำไมเราสองคนยิ่งแก่ตามันโตขึ้นเองยังไม่เคยลงมีดที่หน้ากันเลยแต่คาดว่าเร็วๆนี้คงจะต้องซะล่ะ555)

นอกจากทั้งคู่จะมาเล่าเรื่องราวตั้งแต่วินาทีแรก ที่ คุณพีท และ คุณเจ็ง เห็นหน้ากันครั้งแรก จนผ่านมามากกว่า 11 ปีแล้ว แต่ความรักของทั้งคู่ไม่มีลดลง แถมยังหวานมากขึ้นกว่าเดิม เมื่อมีลูกๆ มาเติมเต็มคำว่าครอบครัว ที่เรียกว่าครอบครัวนี้มีกิจกรรมทำด้วยกันตลอด ทั้งการเที่ยวพักผ่อน รวมจนถึงเรื่องการขับรถ ที่ลูกๆ ทั้ง 3 คนสามารถขับรถแข่งในสนามได้ทุกคนเลยทีเดียว แถมยังพาลูกชายคนเล็ก น้องโลเตอร์ วัย 6 ขวบ

มาโชว์ลีลาการขับรถแข่ง มาดริฟรถโชว์ให้ดูสดๆกลางรายการอีกด้วย พ่อพีท บอกเลยว่า “สนับสนุนให้ทุกคนได้เต็มที่กับการขับรถครับ แต่ผู้ปกครองก็ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด และที่สำคัญผมให้ขับแต่ในสนามครับ ไม่มีออกไปขับกลางถนนแน่นอน จนกว่าจะถึงวัยที่เหมาะสมครับ” ล่าสุดเจอ พีท ในงานบวงสรวงละคร “ซิ่นลายหงส์” ทางช่อง 8 ณ ลานพระพรหม บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน)

พร้อมทั้งถามถึงชีวิตที่ผ่านมาของเจ้าตัวหลังห่างหายจากวงการบันเทิง รวมถึงชีวิตปัจจุบันของเจ้าตัวและครอบครัวด้วย ถามถึงผลงานละคร “ซิ่นลายหงส์” ทางช่อง 8? “จริงๆ ทำงานกับทางช่อง 8 มาเยอะมากเลย เรื่องนี้เป็นแนวย้อนยุคพีเรียดที่ย้อนกลับไป เล่นยากมากเพราะปกติแล้วจะไม่เคยเล่นละครพีเรียดเลย เพราะด้วยความไม่ถนัด แต่ว่าด้วยตัวบทน่าสนใจมากๆ เรื่องสนุก ดูแล้วมีเสน่ห์ นักแสดงก็ดี

จริงๆ เราก็เคยทำงานกับคุณเมย์กันอยู่ ก็เลยรู้สึกว่ามันน่าจะลองทำดูครับ บทบาทเรื่องนี้ในเรื่องเขาจะใช้ซิ่นลายหงส์ที่เหมือนจะเป็นตัวนำเรื่อง มันจะมีอาถรรพณ์เกี่ยวกับผ้าซิ่นที่มันจะข้ามยุคไปเรื่อยๆ ครับ แล้วสมัยก่อนเรื่องจะเกิดขึ้นที่ สปป.ลาว เราก็เป็นเจ้าเมืองอยู่ที่โน่นสมัยโน้น จะเป็นที่นับหน้าถือตาของประชาชนทั้งเมืองครับ มันก็จะมีคนต่างๆ รอบตัวที่ทำให้เกิดเรื่องขึ้นมา สนุกมากๆ อยากให้ติดตามชมกันครับ

แล้วมันเป็นย้อนยุคที่ สปป. ลาว ทั้งเรื่องภาษา คอสตูมเสื้อผ้าซึ่งทำยากมากครับ” มาร่วมงานกับช่อง 8 หลายครั้งแล้ว ประทับใจอะไรกับที่นี่ “จริงๆ จะรู้มือกับทางช่อง 8 ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำงาน ระบบการทำงานต่างๆ ที่เราคุ้นเคยกันอยู่แล้ว ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ครับ” รู้สึกยังไงบ้างที่เวลาผ่านไปนานแค่ไหนก็ยังมีผลงานเรื่อยๆ? “จริงๆ แล้วงานมีเรื่อยๆ แต่บางช่วงของปีเราจะรับงานไม่ได้

เพราะเวลาผมทำงาน ผมจะทำเป็นเยียร์แพลน คือเป็นแพลนทั้งปี ก็จะมีบางช่วงที่ทำงานได้คือช่วงนี้ ช่วงกลางๆ ปีหน่อย ปลายปีนี่จะยุ่งมาก ต้องบริหารคิวให้ดีครับ” 1 ปีของเราต้องทำอะไรบ้าง? “จริงๆ ผมจะทำงานในอุตสาหกรรมรถยนต์ครับ ทำงานเกี่ยวกับรถยนต์ทั้งหลาย และก็มีมอเตอร์สปอร์ต มอเตอร์สปอร์ตนี่ทำเป็นทีมแข่งครับ เราเป็นทีมแข่งโปรเฟสชั่นแนลคือเป็นมืออาชีพ

ก็จะตระเวนแข่งและทำสถิติ ตอนนี้กำลังสร้างนักแข่งใหม่ก็คือลูกชายคนเล็กครับ เลยต้องทำเป็นเยียร์แพลนครับ ถ้าถามวินาทีนี้ เราจะรู้เลยว่าทุกวันเราจะอยู่ที่ไหน เหมือนคิวนักแสดงดาราก็จะรู้วัน คือโปรแกรมเราก็ออกหมดแล้วเหมือนกัน” สมัยก่อนพีทเป็นพระเอกที่มีชื่อเสียงมาก แต่มีช่วงนึงที่หายไป ช่วงนั้นเป็นยังไงบ้าง? “จริงๆ แล้วผมแต่งงานเสร็จแล้วก็กลับไปอยู่อเมริกา เราก็ไปทำหนัง

ไปอยู่ในอุตสาหกรรมหนังที่ฮอลลีวูด ทำหนังเข้าไปสู่ตลาดโลก หนังที่ทำตอนนี้ถ้าไปอเมริกาที่เป็นร้านบล็อกบัสเตอร์ ถ้าเทียบกับไทยคือร้านแมงป่องในเมืองไทยที่มีอยู่ทุกที่ หนังที่ทำไว้ก็มีขายอยู่ในนั้นครับ หนังก็ไปประมาณ 11 ประเทศ ก็พอได้ เพียงแต่ว่าลักษณะสไตล์หนังที่ทำตอนนั้นเราไม่ได้มองตลาดไทยไว้เท่าไหร่ ช่วงนั้นมีแข่งรถก็ตระเวนแข่งรถ เวลามีแข่งในเมืองไทยก็ยังบินเข้ามาแข่งในเมืองไทยอยู่ครับ

ตอนนั้นหยุดไปสักพักนึงก็ไม่ได้รับงานแสดงด้วย ก็ทำหนังแล้วบินไปเมืองนอก ช่วงหลังพอเริ่มมีน้องก็เริ่มมีเวลามากขึ้น เราต้องเซตแผนว่าเราจะอยู่ตรงไหนยังไง เพราะตอนน้องเด็กๆ ยังโอเค แต่พอน้องเริ่มโต เรื่องการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญ เราก็ต้องพิจารณาว่าช่วงกี่ปีนี้เราจะอยู่ที่ไหน ปีต่อไปเราจะอยู่ที่ไหนครับ” ช่วงนั้นที่ไปทำหนังที่อเมริกา สุดท้ายทำไมถึงตัดสินใจกลับมาอยู่เมืองไทย?

“จริงๆ ตอนนั้นหลักๆ ก็อยู่เมืองไทย เพราะว่าบริษัทที่ทำงานอยู่ในอุตสาหกรรมรถยนต์เนี่ย ลูกค้าประมาณเลย 80 เปอร์เซ็นต์จะเป็นลูกค้าบริษัทไทยครับผม ธุรกิจก็อยู่ที่นี่ แต่ว่าก็ต้องบินไปบ้าง ตอนนี้กำลังเป็นช่วงการเปลี่ยนแปลงครับ งานที่ทำตอนนี้เริ่มมีแผนงานอันใหม่ๆ ที่ต้องบินไปทำงานที่เมืองนอกเป็นพีเรียดพอสมควร กำลังบริหารเรื่องเวลาและเตรียมงานอยู่” ที่กลับมาเล่นละครอีกครั้ง

ส่วนนึงเป็นเพราะคิดถึงแฟนๆ ที่ก็เรียกร้องเข้ามาด้วย?“อันนั้นมีแน่นอน ต้องฝากขอบคุณแฟนๆ ตรงนี้เลย แฟนๆ ให้โอกาสและให้การต้อนรับเสมอครับ จนทุกวันนี้พอมีโซเชียลขึ้นมา แฟนๆ เข้าถึงตัวได้ง่ายขึ้นมากๆ ทำให้เขาเข้าหาเราได้ง่ายขึ้น ถ้าเจ้าตัวขยันเล่นเองแล้วสละเวลาพูดคุย มันกลายเป็นว่าได้คุยกันตรงตัว ซึ่งถ้าเป็นเมื่อก่อนโอกาสแบบนี้ไม่มี สมัยที่ผมเล่นละครกับหนังเยอะๆ

ถ้าจะเจอผมต้องไปหน้าโรงหนังเวลามีเปิดตัวหนังถึงจะได้เจอ แฟนๆ ก็จะได้แต่เขียนจดหมายมาที่บ้าน แต่เดี๋ยวนี้ไลฟ์ปุ๊บเจอกันเดี๋ยวนั้นเลย เจ๋งมากๆ ขอบคุณแฟนๆ ทุกคนที่ดูแลและติดตามมาตลอดเลย ตอนนี้เปลี่ยนมาติดตามลูกๆ แทนกันแล้วครับ” ตอนนี้เวลาแฟนๆ เจอเรา เขาจะทักทายยังไงบ้าง? “ส่วนมากจะคำถามเดียวและคำถามเดิมที่ได้ยินมาตลอดคือเมื่อไหร่จะกลับมาเล่นละครเยอะๆ อีก

เหมือนยังเยอะไม่พอ (หัวเราะ) เขาอยากเห็นเยอะกว่านี้” ลูกๆ พอรู้ว่าเราเป็นนักแสดง เขาว่าไงบ้าง? “จริงๆ น้องๆ ก็ชอบและสนใจ เขาก็พยายามดูนะ แต่ด้วยเรื่องยุคสมัย วิธีการนำเสนอละครยุคปัจจุบันกับเมื่อก่อนเนี่ยมันมีเรื่องยุคสมัยมาเกี่ยวข้องบ้างพอสมควร ปัจจุบันถ้าดูละครทั่วไปจะเห็นว่าละครที่เป็นละครร่วมสมัย เขาจะทำบทให้มันร่วมสมัยมากๆ เช่น มันต้องมีอะไรสักอย่างบอกความเป็นตัวตนในยุคนี้

น้องเขาก็พยายามดู เขาก็สงสัยเหมือนกันว่าด้วยยุคสมัยที่มันไม่มีโลกโซเชียล ทำไมคนคนนึงถึงมีชื่อเสียงได้มาก น้องก็บอกว่าสงสัยสร้างผลงานไว้เยอะจริงๆ ไม่งั้นขึ้นมาเป็นที่รู้จักกับทุกคนยากนิดนึง” อยากให้ลูกๆ เข้าวงการตามรอยเราไหม? “เป้าหมายคือต้องเรียนให้จบก่อน แล้วก็เลือกเอง แต่ในช่วงนี้อย่างน้องเซย่าคนโตเนี่ยเขามีพรสวรรค์เรื่องเสียงครับ ตอนนี้ก็โฟกัสเรื่องร้องเพลง

แต่ไม่ได้บอกว่าจะต้องเป็นนักร้อง ก็โฟกัสเรื่องการฝึกเสียงที่จะพากย์พวกการ์ตูนหรือพากย์หนังฝรั่งครับ ตอนนี้เขาเรียนกับคุณครูที่เป็นเทพทางด้านการพากย์ ซึ่งการพากย์จริงๆ หาอาจารย์เรียนยาก ถ้าไปโรงเรียนการแสดงอาจจะไม่มีสอนครับ ตอนนี้ก็ฝึกอยู่ ส่วนคนกลางคือน้องมิย่ามีความสามารถเรื่องนักเต้น เขาเต้นบัลเลต์ พวกโมเดิร์นแดนซ์ เต้นฮิพฮอพ และชอบเครื่องสำอาง รีวิวเมคอัพ ชอบแคตวอล์ก

ยังมีเรื่องอะไรที่เป็นห่วงบ้าง? “ไม่ค่อยมีแล้วครับ ผมว่าปัญหาที่เกิดขึ้นคือพ่อแม่ให้เวลาลูกไม่เพียงพอในการที่จะเลี้ยงลูก เพื่อให้ลูกอยู่ในสังคมอนาคตให้ได้ แต่ถ้าเราดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดเวลาจนถึงจุดๆ นึง ผมคิดว่าสิ่งที่เราให้เขา ความรู้สึกที่เรามีให้เขา สิ่งที่เราสื่อสารกับเขาตลอดเวลา มันเป็นสิ่งที่จะเพาะบ่มถึงความรู้สึกนึกคิดดีๆ การตระหนักถึงปัญหาที่ตามมาเป็นสิ่งที่ทำแล้วไม่ได้คิดเนี่ย

พวกนี้เขาจะน่าจะมีเยอะกว่าคนที่พ่อแม่ไม่มีเวลาอยู่ใกล้ๆ น้องเท่าไหร่ ก็ค่อนข้างมั่นใจ เราก็จะสอนเรื่องการเอาตัวรอดต่างในสังคมครับ พอมีข่าวเราก็จะคุยถึงข่าวนั้นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะอะไร ปัญหาเกิดขึ้นจากอะไร ทำไมถึงเป็นแบบนี้ จะโทษใครหรือสังคม หรือเราทุกคนควรโทษตัวเอง ทำให้น้องเขามีมุมมอง มีความคิด เวลามีเหตุเกิดขึ้น ทำให้เวลาที่เขาจะทำอะไรสักอย่าง เขาจะมีมุมที่จะคิดถึงเรื่องเหล่านั้นได้หลายมุมมากขึ้น

ทำให้มีวิจารณญาณมากกว่าปกติครับ สิ่งที่เราปลูกฝังลูก อย่างแรกคือเด็กไทยต้องมีสัมมาคารวะกับผู้ใหญ่ครับ อย่างที่สองก็คือการต้องเอาตัวรอดให้ได้ในอนาคต เพราะว่าผมจะบอกเขาเสมอว่าถ้าวันนึงไม่มีพ่ออยู่ พวกหนูต้องอยู่กันให้ได้ เราไม่อยู่ได้ด้วยตัวเองก็ต้องดูแลพี่น้องกันเอง ต้องดูแลแม่ด้วย ก็สอนตั้งแต่เด็กๆ เลยเพราะไม่มีใครรู้หรอกว่าอนาคตมันจะเป็นยังไง เราจะไม่รอให้สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นโดยไม่มีการพูดคุยมาก่อน

คลิป

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here