เบื้องหลังความสำเร็จของวีรบุรุษ ย่อมมีสตรีกล้าแกร่ง! เปิดใจ ‘ศศิวิมล’ ภริยา ผบ. หน่วยซีล และผู้อยู่เบื้องหลังเพจ Thai NavySEAL

0
141

เบื้องหลังความสำเร็จของวีรบุรุษ ย่อมมีสตรีกล้าแกร่ง! เปิดใจ ‘ศศิวิมล’ ภริยา ผบ. หน่วยซีล และผู้อยู่เบื้องหลังเพจ Thai NavySEAL (ชมคลิปท้ายข่าว)

ศศิวิมล อยู่คงแก้ว เธอคือ “เบื้องหลังความสำเร็จของวีรบุรุษ ย่อมมีสตรีกล้าแกร่ง” เธอหัวเราะแล้วบอกว่า “ไม่น่าจะใช่แบบนั้น”
อย่างไรก็ตามสิ่งที่ศศิวิมลหรือ เอื้อย ทำในฐานะแอดมินเพจ Thai NavySEAL ในช่วงปฏิบัติการช่วยเหลือทีมหมูป่า13 ชีวิตออกมา ได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าภรรยาของ พล.ร.ต.อาภากร อยู่คงแก้ว ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ (หรือซีล) ไม่ธรรมดาแน่นอน การสั่งสมประสบการณ์ด้านสื่อมาเนิ่นนานทำให้เธอสามารถเรียบเรียงความคิดการนำเสนอ และกำหนดหน้าที่ตัวเองเพื่อสนับสนุนปฏิบัติการอย่างลงตัว

ก่อนเป็นแอดมินเพจ Thai NavySEAL
ศศิวิมล เล่าว่าเมื่อเธอเรียนจบสื่อสารมวลชนจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ก็เข้ามาทำงานรายการสารคดีเชิงวัฒนธรรม “ชีพจรลงเท้า” อยู่ปีกว่าและก็ย้ายไปทำรายการ “ส่องโลก” และ “หลายชีวิต” ของโจ๋ย บางจาก หรือ สันติธร หุตาคม นักทำสารคดีมือดีของไทย เมื่อสะสมประสบการณ์ไว้ระยะหนึ่งก็หันมาเปิดบริษัทเล็ก ๆ ของตัวเองทำรายการของตัวเองชื่อว่า สารคดีสำรวจธรรมชาติ “On The World” ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5

- Advertisement -

ช่วงที่ทำงานกับสารคดีส่องโลกนี้เองทำให้เธอได้พบรัก พล.ร.ต. อาภากร จากการเข้าไปถ่ายทำการฝึกของหน่วยซีลจนครบทั้งหลักสูตร และมาทราบในภายหลังว่ามีครูฝึกคนหนึ่งเป็นเพื่อนที่เรียน มศ. 4-5 ด้วยกันมาจากโรงเรียนเบญจมราชูทิศ จ.นครศรีธรรมราช แต่ตอนนั้นไม่เคยรู้จักกัน
“เอื้อยก็เออ เป็นเพื่อนกันใช่ไหม สอนดำน้ำให้หน่อยสิ เสาร์อาทิตย์ก็จะมาเรียนดำน้ำกับเขา ก็กลายเป็นความสนิทสนมกันมา ก็กลายเป็นนี่แหละค่ะ ผบ. คนนี้ค่ะ” ศศิวิมลเล่าและเสริมว่า “ตอนนั้นท่านเป็นเรือโท เพิ่งจบจากโรงเรียนนายเรือ และก็ทำงานอยู่ที่หน่วยอื่นสักปีนึง แล้วก็มาฝึกมนุษย์กบ หลังจากฝึกมนุษย์กบเสร็จก็มาเป็นครูฝึกรุ่นที่เอื้อยไปถ่าย”

จากผู้ติดตามเพจ 16,000 เป็น 1.9 ล้าน ศศิวิมลระบุว่า เพจ Thai NavySeal เกิดจากความคิดที่ว่าอยากเผยแพร่กิจกรรมของหน่วยให้คนภายนอกได้รับรู้ว่า
“หน่วยนี้มีตัวตนและทำอะไรเกี่ยวข้องกับสังคมบ้าง” เมื่อ พล.ร.ต. อาภากรได้รับแต่งตั้งเป็น ผบ. ของหน่วยนี้เมื่อวันที่ 1 ต.ค. ปีที่แล้ว เธอและคนในหน่วยอีกจำนวนหนึ่งก็ช่วยกันตั้งเพจขึ้น
“ตอนก่อนจะเกิดเหตุถ้ำหลวง มีผู้ติดตามเพจอยู่ราว 16,000 ราย ซึ่งก็เป็นคนในแวดวงของซีลเอง” ศศิวิมลเล่า แต่ในช่วงสองสัปดาห์ที่ให้ข้อมูลปฏิบัติการถ้ำหลวงมีผู้กดติดตามเพจแล้วเกือบ 1.9 ล้านราย

“เราก็ตกใจเหมือนกัน เพราะไม่ได้คิดว่าจะเป็นเพจที่คนมาติดตามเยอะ” เธอกล่าว
พร้อมกับอธิบายว่าการที่เพจต้องเริ่มให้ข่าวสาร ก็เพราะเมื่อเธอติดตามสามีที่ไปควบคุมปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่หน่วยซีลที่ถ้ำหลวง ก็เริ่มรู้สึกว่ากระแสข่าวที่ออกมาเต็มไปด้วยความสับสน และคนก็กระหายที่จะได้รับข่าวไม่ว่าจะน่าเชื่อถือหรือไม่
“เดี๋ยวก็ว่าเจอเด็กแล้วบ้าง ซึ่งเราเองรู้ว่ายังไม่เจอ ณ วันนั้นทุกคนรู้แล้วว่ามีการส่งหน่วยซีลเข้าไป ก็คิดว่าเพจจะนิ่งอยู่ไม่ได้ ต้องหาวิธีสื่อสารให้คนภายนอกรู้ว่า เมื่อมีหน่วยมนุษย์กบเข้าไปทำงานตรงนั้น แล้วเขาไปทำอะไรบ้าง”

ด้วยความเป็นนักสื่อสารมวลชนทำให้เธอคิดว่าต้องจัดการกับกระแสข่าวที่กระพือไปไม่ทิศทาง
“เป็นจุดที่ทำให้เอื้อยลงพื้นที่เอง ที่จริงในเพจมีแอดมินหลายคน มีเอื้อย มีน้องที่เป็นช่างภาพเขาเป็นมนุษย์กบด้วย และเขาก็ทำหน้าที่ช่างภาพ เราก็กระจายกัน แบ่งกันตามจุด เอื้อยก็ถ่ายเองด้วย”
แล้วก็เริ่มนำภาพต่าง ๆ ที่ผ่านการกลั่นกรองแล้วโพสต์ลงในเพจของไทยเนวี่ซีลเพื่อยุติความสับสน

จากนั้นสื่อและคนทั่วไปก็หันมาสนใจเพจอย่างรวดเร็ว และมีหลายครั้งที่ศศิวิมลต้องแก้ไขความเข้าใจผิด
“อย่างวันแรกที่เด็กออกมา 4 คน แล้วก็มีข่าวว่าจะมีเด็กตามออกมาอีก อยู่ในโถง 3 พักรออยู่ในโถงน้ำ แต่เรารู้ว่าข้อเท็จจริงไม่เป็นอย่างนั้น แต่เราบอกตรง ๆ เกี่ยวกับปฏิบัติการก็ไม่ได้ เอื้อยก็จะใช้วิธีเขียนว่า หมูป่า 4 ตัวออกจากถ้ำแล้ว คืนนี้ราตรีสวัสดิ์ครับ บอกเป็นนัย ๆ ว่าจบแล้วนะ ไม่มีแล้วนะสำหรับคืนนี้”

บทบาทภรรยาของผบ.
“กับ ผบ. ผู้ใต้บังคับบัญชาอาจจะกลัว แต่กับเอื้อย เขาก็จะเห็นเป็นพี่สาวคนนึง เขาจะมีอะไรก็จะมาเล่า” ศศิวิมลพูดถึงอีกบทบาทหนึ่งที่เธอสามารถทำเมื่อลงไปพื้นที่ถ้ำหลวง
“เอื้อยจะเข้าไปคุยกับเขา เราก็ไปเดินทักทายเขาว่าโอเคนะ ยังไหวอยู่นะ ทำให้เรารู้ว่าแต่ละคนสภาพเป็นอย่างไร เราจะคอยสังเกต ดูท่าคนนี้เขาเพลียแล้วนะ” และเอามาถ่ายทอดเพื่อเป็นข้อมูลกับผู้เป็นสามีในการตัดสินใจเสมอ ที่เธอต้องทำเช่นนี้ก็เพราะว่า
“วิธีการฝึกของเขาต้องให้รู้จักปรับตัว … และให้เขาไม่ปฏิเสธทุกภารกิจ…. เราจะเห็นเลยว่าเขาไม่ปฏิเสธจริง ๆ ไม่ว่าเขาจะรู้สึกว่าร่างกายอ่อนเพลียแล้ว แต่พวกนี้จะไม่เอ่ยปากว่าไม่ไหวแล้ว เขาจะไม่เอ่ยปาก”

นอกจากนี้ประสบการณ์ที่ได้จากการทำงานก็ทำให้เธอสามารถนำเสนอความคิดที่เป็นประโยชน์กับทั้งทีมซีลและเด็ก ๆ ที่ติดอยู่ในถ้ำ อย่างเช่น ผ้าห่มฟอยล์ที่ให้ความอบอุ่น ก็มาจากความคิดของเธอ
“น้องที่เข้าไปทำงานในถ้ำไปอยู่หลายชั่วโมง บางคนสิบกว่ายี่สิบชั่วโมง แล้วร่างกายคนที่ไม่คุ้นกับสภาพแวดล้อมอย่างนั้น ทำให้เขาป่วย บางคนออกมาบอกพี่มันหนาว ในถ้ำหนาวนะ เขาก็อยู่ในชุดดำน้ำ มันก็เปียก ไม่มีโอกาสจะได้เปลี่ยนชุด บางคนก็ป่วย เราก็คิดว่าจะช่วยเขาได้ยังไง เราก็คิดขึ้นมาได้ว่าช่วงที่เราไปตามภูเขา มันจะมีผ้าห่มที่ทำด้วยฟอยล์ที่ทำให้อุ่น เอื้อยเคยซื้อที่ญี่ปุ่น แต่ก็ไม่รู้ว่าเมืองไทยจะมีขายที่ไหน ตัดสินใจคุยกับ ผบ. ว่า แบบนี้น่าจะช่วยได้ ลองประกาศดูผ่านเพจเผื่อใครรู้แหล่ง ก็ประกาศลงเพจ ลงไปแป๊บเดียวก็จะมีคนตอบเข้ามา ว่าเขามีอยู่เท่านั้นเท่านี้ เขารู้แหล่ง เดี๋ยวจะจัดส่งมาให้ บอกที่อยู่มาเลย คือเร็วมาก แล้วกลายเป็นว่าสิ่งนี้ก็ใช้ประโยชน์ได้เยอะ หลังจากเราเจอเด็กแล้วก็ต้องส่งมนุษย์กบเข้าไปอยู่กับเด็ก เขาก็จะร้องขออันนี้ออกมา เพราะข้างในอากาศมันจะยิ่งเย็นขึ้น เราก็เลยส่งกลับไปเข้าไป ทีละหลายสิบ เป็นร้อย และก็ช่วยน้อง ๆ ที่อยู่ในโถงสามให้เขาอบอุ่น เราใช้ประสบการณ์ที่ผ่านมาให้เป็นประโยชน์ได้”
ศศิวิมลเล่ายาวรวดเดียวพร้อมรอยยิ้ม

วันที่จ่าสมานสละชีวิต
นัยน์ตาของเธอเศร้าลงเมื่อเล่าถึงตอนที่รับรู้ว่า จ.อ. สมาน กุนัน (ยศในขณะนั้น) เสียชีวิต
“วันนั้นออกจากถ้ำกลับถึงที่พักเที่ยงคืนกว่า กลับไปถึงอาบน้ำไม่ทันแต่งตัวดี น้องที่หน้าถ้ำโทรหา ผบ. เราก็นิ่งไป เราไม่อยากให้เกิด”
“เพราะตอนนั้นเราแก้ไขปัญหาออกซิเจนได้แล้ว เราเติมออกซิเจนเข้าไปได้แล้ว มาเจอเรื่องนี้อีก เอื้อยก็ยังไม่ทราบว่าเป็นใคร ต้องเข้าไปที่หน้าถ้ำ ถึงได้ทราบว่าเป็นสมาน” ศศิวิมลเล่า

ก่อนหน้าปฏิบัติการนี้ เธอก็ได้พบกับสมานบ่อยครั้ง เพราะเขาจะมาร่วมกิจกรรมของหน่วย
“สมานจะมาทุกกิจกรรม วันนั้นสมานบอกว่าพี่ครับผมจะตามไป เขาบอกเอื้อย แล้วเราก็ยังคิดว่าเขาจะตามไปได้ยังไง…สมานเป็นคนน่ารัก เขาจะทักทาย.. พอเรารู้ว่าเป็นเขาก็ใจหาย….”

วันที่เด็กคนแรกถูกส่งตัวออกมา ศศิวิมลเล่าว่า เธอรู้สึกเหมือนสมานได้เดินนำเด็กออกมาให้ถึงจุดปลอดภัย และก็ได้ให้เพื่อนคนหนึ่งวาดรูปตามจินตนาการของเธอเอาไว้ เพื่อแสดงความรำลึกถึงความเสียสละของเขา เธอเล่าอีกด้วย หลังจากนั้น ผบ. ก็พยายามจะทำให้ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นมีกำลังใจมากขึ้น เพราะไม่สามารถที่จะหยุดภารกิจได้เลย
“เพียงแต่ว่าส่งสมานออกจากพื้นที่แล้ว เราก็วางแผนทำงานรัดกุมมากขึ้น แบบใครไม่ไหว รู้สึกอ่อนเพลียแล้วพักให้เต็มที่ก่อน”

ผู้หญิงท่ามกลางชายแกร่ง
การอยู่ท่ามกลางเหล่าชายชาติทหารที่แข็งแกร่งทำให้เธอต้องกำหนดบทบาทของตัวเองในอีกแง่มุมหนึ่งขึ้นมา
“อย่างนึงที่เอื้อยคิดเสมออย่าไปเป็นภาระของเขา เราต้องดูแลตัวเองให้ได้ด้วย น้อง ๆ ที่เราเข้าไปอยู่กับเขา ทำงานกับเขา เขาก็จะดูแลเรา แต่เราก็ไม่ต้องไปเพิ่มภาระให้เขา เราต้องช่วยเหลือตัวเองก่อน ไม่ทำตัวเป็นคุณนายกับเขา เขากินยังไงเราก็ต้องกินแบบเขา เขานอนตรงไหนเราก็ต้องอยู่แบบเขาให้ได้” เธอเล่าให้เราฟัง

เมื่อถามว่า คำพูดที่ว่า เมียทหารต้องอดทน นั้นเป็นความจริงไหม ภรรยา ผบ. ซีล ตอบอย่างรวดเร็วด้วยเสียงหนักแน่นว่า
“อันนั้นจริง” พร้อมทั้งอธิบายเพิ่มด้วยว่า “ยิ่งเป็นเมียรบพิเศษต้องยิ่งอดทน โดยเฉพาะหน่วยนี้ เวลาที่ออกไปทำงาน บางอย่างเขาบอกไม่ได้ แม้แต่บอกแฟนก็บอกไม่ได้ จะกลับเมื่อไร”

ศศิวิมลกล่าวว่า ต้องพร้อมที่จะเข้าใจเงื่อนไขนี้ของผู้เป็นสามี และเธอก็ต้องดูแลปกป้องความเป็นส่วนตัวของลูกน้องของสามีด้วยเช่นกัน เธอเองก็เป็นคนขอร้องให้สื่ออย่าแสดงใบหน้าของเจ้าหน้าที่ที่ไปปฏิบัติงาน
“หลาย ๆ คนที่ไปงานครั้งนี้ เขาไม่บอกที่บ้าน บางคนบอกว่าเฮ้ยอย่าถ่ายรูปผมนะ เดี๋ยวที่บ้านรู้ มันเป็นสภาพอย่างนี้จริง ๆ นอกจากนี้เมื่อพวกเขาจบภารกิจนี้แล้วก็ต้องไปภารกิจอย่างอื่นอีก ซึ่งบางงานอาจจะเป็นงานลับ ขอร้องให้ช่วยปิดบัง ก็เลยมีประเด็นว่าทำไมต้องเบลอหน้าพวกเขา” ศศิวิมลเล่า

เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่ควรจารึก
ภาพและคลิปที่เธอถ่ายมาทั้งหมดนั้น ศศิวิมลกล่าวว่า เป็นลิขสิทธิ์ของทางหน่วยซีล ตอนนี้ก็เริ่มมีการวางแผนว่าจะเก็บเอาไว้เพื่อให้คนอื่นสามารถไปศึกษาได้ โดยจะเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ของหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ
“มีอะไรหลาย ๆ อย่างที่เราต้องเรียนรู้จากสถานการณ์ตอนนั้น จะวางแผนยังไง สถานการณ์ที่พลิกผันอยู่ตลอดเวลา เราจะแก้ปัญหายังไง มันเป็นสิ่งที่คนรุ่นต่อไปต้องเอาไปเรียนรู้และศึกษา และก็เก็บภาพนั้นไว้”

เธอก็สรุปทิ้งท้ายการสัมภาษณ์ว่า “ภารกิจนี้ทำให้ทั่วโลกได้มองเห็นว่าคนไทยมีความสามัคคี พอถึงเวลาที่เราจะต้องรวมกัน ไม่ว่าจะเป็นมาจากชาติไหน เราทำงานร่วมกันได้ ใครมีความสามารถด้านไหนก็ดึงความสามารถด้านนั้นก็ดึงออกมา มนุษย์กบแม้จะได้ชื่อว่าแกร่งเป็นหน่วยที่มีประสิทธิภาพ เมื่อเข้าไปไปเจอภาวะหนึ่งก็ต้องยอมรับว่าเราไม่มีประสบการณ์ …. มีคนที่คุ้นเคยเชี่ยวชาญมากกว่าเรา เมื่อเขาเสนอตัวขึ้นมา … ก็เกิดภาพที่ประสานกันได้เป็นอย่างดี เขาทำสิ่งที่เขาชำนาญและเราทำสิ่งที่เราชำนาญก็เลยลงตัว เอื้อยว่าถึงเวลาวิกฤต เราร่วมมือกันอย่างนี้ สุดท้ายเราก็ประสบความสำเร็จกันทุกฝ่าย สุดท้ายเรานำพาเด็กออกมาโดยปลอดภัย มนุษย์กบไม่ใช่ฮีโร่ ทุกคนเหนื่อยเหมือนกันหมด”

เปิดใจ ‘ศศิวิมล’ ภริยา ผบ. หน่วยซีล และผู้อยู่เบื้องหลังเพจ Thai NavySEAL (ชมคลิป)

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here