ชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร ‘สิงโต เดอะสตาร์’ เล่าถึงอดีต พ่อตบตีแม่ ดิ้นรนเก็บขวดขายแต่เด็ก

0
73

ชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร ‘สิงโต เดอะสตาร์’ เล่าถึงอดีต พ่อตบตีแม่ ดิ้นรนเก็บขวดขายแต่เด็ก (ชมคลิปท้ายข่าว)

กว่าจะประสบความสำเร็จอย่างเช่นทุกวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย สิงโต สหรัฐต์ หิรัญญ์ธนภูวดล หรือสิงโต เดอะสตาร์ มาเปิดใจผ่านทางรายการ คุยแซ่บShow ทางช่องวัน 31 ถึงเรื่องราววัยเด็กที่เห็นพ่อแม่ตีกัน แถมยังต้องทำงานเก็บขยะขายตั้งแต่อายุ 9 ขวบ โดยมีพีเค-ปิยวัฒน์ และ ชมพู่ ก่อนบ่ายฯ เป็นพิธีกร

ชีวิตในวัยเด็กเป็นยังไง เล่าให้ฟังหน่อย
สิงโต : ครอบครัวบกพร่องครับ คือต้องบอกว่าครอบครัวของสิงโตมีปัญหาอยู่ตลอดเวลา คุณพ่อมีเมียหลายคน เกือบจะเป็น 10 ครับ วันที่ผมคลอดเขาก็ไม่ได้มาดู แล้วก็อยู่มาวันหนึ่งคุณพ่อก็ขอแยกทางกับคุณแม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่คิดไม่ฝันมาก่อน ระหว่างทางคุณแม่ก็ทราบมาตลอดว่าคุณพ่อมีผู้หญิงอื่น แต่คุณแม่ก็รับได้เพราะว่าคุณแม่มีลูก อยู่เพื่อลูก แล้วก็ยังมีทะเลาะกันอีก

“ผมก็อยากจะบอกว่าพ่อแม่คนไหนถ้าเกิดมีปัญหากัน ไม่ควรมาทะเลาะตบตีกันให้ลูกเห็นครับ เหมือนที่ผมได้เห็นและผมได้สัมผัสคือพ่อทำร้ายแม่ตลอดเวลา โดนทุบ โดนตี ตื่นเช้ามาแม่ผมมีบาดแผลของการโดนทำร้ายให้ผมเห็นตลอด ซึ่งมันเป็นอะไรที่ค่อนข้างแย่ครับ”

- Advertisement -

ทำไมคุณแม่ถึงเลือกที่จะทน?
คุณแม่ : คิดถึงลูก คือจะทนให้ถึงที่สุดเท่าที่จะทนได้

หนักสุดเคยโดนถึงขั้นไหน?
คุณแม่ : ก็มีแผลช้ำบวม ชกต่อยอะไรอย่างนี้ค่ะ พาผู้หญิงคนใหม่มาแล้วก็มีปัญหากัน คือคิดว่าตอนนั้นลูกเราก็ยังเด็กแล้วแม่ก็ไม่ได้คิดที่จะเลิกกับเขา
สิงโต : คือแม่ค่อนข้างที่จะเป็นผู้หญิงแบบไทยคือมีความอดทนสูง แล้วมีความเมตตา คือใจอ่อนเลยก็ว่าได้ แล้วคุณแม่เขาก็เป็นห่วงเราด้วย เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้คุณแม่ยอมทนในตอนนั้น

จำภาพวันที่พ่อกับแม่แยกทางกันได้ไหม?
สิงโต : จำได้แม่นเลยครับ ตอนนั้นผมประมาณ 7-8 ขวบ จำได้ว่าเขามาเก็บเสื้อผ้าออกจากบ้าน เก็บด้วยความรวดเร็ว เขาไม่ได้หันมามองผมเลยแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว ผมนั่งอยู่ตรงนั้นไม่มีคำลาแม้แต่สักหนึ่งคำ ไม่มีการกอด ไม่มีการบอกลาเลยใดๆ

“ตั้งแต่ผมจำความได้ เขาไม่เคยแสดงความรักเลย ตลอดระยะเวลาที่อยู่ด้วยกัน เขาก็ออกไปนอกบ้านตลอด กลับมาก็ตี 2 ตี 3 น้อยครั้งที่จะอยู่ด้วยกัน แล้วหลังจากวันนั้น เขาก็หายไปเลย ไม่ได้ติดต่อหรือว่าโทรมาให้กำลังใจใดๆ แต่เราไม่ได้เรียกร้อง เพราะว่าตัวผมมีความรักจากคุณแม่เต็มที่ เราจะกอดจะหอมกันตลอด ผมเลยไม่รู้สึกขาดความรัก”

หลังจากนั้นอยู่กันยังไง?
สิงโต : คุณแม่กับคุณยายก็จะเป็นคนดูแลเรื่องอาหารการกิน แล้วคุณแม่ก็ออกไปรับจ้างทำงานเป็นแม่บ้าน ได้วันละ 200 บาทสมัยก่อน ส่วนเรื่องของการเรียน ผมส่งตัวเองเรียน ผมทำทุกอย่างตั้งแต่เก็บขวดขาย เศษเหล็ก พลาสติก กระดาษ หรืออะไรก็ตามที่ขายได้ผมทำหมด คือคุณยายเขาจะเป็นคนแนะนำผม เขาจะเป็นผู้หญิงที่ค่อนข้างแกร่ง แล้วก็เป็นผู้นำ อดทนครับ

“ตอนแรกๆ เราจะรู้สึกอาย แต่คุณยายบอกว่า ไม่ต้องอายนะลูก งานนี้มันเป็นงานที่สุจริต แล้วได้ช่วยเหลือให้บ้านเมืองเรามีขยะน้อยลง ได้เงินด้วย เราเลยรู้สึกว่าไม่อายถึงแม้เพื่อนจะดูถูก เราก็ภูมิใจ แล้วเราจะได้เก็บเงินตรงนี้เอาไปซื้อหนังสือ ซื้อสมุด ปากกา ดินสอไปเรียน”

“ผมค่อนข้างโชคดีที่เรียนโรงเรียนเทศบาล ถ้าเกิดใครสอบได้ที่ 1 ของชั้น จะได้ทุนเรียนฟรี แล้วเราก็จะมุ่งมั่นทุกปี ผมไม่ได้แค่เรียนอย่างเดียว ผมทำกิจกรรมทุกอย่าง ผมเป็นหัวหน้าห้อง แข่งขันโอลิมปิกวิชาการ ได้รางวัลได้เงินซึ่งเป็นเงินก้อน คือทำกิจกรรมทุกอย่างที่จะสามารถผลักดันตัวเองให้เรียนหนังสือได้”

เห็นว่าเลิกกันใหม่ๆ คุณแม่เครียดถึงขนาดติดเหล้า จริงไหม?
คุณแม่ : เครียดค่ะ ตอนเลิกกันใหม่ๆ กินข้าวกินปลาไม่ได้ ร่างกายซูบผอม แล้วก็ติดเหล้า กินแทบทุกวัน แต่มานึกขึ้นได้เมื่อมองเห็นหน้าลูกว่าเราทำอย่างนี้ไม่ได้แล้วนะ

อะไรเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจที่ทำให้สิงโตมีวันนี้ได้?
สิงโต : คำสอนของในหลวงครับ คือเป็นสิ่งเดียวที่ยึดเหนี่ยวจิตใจผม เพราะว่าเวลาผมมีปัญหาผมไม่มีที่ปรึกษา ไม่มีแม่ เพราะแม่ต้องไปทำงานที่กรุงเทพฯ ไม่มีพ่อที่คอยให้ปรึกษา ผมอยู่กับยาย เวลาอยู่ในโรงเรียนมันมีปัญหาเกิดขึ้นอยู่แล้ว เพื่อน สังคม หรืออะไรก็แล้วแต่ มันก็จะไม่มีใครให้ปรึกษา แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมมีวันนี้ได้คือคำสอนของในหลวงจริงๆ ครับ

ตอนนั้นทำไม คิดถึงคำสอนของในหลวงของเรา ไปเห็นมาจากไหน?
สิงโต : คือที่บ้านจะมีรูปพระบรมฉายาลักษณ์ที่คุณยายเก็บไว้ แล้วก็มีหนังสือ เป็นหนังสือรวมพระบรมราโชวาท พระราชดำรัสของพระองค์ท่าน ผมเปิดอ่านด้วยความที่เป็นเด็กเราก็ชอบอ่านหนังสืออยู่แล้ว อย่างที่เราต้องสอบแข่งขันอยู่ตลอดเวลา ทำให้เวลาว่างเราก็อ่านหนังสือ เวลาเครียดผมก็จะเปิดอ่านตลอด แล้วทุกครั้งที่ผมอ่าน ผมจะรู้สึกดีขึ้น มันเหมือนมีพลังแล้วก็แรงบันดาลใจบางอย่างที่ทำให้เราสามารถก้าวเดินต่อไปได้

ตอนเด็กๆ ได้เรียนร้องเพลงไหม?
สิงโต : ไม่ได้เรียนครับ มาจากสิ่งที่เราตั้งใจแล้วก็ศึกษาด้วยตัวเอง ทั้งทางด้านของวิชาการแล้วก็สายบันเทิงครับ

ทำไมถึงตัดสินใจประกวด The Star ในปีนั้น?
สิงโต : อย่างแรกคือผมอายุแค่ 15-16 ปี ผมยังไม่มีวุฒิจะไปสมัครงานได้ตามบริษัทครับ แล้วสิ่งที่เราอยากจะทำคือเราอยากเปลี่ยนแปลงครอบครัวของเรา อยากจะทำให้ครอบครัวของเราดีขึ้น อยากจะทำให้ตัวเองได้มีโอกาสที่จะได้เรียนหนังสือ ได้เป็นนักบิน ได้ทำในสิ่งที่เราอยากจะทำ เราก็พยายามฝึกฝนด้วยตัวเองครับ

“ตอนนั้นปีที่ผมประกวดคือผมอายุน้อยที่สุด แล้วรุ่นพี่คนอื่นๆ ที่มาประกวดก็มีประสบการณ์หมดเลย เราต้องใช้พลังค่อนข้างเยอะ เพราะว่าเรามาด้วยตัวเอง ไม่มีพ่อแม่สนับสนุน คือคุณแม่เพิ่งจะมารู้ทีหลังว่าผมจะประกวดครับ”

เห็นว่าพอชนะการประกวด ขออะไรคุณแม่?
สิงโต : ขอให้แม่เลิกเหล้า แล้วก็เลิกบุหรี่ให้ผมครับ

คุณแม่เห็นลูกขอแบบนี้ ว่ายังไงบ้าง?
คุณแม่ : แม่บอกได้เลยลูก แล้วก็เลิกเลยเพราะลูก

ตอนนั้นภูมิใจกับลูกขนาดไหน?
คุณแม่ : ภูมิใจมาก แม่ไม่คิดว่าครอบครัวของเราจะมาอยู่จุดตรงนี้ได้ เพราะเราก็เป็นแม่ค้าธรรมดา พอลูกมาขอแม่ แล้วถ้าเกิดคนที่เป็นแม่ทำให้ลูกแค่นี้ไม่ได้ ก็ไม่ใช่แล้วนะ

ตั้งเป้าไว้ขนาดไหนกับการประกวดครั้งนี้?
สิงโต : ผมไม่ได้คิดว่าผมจะได้ที่ 1 นะครับ แต่ผมตั้งใจอยากจะทำเรื่องนี้ให้สำเร็จนานแล้ว แต่เราไม่มีวิธีทำ เพราะคุณแม่เขาก็เครียดของเขา แต่เราพยายามที่จะพัฒนาตัวเอง หรือทำอะไรก็ได้ที่ให้ครอบครัวเห็นว่า เด็กคนนี้สามารถเป็นหลักได้นะ และเป็นหลักได้ต้องเชื่อเขา เหมือนกับว่าอะไรที่ไม่ดีก็ไม่ให้ทำ แล้วสิ่งนี้ก็ทำให้ผมไม่ชอบการดื่มเหล้า ตั้งแต่เด็กจนโตถึงตอนนี้อายุ 26 ปีแล้ว ผมยังไม่เคยเมาสักครั้ง

“เวลาไปออกงานโดนผู้ใหญ่บังคับให้ดื่มก็พอดื่มได้บ้าง แต่ว่าทุกครั้งที่ดื่มมันก็จะมีภาพสมัยเด็กๆ ที่คุณแม่โดนทำร้ายเกิดขึ้นมาในหัวอยู่ตลอด ดังนั้นผมก็เลยอยากที่จะเลี่ยงอะไรพวกนี้ตลอดเวลา หลายๆ ท่านอาจจะไม่เข้าใจว่าทำไมสิงโตอยู่ในวงการบันเทิง ถึงไม่ปาร์ตี้บ้างอะไรบ้าง เพราะว่าผมยังไม่เคยเล่ามุมนี้ให้ใครฟังว่าผมมีปมตรงนี้ เลยทำให้ผมไม่ชอบอะไรอย่างนี้เลยครับ”

เพราะปมเหล่านี้ใช่ไหม ที่ทำให้ สิงโต มีทุกอย่างเหมือนวันนี้ได้?
สิงโต : มันเป็นวิธี คือต้องเรียกว่า เปลี่ยนมุมในการมอง คือถ้าเราไปมองว่าพ่อแม่เราติดเหล้าเราต้องติดด้วย ข้างบ้านมีค้าขายสิ่งเสพติดเราต้องมั่วสุมด้วย อันนั้นมันก็จะไปอีกทางนึงเลย แต่ถ้าเราบอกว่าไม่ ยิ่งมีแบบนี้เท่าไหร่มันก็จะกลับด้าน แล้วยิ่งทำให้ตัวเองดี ยิ่งจะพัฒนาให้เราห่างไกลจากสิ่งเหล่านี้ อบายมุขพวกนี้ให้ได้ ก็จะเป็นอีกมุมหนึ่งที่ทำให้เราพัฒนาตัวเองไปได้

ชนะเวทีเดอะสตาร์มา 9 ปีแล้วทำไมยังไม่เคยบอกเรื่องนี้?
สิงโต : จริงๆ แล้วผมไม่ได้เอาชีวิตของผมเลย แต่เราแค่มองว่าเราเป็นศิลปิน เราเป็นนักเอนเตอร์เทน เราอยากมอบความสุขให้กับคนดู ให้กับแฟนคลับ แล้วด้วยตอนนั้นเรายังเด็ก เราอยากที่จะมีวุฒิภาวะมากพอที่จะมาพูดเรื่องแบบนี้ อยากจะให้แฟนคลับเข้าใจ เพราะว่าถ้าเราไปพูดตอนที่เราเป็นเด็ก แฟนคลับอาจจะไม่เข้าใจ แต่เรามาพูดตอนที่มีตำแหน่งหน้าที่การงาน มีบ้าน มีอะไรที่มั่นคงแล้ว เราถึงมาเปิดเผยให้ทุกคนเห็นว่าเด็กที่เป็นกำพร้า พ่อแม่ทิ้งไม่มีใครส่งเรียน ก็สามารถพัฒนาตัวเองให้ประสบความสำเร็จได้เหมือนกัน

ถามความรู้สึกวันนี้ ยังรู้สึกโกรธคุณพ่ออยู่ไหม?
สิงโต : ไม่เคยโกรธครับ ถ้าเป็นเรื่องของคุณพ่อเนี่ย ผมเคยเสียน้ำตาแค่ครั้งเดียวคือตอนอาจารย์เอาสารคดีมาเปิดให้ดู แล้วมันเป็นสารคดีสัตว์มีภาพตอนที่พ่อแม่นกเอาอาหารคาบไปป้อนให้ลูกของมัน อยู่เฉยๆ ผมก็ร้องไห้ออกมา โดยที่คุณครูและทุกคนไม่รู้สาเหตุว่าร้องไห้ทำไม ตอนนั้นด้วยความที่เป็นเด็กมันเกิดความรู้สึกอนาถใจว่า สัตว์มันยังไม่ทิ้งลูกของมันเลย แล้วทำไมคนแท้ๆ ถึงต้องทิ้งลูกของตัวเอง มันเลยเกิดอารมณ์ขึ้นมาแค่ครั้งนั้นครั้งเดียว แล้วหลังจากนั้นมันก็ไม่เคยมีอารมณ์ในการโกรธอีกเลย

พูดแบบนี้ อาจจะเป็นการประจานพ่อตัวเองหรือเปล่า?
สิงโต : ที่ผมมาพูดในวันนี้ มันคือเรื่องจริงทั้งหมด ที่เกิดขึ้นในชีวิตของผม จริงๆ แล้วมันก็มีรายละเอียดอีกเยอะมาก แต่ว่าวันนี้คือผมอยากจะมาให้กำลังใจกับครอบครัว สำหรับเด็กที่ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับผมให้มีกำลังใจแล้วก็ให้เชื่อมั่นว่า เราสามารถประสบความสำเร็จได้ แล้วไม่ได้ตั้งใจว่าจะมาประจาน เพราะว่าทั้งหมดมันเป็นเรื่องจริงอยู่แล้ว ถึงไม่ประจานมันก็เป็นเรื่องจริงครับ

คุณแม่อยากจะบอกอะไรกับลูกไหม?
คุณแม่ : ก็ชื่นชมลูก ไม่คิดว่าลูกจะมาอยู่ตรงจุดนี้ได้ รักลูกมาก อยากให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ลูกทำมันก้าวหน้า สดใสรุ่งเรืองต่อไปค่ะ รักลูกนะ

คลิป

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here