แพทย์เวชศาสตร์ เผย ดำน้ำในถ้ำหลวง เสี่ยง ‘โรคน้ำหนีบ’ คาดเจ้าหน้าที่ไม่ฝืนเพื่อความปลอดภัยเด็ก

0
171

แพทย์เวชศาสตร์ เผย ดำน้ำในถ้ำหลวง เสี่ยง ‘โรคน้ำหนีบ’ เชื่อเจ้าหน้าที่ไม่ฝืนเพื่อความปลอดภัยเด็ก (ชมคลิปท้ายข่าว)

แม้จะยังไม่สรุปแนวทางการนำทั้ง 13 ชีวิตออกจากถ้ำหลวงฯ ว่าเจ้าหน้าที่จะใช้วิธีใด แต่หนึ่งในทางเลือกหลัก คือ การดำน้ำฝ่าออกมา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเวชศาสตร์ใต้น้ำ กังวลว่า วิธีนี้ยังมีความเสี่ยง โดยเฉพาะจากภาวะ “โรคน้ำหนีบ” วันที่ (7 ก.ค.61) นาวาเอก นายแพทย์ คมสัน วุฒิประเสริฐ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเวชศาสตร์ใต้น้ำ กองเวชศาสตร์ใต้น้ำและการบิน กรมแพทย์ทหารเรือ

เปิดเผยว่า จากที่ติดตามรายงานสภาพอากาศภายในถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน อุณหภูมิน้ำในเวลากลางคืนเย็นจัด อยู่ที่ 20-23 องศาเซลเซียส จึงกังวลว่า สำหรับคนที่ไม่มีประสบการณ์การดำน้ำเลย และฝึกแบบฉุกเฉิน เพื่อเอาตัวรอดในการดำน้ำ ก็ยังมีความเสี่ยงที่จะเจอภาวะ “โรคน้ำหนีบ”

โรคน้ำหนีบ ศัพท์ทางการแพทย์เรียกว่า โรคดีคอมเพรสซั่น ซีคเนส (Decompression Sickness)นายแพทย์คมสัน อธิบายว่า โรคนี้มีอันตรายถึงชีวิต แม้ระดับน้ำในถ้ำไม่ลึกมาก แต่ต้องโผล่ขึ้นผิวน้ำเป็นระยะ ซึ่งถังอากาศที่มีส่วนผสมของก๊าซไนโตรเจนร้อยละ 80 และ ก๊าซออกซิเจนร้อยละ 20 จะทำให้ไนโตรเจนไปเกาะเม็ดเลือด

จนไม่สามารถดูซับออกซิเจนได้ ส่งผลให้มีอาการ มึนงง ปวดเมื่อย หมดสติ และเสียชีวิตตามลำดับ ยิ่งในภาวะน้ำเย็น และต้องปีนป่ายมุดถ้ำ คนดำน้ำจะยิ่งหายใจแรงขึ้น เพื่อดึงอากาศจากถังเข้าปอด จะทำให้อัตราเร่งการเกิดโรคน้ำหนีบสูงขึ้นด้วย

ด้านนายณริศ ศรศรีวิวัฒน์ ครูสอนดำน้ำ บอกว่า แรงดันอากาศในน้ำจะเปลี่ยนทุก 1 บาร์ ตามระยะความลึกหรือความสูงต่างกัน 10 เมตร ซึ่งถ้ำหลวงฯ สูงจากระดับน้ำทะเลกว่า 450 เมตร นั่นหมายความว่า แรงดันอากาศน้ำในถ้ำหลวงมีสูงถึง 45 บาร์ ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่อยู่ในระดับต้องเฝ้าระวังภาวะอันตราย

แต่นายณริศเชื่อว่าทีมซีลและนักกู้ภัยในถ้ำใต้น้ำ จะผ่านจุดวิกฤติไม่ให้เด็กเกิดโรคนี้ได้ ถ้าดำตามตารางดำน้ำ โดยไม่มีสถานการณ์บีบรัดให้ปฏิบัตินอกเหนือจากหลักการ

และสถานการณ์ วันที่ 8 โดยเมื่อเวลา 06.00 น. วันที่ 8 ก.ค. ที่วนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน อ.แม่สาย จ.เชียงราย ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศบริเวณหน้าถ้ำว่า ในช่วงเช้าตรู่ที่ผ่านมาได้มีรถเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องและรถพยาบาลจากหลายพื้นที่ขึ้นมาจอดสแตนบายจำนวนเพิ่มมากขึ้นอีก

หลังจากนั้นทางเจ้าหน้าตำรวจได้ประกาศผ่านเครื่องขยายเสียงว่า หลังจากนี้จะห้ามสื่อทุกสำนักข่าว ไม่ให้ขึ้นมาประจำทำข่าวบริเวณปากถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอนในทุกกรณี รวมทั้งให้นักข่าวขนอุปกรณ์ลงจากบริเวณนี้ให้หมด โดยจะให้นักข่าวย้ายไปอยู่ที่จุดประจำการ อบต.โป่งผา ซึ่งห่างจากปากถ้ำถึง 2 กิโลเมตร

รวมทั้งผู้ไม่เกี่ยวข้องให้ออกนอกพื้นที่ หากฝ่าฝืน จะมีความผิด ซึ่งหลังจากสิ้นเสียงประกาศบรรดากลุ่มนักข่าวต่างพร้อมใจกันเดินมาสอบถามเจ้าหน้าที่ บริเวณปากถ้ำ โดยเจ้าหน้าที่ได้เพียงแต่บอกว่า เป็นคำสั่งของท่านผู้ว่าฯ ใครที่จะเข้ามาในพื้นที่ได้ ต้องได้รับอนุญาตจากท่านผู้ว่าฯ เท่านั้น

โดยกลุ่มนักข่าวต่างยืนวิพากษ์วิจารณ์ถึงการไม่อนุญาตให้นักข่าวขึ้นมาทำข่าว คาดว่าอาจเป็นการเตรียมการนำ 13 ชีวิตออกมาจาก ถ้ำหลวง ในไม่ช้านี้แล้ว จากกรณีเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ (นสร.) หรือ หน่วยซีล กู้ภัย และอื่นๆ

ที่ร่วมภารกิจปฏิบัติการช่วยเหลือนักฟุตบอลเยาวชนทีมหมูป่า และผู้ฝึกสอน รวม 13 ชีวิต ที่ติดอยู่ภายในถ้ำหลวง วนอุทยาน ถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน จ.เชียงราย อย่างแข็งขันตลอด 24 ชั่วโมง โดยช่วงบ่ายวันที่ 7 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่วนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน อ.แม่สาย จ.เชียงราย

เมื่อช่วงค่ำวานนี้ในที่ประชุมกู้ภัยค้นหาทีมหมูป่าทั้ง 13 ทีม มีความเห็นตรงกันคือ ซีล ทหารบก อุทยาน สื่อสาร กู้ภัย และทีมทำงานอาสาจากต่างประเทศระบุตรงกันว่าเคยเห็นแสงลอดเข้าไปในบริเวณถ้ำ ทางเจ้าหน้าที่จึงตรวจสอบพิกัดในพื้นที่พบว่าจุดที่แสงลอดเข้าไปดังกล่าวห่างจากเนินนมสาวไปประมาณ 400-500 เมตร

โดยคาดว่าจุดที่แสงลอดเข้ามานั้นเป็นโพรงที่ใกล้กับเนินนมสาวมากที่สุด อาจมีเถาวัลย์หรือซากกิ่งไม้ปิดบังอยู่ หากทีมสำรวจพบโพรงดังกล่าวจะเป็นการร่นระยะทางและเวลาในการเข้าช่วยเหลือทีมหมูป่าทั้ง 13 ชีวิต จากนั้นช่วงดึก บริเวณหน้าถ้ำหลวง ทหารนำผ้าใบแสลนกันแดดสีเขียว

มาปิดล้อมบริเวณทางเข้าวนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนนางนอนโดยรอบ โดยเป็นการขยายพื้นที่จากเดิมที่เคยปิดไว้ก่อนหน้านี้ เพื่อบดบังทัศนวิสัย หลังจากมีกระแสข่าวออกว่าจะนำเด็กส่วนหนึ่งที่ร่างกายพร้อมออกมาคืนนี้ รวมถึงสั่งการให้รถพยาบาลและเฮลิคอปเตอร์เตรียมพร้อมตลอด 24 ช.ม.

ต่อมาเวลา 22.00 น. ฝนได้กลับมาตกโปรยปรายบริเวณถ้ำหลวงอีกครั้งในรอบ 5 วัน ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาได้คาดการณ์ไว้ ซึ่งฝนที่ตกลงมาในรอบนี้ถือเป็นอุปสรรคสำคัญในภารกิจช่วยทั้ง 13 ชีวิตออกมาจากถ้ำ จากนั้นเวลา 23.50 น. พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ที่เดินทางมาประชุมบริเวณถ้ำหลวงตั้งแต่ช่วงเย็น ได้เดินทางออกจากที่ประชุมติดตามสถานการณ์ หลังใช้เวลาในการประชุมติดตามเหตุการณ์นาน 6 ช.ม.

จากกรณีเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ (นสร.) หรือ หน่วยซีล กู้ภัย และอื่นๆ ที่ร่วมภารกิจปฏิบัติการช่วยเหลือนักฟุตบอลเยาวชนทีมหมูป่า และผู้ฝึกสอน รวม 13 ชีวิต ที่ติดอยู่ภายในถ้ำหลวง วนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน จ.เชียงราย อย่างแข็งขันตลอด 24 ชั่วโมง

ผู้สื่อข่าวยังรายงานอีกว่า ที่วนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน อ.แม่สาย จ.เชียงราย เมื่อช่วงค่ำวานนี้ในที่ประชุมกู้ภัยค้นหาทีมหมูป่าทั้ง 13 ทีม มีความเห็นตรงกันคือ ซีล ทหารบก อุทยาน สื่อสาร กู้ภัย และทีมทำงานอาสาจากต่างประเทศระบุตรงกันว่าเคยเห็นแสงลอดเข้าไปในบริเวณถ้ำ

ทางเจ้าหน้าที่จึงตรวจสอบพิกัดในพื้นที่พบว่าจุดที่แสงลอดเข้าไปดังกล่าวห่างจากเนินนมสาวไปประมาณ 400-500 เมตร โดยคาดว่าจุดที่แสงลอดเข้ามานั้นเป็นโพรงที่ใกล้กับเนินนมสาวมากที่สุด อาจมีเถาวัลย์หรือซากกิ่งไม้ปิดบังอยู่ หากทีมสำรวจพบโพรงดังกล่าวจะเป็นการร่นระยะทางและเวลาในการเข้าช่วยเหลือทีมหมูป่าทั้ง 13 ชีวิต

จากนั้นช่วงดึก บริเวณหน้าถ้ำหลวง ทหารนำผ้าใบแสลนกันแดดสีเขียว มาปิดล้อมบริเวณทางเข้าวนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนนางนอนโดยรอบ โดยเป็นการขยายพื้นที่จากเดิมที่เคยปิดไว้ก่อนหน้านี้ เพื่อบดบังทัศนวิสัย หลังจากมีกระแสข่าวออกว่าจะนำเด็กส่วนหนึ่งที่ร่างกายพร้อมออกมาคืนนี้ รวมถึงสั่งการให้รถพยาบาลและเฮลิคอปเตอร์เตรียมพร้อมตลอด 24 ช.ม.

คลิป

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here