#ฮีโร่นอกสังเวียน ‘สมจิต จงจอหอ’ จอดรถเข้าช่วยเหลือ ‘3 พ่อแม่ลูกประสบอุบัติเหตุ’ ที่นางรอง ก่อนเจ้าหน้าที่จะไปถึง

0
73

#ฮีโร่นอกสังเวียน ‘สมจิต จงจอหอ’ จอดรถเข้าช่วยเหลือ ‘3 พ่อแม่ลูกประสบอุบัติเหตุ’ ที่นางรอง ก่อนเจ้าหน้าที่จะไปถึง (ชมคลิปท้ายข่าว)

วันที่ 30 ก.ค. เพจเฟซบุ๊ก ศูนย์ข่าวกู้ภัยสยามบุรีรัมย์ ได้เผยแพร่ภาพอุบัติเหตุรถยนต์เก๋งเสียหลักปีนเกาะกลางชนเสาไฟ ส่งผลให้มีผู้ใด้รับบาดเจ็บ 3 รายเป็นพ่อแม่ลูก แต่ปรากฎว่าก่อนเจ้าหน้าที่ตำรวจและทีมหน่วยกู้ภัยสยามบุรีรัมย์ไปถึงที่เกิดเหตุ ก็พบนักมวยเจ้าของเหรียญทองโอลิมปิก ฮีโร่ของคนไทย ‘สมจิต จงจอหอ’ ซึ่งผ่านมาประสบเหตุและรีบเข้าช่วยเหลือผู้บาดเจ็บก่อนเจ้าหน้าที่จะไปถึง

โดยระบุว่า #ฮีโร่นอกสังเวียน สมจิต จงจอหอ จอดรถช่วย 3 พ่อแม่ลูกประสบอุบัติเหตุที่นางรอง #กู้ภัยสยามบุรีรัมย์เขตนางรอง 29/07/61 เวลา 20.45. รับแจ้งจากสภ.นางรอง มีเหตุว.40 มีผู้ใด้รับบาดเจ็บติดภายในบริเวณก่อนถึงทางเข้าบ้านหนองยายพิมย์ กู้ภัยสยามพร้อมกำลังออกตรวจสอบ พบเป็นรถยนต์เก๋งปีนเกาะกลางชนเสาไฟ ส่งผลให้มีผู้ใด้รับบาดเจ็บ 3 รายไม่ใด้ติดภายในยานภาหนะ

ผู้บาดเจ็บทั้ง 3 รายเป็นครอบครัวเดียวกันคือพ่อแม่ลูก เดินทางมาจากนครราชสีมาจะไปบุรีรัมย์ระหว่างทางไม่ชินเส้นทางและฝนตกถนนลื่นจึงเกิดอุบัติเหตุดังกล่าวพอดีนักมวยฮีโร่ สมจิต จงจอหอ ขับรถผ่านมาพอดี จึงจอดรถช่วยพร้อมประสานงานตำรวจและกู้ภัยเข้าช่วยเหลือ ขอบคุณอาสาสมัครที่ว.4 ในที่เกิดเหตุ

สำหรับ สมจิตร จงจอหอ (สังกัดกองบัญชาการกองทัพไทย) เป็นนักกีฬามวยสากลสมัครเล่นชาวไทย เจ้าของเหรียญทองโอลิมปิก เหรียญทองเอเชียนเกมส์ 2 สมัย เหรียญทองซีเกมส์ 3 สมัย และได้รับเกียรติให้เป็นผู้เชิญธงชาติไทย นำคณะนักกีฬาทีมชาติไทย ในพิธีปิดโอลิมปิกเกมส์ ครั้งที่ 26

ฮีโร่เหรียญทองโอลิมปิก เพราะกล้าเจ็บถึงมีวันนี้ “ผมผ่านมาเยอะ เจ็บมาเยอะ แต่ผมอดทนผมพยายาม ขอให้ทุกคนสู้แบบผม” วลีเด็ดของนักกีฬาขวัญใจมหาชนที่ยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำของคนไทยทั้งชาติ อย่าง ‘ร.อ.สมจิตร จงจอหอ’ อดีตนักมวยฮีโร่เหรียญทองโอลิมปิก ปักกิ่ง 2008 ที่บัดนี้เขาก็ยังสร้างความสุขให้คนไทยอยู่ตลอดมา ในหลายบทบาทคาแร็กเตอร์บนหน้าจอโทรทัศน์

ทางทีมข่าวเวิร์คพอยท์ได้มีโอกาสพูดคุยกับคุณสมจิตร อดีตนักกีฬามวยสากลสมัครเล่น เจ้าของเหรียญทองหลายสังเวียน เช่น โอลิมปิกเกมส์ เอเชียนเกมส์ ซีเกมส์ เป็นต้น โดยได้ถามถึงชีวิตครั้นสมัยยังดวลกำปั้นจนมาสู่ศิลปินมืออาชีพในปัจจุบัน ที่ไม่ใช่ทุกคนจะมายืนถึงจุดนี้ได้ โดยคุณสมจิตรกล่าวว่า ตนเองชกมวยสากลมาเป็นเวลากว่า 12 ปี แล้ว ชีวิตของตนอยู่กับกีฬามาตลอดตั้งแต่เด็กจนโต

เมื่อถึงวันหนึ่งตนเองก็ได้แขวนนวม แต่ตนก็ได้รับโอกาสให้เข้ามาสู่วงการบันเทิง ซึ่งก็ต้องขอบคุณทางวงการด้วย ที่ให้โอกาสนักกีฬาคนหนึ่งและมองเห็นถึงความสามารถของผม กับบทบาทในการเป็นนักแสดงและพิธีกร คุณสมจิตรได้เล่าถึงชีวิตเมื่อก้าวเข้าสู่วงการบันเทิงว่า ตนเองได้พยายามพัฒนาศักยภาพในการเป็นนักแสดงและพิธีกรมาอย่างต่อเนื่อง

ถ้าจะถามถึงการเป็นนักแสดงนั้นยากหรือไม่ ตอบได้เลยว่ายากมาก เพราะตนได้แต่แสดงฝีมือการชกบนเวทีมวยให้กับคนดูเท่านั้น แต่ในการพูดสื่อความหมายให้ผู้ชมได้รับชม หรือแม้กระทั่งสื่อสารทางแววตาและการแสดงให้ทุกคนได้ชื่นชม หัวเราะ ร้องไห้ ได้อมยิ้ม ได้มีความสุข ได้เครียดกับตัวนักแสดง เป็นการเล่นที่ทำให้ทุกคนเชื่อ ดังนั้น เชื่อเหลือเกินว่าการเป็นนักแสดงนั้น ยากกว่าการชกมวยเยอะ

ไม่รอช้ายิงคำถามกับอีกบทบาทของคุณสมจิตร คือการเป็นคอมเมนเตเตอร์ (Commentator) ในหลายรายการ เป็นสิ่งที่ยากหรือไม่เมื่อต้องเข้ามารับหน้าที่นี้ โดยคุณสมจิตรกล่าวว่า การที่ตนเองได้มีโอกาสเข้ามาเป็นคอมเมนเตเตอร์ในหลายๆ รายการ คงเป็นเพราะเรื่องการร้องเพลง ตนเป็นคนชอบร้องเพลง ฟังเพลงมาเยอะมาก ตนเองเกิดมาก็จำได้ว่าฟังเพลงของ สุรพล สมบัติเจริญ ตำนานนักร้องเพลงลูกทุ่งชื่อดัง

โดยส่วนตัวชอบฟังเพลงลูกทุ่ง เพลงสตริง เพลงเพื่อชีวิต เรียกได้ว่าทุกอย่างที่เป็นเพลง ใครเอ่ยเพลงอะไรมาตนรู้จักเพราะเคยฟังมาหมดแล้ว ทำให้ตนเองได้เรียนรู้กับการร้องเพลง และในวันหนึ่งก็มีโอกาสได้ใช้ความรู้ตรงนี้ อาจจะเป็นแค่หางอึ่งแต่ก็ได้รับโอกาสเข้ามาสู่การทำหน้าที่คอมเมนเตเตอร์ โดยการทำหน้าที่นี้ตนต้องเรียนรู้ สอบถาม พูดคุยกับอาจารย์และทุกคนที่เขาเป็นครู เพื่อให้เกิดการซึมซับในความรู้นั้น

เพราะฉะนั้นความรู้ที่ได้มาตนเองก็เอามานำเสนอให้กับท่านผู้ชมเห็นว่า ตนก็เป็น คอมเมนเตเตอร์ได้ และตนก็นำเสนอในสิ่งที่รู้และคอมเมนต์ให้กับเขา ดังนั้น ความรู้ที่ตนเองได้สะสมเก็บเกี่ยวประสบการณ์ และความพยายามทำหน้าที่ตรงนี้ให้ดีที่สุด จึงทำให้ตนได้เป็นคอมเมนเตเตอร์ได้หลายรายการ

เมื่อเปิดเรื่องมาก็กล่าวถึงวลีเด็ดของคุณสมจิตรแล้ว คงจะอดถามไม่ได้ว่า “ผ่านมาเยอะ เจ็บมาเยอะ” ยังคงเป็นคำพูดที่ตราตรึงอยู่ในหัวใจของคุณสมจิตรมาถึงปัจจุบันหรือไม่ คุณสมจิตรตอบว่า วลีเด็ดคำนี้ บอกเลยว่าวันนั้นได้ให้สัมภาษณ์หลังจากที่ตนเองลงจากเวทีมวยที่โอลิมปิก ซึ่งกรรมการชูมือตนเสร็จปุ๊บ

ตนเองก็ลงจากเวทีมวยและกำลังเดินเข้าห้องนักกีฬา โดยมีนักข่าวเข้ามาถามว่า อยากพูดอะไรกับคนไทย ในวันนี้ที่เราสำเร็จในการชกมวย ในตอนนั้นตนเองยังจำไม่ได้เลยว่าพูดอะไรออกไป แต่สิ่งที่มันผุดออกมาจากข้างในคือความรู้สึกว่า ตนโดนมาเยอะ เจ็บมาเยอะ ผ่านอะไรมาเยอะ เหนื่อยมาเยอะ ตนเองจึงพูดออกไปอย่างนั้น

เจ็บ คือเจ็บใจ เจ็บในสิ่งที่ทุกคนเคยดูถูก ทุกคนเคยปรามาสเอาไว้หลายๆ อย่าง ทุกคนเคยมองในสิ่งที่ตนพ่ายแพ้ มองในสิ่งที่ตนผิดหวัง และอีกความหมายหนึ่งคือ ความเจ็บปวดของร่างกาย ที่ต้องผ่านอะไรมามากกว่าจะคว้าเหรียญทองมาครองได้สำเร็จ

ชีวิตการเป็นนักมวยของตนเองต้องผ่าตัดมาแล้ว 3-4 ครั้ง ที่หน้า ที่แขน 2 ข้าง และที่หลัง ส่วนคำว่า ผ่านมาเยอะ ก็เกิดจากการฝึกซ้อม เหนื่อยจากการอดทนและความเพียรพยายามกับกีฬาที่ตนฝึกซ้อม ตนเองรู้สึกว่าความเจ็บนี้มันบ่งบอกถึงผู้ชายคนหนึ่งที่ผ่านอุปสรรค เจอปัญหาทุกๆ อย่าง แต่ก็ผ่านมาได้ตรงที่ตนมีสติ มีปัญญา

พอวันหนึ่งที่ตนเองทำอะไรแล้วสำเร็จ ตนจะมองย้อนกลับไปว่า สิ่งที่ผ่านมา นั่นมันเจ็บจากความรู้สึกข้างใน เจ็บมาเยอะ ผ่านมาเยอะ และก็สำเร็จได้ ถ้าเรากล้าที่จะเจ็บ ทางทีมข่าวหวังว่าท่านผู้อ่านจะได้รับแรงบันดาลใจจากอดีตนักมวยขวัญใจมหาชนผู้นี้ ที่มีนามว่า ‘สมจิตร จงจอหอ’ แม้ว่าจะลาสังเวียนบนผืนผ้าใบไปแล้ว

แต่อีกบทบาทที่ทำให้คุณสมจิตรยังคงเป็นที่จดจำพร้อมกับวลีเด็ดของเขาอย่างไม่ลืมเลือนจากแฟนๆ ก็เพราะการเป็นนักแสดง พิธีกร และในอีกหลากหลายคาแร็กเตอร์ ซึ่งได้สร้างเสียงหัวเราะและความสุขให้กับผู้ชมมากมายทางหน้าจอโทรทัศน์ และการที่คุณสมจิตรมายืน ณ จุดๆ นี้ได้ทุกนี้ ก็เพราะความเพียรพยายามและความอดทนตลอดมา ซึ่งทำให้ลูกผู้ชายคนนี้ต้องผ่านอะไรมาเยอะ เจ็บมาก็เยอะ แต่เพราะเขาสู้ จึงทำให้เขาประสบความสำเร็จในชีวิต

หากย้อนไปเมื่อ โอลิมปิก 2004 ที่กรุงเอเธนส์ ของ สมจิตร จงจอหอ ปิดฉากลงเช่นนั้น  โอลิมปิก 2000 สมจิตรตามเพื่อนๆ ไปนครซิดนีย์ในฐานะตัวสำรอง ช่วยเป็นคู่ซ้อมให้วิจารณ์ พลฤทธิ์ เพียงเพื่อจะได้สัมผัสผืนผ้าใบระดับโลกซึ่งเขายังไม่มีโอกาส โอลิมปิก 2004 คราวนี้สมจิตรแบกความหวังของคนไทยทั้งประเทศไปกรุงเอเธนส์ ครั้งนี้เขาได้เป็นตัวจริง แต่ก็อย่างที่ทราบกันว่า…เขาทำไม่สำเร็จ

นักชกวัยยี่สิบเก้าเพิ่งขึ้นเวทีโอลิมปิกครั้งแรก เผชิญความกดดันอันหนักหน่วง แต่ละหมัดของเขาใส่ความหวังไว้จนล้น ขึ้นเวทีแต่ละหนเขาอยากชนะมากเกินไป สุดท้ายใจนักชกลูกบุรีรัมย์จึงไม่นิ่งสมาธิขาดหาย ยกท้ายๆ เขาเดินเข้าชกด้วยอาการลนลาน ทำให้แพ้คะแนน ตกรอบก่อนเวลาอันควร แพ้ ผิดหวัง ล้มเหลว ท้อแท้ เสียใจ นอกจากน้ำตา ตอนนั้นโลกทั้งใบของสมจิตรมีแต่ถ้อยคำเหล่านี้

“ตอนกลับจากเอเธนส์ เขาให้ไปยืนที่แท่นต้อนรับ แต่นักมวยมีหลายคน ยืนกันเต็มแท่น ผมไม่มีที่ยืน ก็เลยลงมาหาครอบครัวข้างล่าง กอดกันร้องห่มร้องไห้ ตอนร่วมขบวนฉลองเหรียญทองของมนัส บุญจำนงค์ ในปีนั้น ผมเฝ้าแต่พร่ำถามตัวเองว่า ‘เราต้องอยู่ข้างหลังอีกแล้วหรือนี่”

ในขณะที่อารมณ์เศร้าและผิดหวังกำลังดิ่งลึก กำลังใจจากคนรอบข้าง บวกกับคำพูดเพียงบางคำของคู่ชีวิต ทำให้สมจิตรกลับมาสวมวิญญาณนักสู้ได้อีกครั้ง “หลังจากประกาศเลิกชก ภรรยาผมเตือนสติว่า ‘อยากให้พี่คิดดูดีๆ ว่า อยากเลิกจริงๆ หรืออยากเลิกเพราะหนีปัญหา’

“ผมกลับมานั่งคิด ถ้าเลิกตอนแพ้ แล้วเราจะเหลืออะไรเป็นความภาคภูมิใจ ผมจึงตั้งสติใหม่ กัดฟันซ้อม ดูแลร่างกาย รักษาระเบียบวินัย เตรียมตัวเตรียมใจสู้ใหม่อีกสี่ปีข้างหน้า” โอลิมปิก 2008 สมจิตรขึ้นสังเวียนที่ปักกิ่งในฐานะกัปตันทีมมวยสากลสมัครเล่น สมจิตรวาดฝีไม้ลายมือได้สะใจคนดูทุกนัดฝากหมัดแบบเน้นๆ จนคะแนนชนะขาดทุกรอบ เขาได้โชว์ท่าประจำของตนเองทุกครั้งที่ขึ้นชก

วันที่ขึ้นชกนัดสุดท้าย กำปั้นของสมจิตรทำให้คนทั้งโลกได้ฟังเพลงชาติไทย เขาปล่อยโฮเหมือนเมื่อสี่ปีที่แล้ว แต่สิ่งที่ต่างไปก็คือขณะที่สะอึกสะอื้นอยู่นั้น สิ่งที่เขามองเห็นมิใช่คำว่า “แพ้” หากแต่เป็นธงไตรรงค์ที่อยู่ในตำแหน่งสูงกว่าธงผืนอื่น “ผมผ่านมาเยอะ เจ็บมาเยอะ แต่ผมอดทน ผมพยายาม ขอให้ทุกคนสู้…สู้แบบผม” นี่คือถ้อยคำของสมจิตร จงจอหอ หลังลงจากเวทีในวันนั้น…วันที่หน้าอกของเขามีเหรียญทองโอลิมปิกประดับอยู่อย่างสง่างาม

คลิป

Leave your vote

0 points
Upvote Downvote

Total votes: 0

Upvotes: 0

Upvotes percentage: 0.000000%

Downvotes: 0

Downvotes percentage: 0.000000%

Comments

comments

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here