ปรับโหด 5 หมื่น! แนะทางออก ‘เลิกแบ่งค่าปรับ-ตั้งศาลจราจร ในระบบไต่สวน’ ก่อนแก้กฎหมายใบขับขี่

0
145

ปรับโหด 5 หมื่น! แนะทางออก ‘เลิกแบ่งค่าปรับ-ตั้งศาลจราจร ในระบบไต่สวน’ ก่อนแก้กฎหมายใบขับขี่ (ชมคลิปท้ายข่าว)

ค้านกฏหมายจราจร / เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2561 นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ได้ออกแถลงการณ์ในนามสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เรื่อง คัดค้านการสุมหัวกันกำหนดโทษ กฎหมายจราจรโดยไม่ฟังเสียงประชาชน

โดย นายศรีสุวรรณ ระบุว่า ตามที่กรมการขนส่งทางบกเสนอรวมและแก้ไขกฎหมายจราจรทางบกและกฎหมายรถยนต์ให้เป็นฉบับเดียวกันและเพิ่มบทกำหนดโทษความผิดเกี่ยวกับใบอนุญาตขับรถ คือ ขับรถไม่มีใบขับขี่และหรือใบขับขี่หมดอายุ จำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับไม่เกิน 50,000 บาท หากไม่พกใบขับขี่โทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท

เพื่อเสริมสร้างวินัยการขับขี่ และลดอุบัติเหตุทางถนน โดยไม่เปิดหูเปิดตารับฟังเสียงท้วงติงของสาธารณชน เพราะจะกลายเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมการการคอรัปชั่นนอกศาล โดยการเรียกรับผลประโยชน์ระหว่างพนักงานเจ้าหน้าที่และผู้ที่กระทำความผิดกฎหมายได้

นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า ข้อท้วงติงของสาธารณชนเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว เป็นประเด็นที่กรมการขนส่งทางบก และคณะรัฐมนตรีต้องนำมาพิจารณาทบทวนเพื่อประโยชน์ในการปรับปรุงกฎหมายดังกล่าว ไม่ใช่การประดาหน้าออกมาตั้งโต๊ะแถลงตอบโต้สาธารณะชนทั้งกรมการขนส่ง-ตำรวจ และนักวิชาการ

โดยพยายามยกข้อเปรียบเทียบกับบทลงโทษในกฎหมายจราจรประเทศต่าง ๆ ที่มีบทลงโทษสูงกว่าไทยหลายเท่าแต่เพียงมิติเดียว หากแต่ไม่คำนึงถึงบริบทของการบังคับใช้กฎหมายของสังคมไทย ที่มีภาวะแทรกซ้อนมากมาย ทั้งระบบอุปถัมภ์ และการใช้เส้นสายของผู้มีอำนาจ

ซึ่งท้ายที่สุดผู้ที่ได้รับผลกระทบจากกฎหมายดังกล่าวมากที่สุด คือ คนยาก คนจน คนหาเช้ากินค่ำ ที่จะต้องติดคุกแทนค่าปรับจนล้นคุก ดังเช่นการเพิ่มโทษกฎหมายยาเสพติด และกฎหมายเมาแล้วขับ ซึ่งก็ไม่ได้ทำให้ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ลดลงแต่อย่างใด

ลขาธิการสมาคมฯ กล่าวว่า การปรับปรุงแก้ไขกฎหมายดังกล่าวแม้มีความจำเป็น แต่ต้องรับฟังเสียงของประชาชนเป็นที่ตั้งตามที่ รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 77 บัญญัติไว้ และจะต้องปรับแก้ไขหรือยกเลิกระเบียบว่าด้วย “ส่วนแบ่งค่าปรับจราจร” ให้เสร็จสิ้นเสียก่อน เพราะไม่เช่นนั้นการกำหนดโทษความผิดการจราจรที่สูง จะเป็นเหตุให้เกิดการเรียกรับผลประโยชน์ของพนักงานเจ้าหน้าที่ขึ้นได้ เพราะไม่ต้องเสียเวลาไปขึ้นศาล

และควรมีการจัดตั้ง “ศาลจราจร” ในระบบไต่สวนขึ้นมาเสียก่อนที่จะปรับแก้กฎหมายดังกล่าว เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถนำภาพวิดีโอ หรือกล้องหน้ารถ กล้องมือถือมาเป็นพยานหลักฐานในฟ้องร้องพนักงานเจ้าหน้าที่ที่กลั่นแกล้งหรือเรียกรับผลประโยชน์ได้ง่ายขึ้น และต้องเพิ่มโทษพนักงานเจ้าหน้าที่ที่เรียกรับผลประโยชน์มากกว่า 2 เท่าของโทษที่ประชาชนได้รับด้วย

นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า นอกจากนั้น การเพิ่มโทษกรณีไม่พกพาใบขับขี่ เป็นการกำหนดโทษที่สวนทางกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล ที่มุ่งใช้เทคโนโลยีออนไลน์ในทุกหน่วยงานของประเทศ ดังนั้นการหลงลืมการพกพาใบขับขี่จึงไม่ใช่เหตุที่จะเป็นความผิดที่รุนแรง

หรือเหตุที่จะก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้ ยกเว้นจะมีงานวิจัยกำมะลอ ที่สามารถนำมาหลอกได้แต่เฉพาะคนที่กินแกลบกินหญ้าให้เชื่อได้เท่านั้นซึ่งร่างกฎหมายดังกล่าวหากกรมการขนส่งทางบกและคณะรัฐมนตรีไม่สั่งทบทวน สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทยก็จำต้องหาข้อยุติในการ “ยื่นฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ” ต่อไปแน่นอน

จากกรณีที่มีการแก้กฎหมายด้านจราจร ปรับพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 และพระราชบัญญัติการขนส่ง ทางบก พ.ศ.2522 ออกเป็นร่างกฎหมายฉบับเดียวกัน และมีการเพิ่มโทษในความผิดเกี่ยวกับการพกพาใบอนุญาตขับขี่ โดยโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับไม่เกิน 50,000 บาท จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในสังคม

ล่าสุดวันที่ 25 ส.ค. “ข่าวสด” ได้ลงพื้นที่สอบถามความคิดเห็น เกี่ยวกับการที่รัฐจะมีกฏหมายใหม่ออกมา สำหรับผู้ที่ไม่พก ใบขับขี่ จะมีอัตราโทษปรับสูงถึง 5 หมื่นบาท สมควรหรือไม่ โดยสอบถามจากผู้คนหลากหลายอาชี ทนายความท่านหนึ่ง ให้ความเห็นว่า ไม่เห็นด้วย เพราะเป็นการโยนภาระให้ชาวบ้าน กฎหมายเดิมก็ดีอยู่แล้ว ปรับจับตามกฏหมายเดิมก็เพียงพอแล้ว

การที่ปรับการไม่พก-มี ใบขับขี่ ในอัตราที่สูง ไม่ได้ช่วยลดปัญหาเกี่ยวกับการขับขี่แต่อย่างไร ถ้าพกใบขับขี่แล้วไม่เคารพกฎจราจรมันก็เหมิอนเดิม ไม่มีอะไรดีขึ้น “ผมว่า ไปกวดขันพวกที่ขับรถจยย. ย้อนศร ไม่เคารพกฏจราจร จะดีกว่า เพราะในสังคมไทยมันยังมีการที่ได้ใบขับขี่มา โดยที่ไม่ได้ไปสอบอาศัยเส้นมันยังมีอยู่”

ขณะที่ น.ส. เอ นักศึกษามหาวิทยาลัยกรุงเทพ เผยกรณีดังกล่าวว่า “กรณีหากไม่มี-พกใบขับขี่ และมีการปรับ 5 หมื่นบาทนั้น ตนเห็นด้วย เนื่องจากสมัยก่อนก็มีการปรับเช่นเดียวกัน แต่ปรับน้อย คนส่วนใหญ่จึงไม่ค่อยสนใจ หรือให้ความสำคัญมากนัก เมื่อโดนปรับก็มีกำลังที่จะจ่าย แต่หากเก็บค่าปรับเพิ่มขึ้น อาจทำให้ผู้คนตระหนักถึงความสำคัญของใบขับขี่มากขึ้น

“ตนคิดว่าแค่มีหรือพกใบขับขี่ตลอด เหมือนพกบัตรประชาชน ซึ่งเป็นเรื่องง่ายๆที่เราไม่ต้องทำอะไรมาก เราก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าปรับถึง 5 หมื่นบาท มันเป็นเรื่องง่ายๆที่คนส่วนใหญ่ทำได้” ด้าน คุณณัฐกมล อาชีพรับจ้างส่งของ เผยว่า โทษปรับที่สูงไม่สามารถแก้ปัญหาการไม่พกใบขับขี่ได้ การบังคับไม่ช่วยให้คนเคารพกฎหมาย แต่การทำให้ประชาชนเข้าใจถึงสาเหตุการพกใบขับขี่จะดีกว่า

การพยายามเทียบกับต่างประเทศเรื่องโทษปรับไม่สมเหตุสมผล ทั้งค่าครองชีพและความแตกต่างของเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายในประเทศนั้นๆ ด้วย ส่วนนายอาร์ม (นามสมมุติ) คนขับรถจักรยานยนต์รับจ้าง หน้าสถาบันนิติเวชโรงพยาบาลตำรวจ เผยว่า โดยส่วนตัวแล้วไม่เห็นด้วย ด้วยสภาพเศษฐกิจแบบนี้ กว่าจะรับผู้โดยสารได้แต่ละเที่ยวก็ลำบาก ประเทศไทยคนจนเยอะมาก มีแต่คนหาชาวกินค่ำ

ทุกคนสมควรจะพกใบขับขี่ แต่บ้างครั้งก็มีเหตุผลที่ไม่พก เช่น อยู่ในหมู่บ้าน ออกมาซื้อกับข้าวหน้าตลาดใกล้ๆบ้าน ก็ไม่ได้พกใบขับขี่มา พอเจอตำรวจก็โดนจับทั้งที่ออกมาแค่ซื้อข้าว ถ้ามีใบขับขี่แล้วไม่เคารพกฎจราจร มันก็เหมือนเดิม“ประเทศไทยคนจนเยอะมาก มีแต่คนหาชาวกินค่ำ ทุกคนสมควรจะพกใบขับขี่ แต่บ้างครั้งก็มีเหตุผลที่ไม่พก เช่น อยู่ในหมู่บ้าน ออกมาซื้อกับข้าวหน้าตลาดใกล้ๆบ้าน ก็ไม่ได้พกใบขับขี่มา พอเจอตำรวจก็โดนจับทั้งที่ออกมาแค่ซื้อข้าว”

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here