นักร้องลูกทุ่งดัง ‘ฝน ธนสุนทร’ เปิดตัวหวานใจสาวหล่อ ‘เอ’ ผู้จัดการส่วนตัวที่ครองรักกัน กว่า 10 ปี

0
442

นักร้องลูกทุ่งดัง ‘ฝน ธนสุนทร’ เปิดตัวหวานใจสาวหล่อ ‘เอ’ ผู้จัดการส่วนตัวที่ครองรักกัน กว่า 10 ปี (ชมคลิปท้ายข่าว)

เรียกได้ว่าอยู่ในวงการมาเป็นระยะเวลานานสำหรับ นักร้องลูกทุ่งสาวสวย “ฝน ธนสุนทร ศรีสุนทร” ที่เจ้าตัวได้เปิดตัวหวานใจสาวหล่อที่ได้ครองหัวใจสาวฝน ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นผู้จัดการส่วนตัวของสาวฝนเองที่ดูแลกันมานานกว่า 10 ปี แต่ทางด้านสาวฝนเองก็ไม่ได้มีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการแต่อย่างใด

โดยสาวหล่อผู้ครองหัวใจสาวฝนมีชื่อ “เอ” เรียกได้ว่าตอนนี้ก็มักจะมีรูปภาพหวานๆออกมามากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งหลายๆคนอาจจะยังไม่เคยเห็นหน้าหวานใจของสาวฝนกันสักเท่าไหร่ จะหล่อขนาดไหน วันนี้ทางเรานำภาพความหวานของสาวฝนและหวานใจสาวหล่อมาให้ชมจะเป็นอย่างไรไปชมกันเลย

- Advertisement -

สำหรับ ฝน ธนาสุนทร ถือเป็นอีกหนึ่งนักร้องลูกทุ่งชื่อดัง ที่คนไทยทั้งประเทศต่างก็รู้จักอย่างดี สำหรับ กับชื่อของลูกทุ่งสาวเสียงหวาน “ฝน ธนสุนธร” หรือ “เตือนใจ ศรีสุนทร” แต่น้อยคนจะรู้ว่า ที่เห็นเป็นสาวหวานขนาดนี้ แท้จริงแล้วเธอคือนักร้องสาวสู้ชีวิตที่น่าชื่นชมมากๆ คนหนึ่งเลยทีเดียว โดยเธอได้เติบโตมาจากครอบครัวที่มีสมาชิกในบ้านมากถึง 10 คน ที่สมัยเธอยังเล็ก ทั้งพ่อ และแม่ของเธอต้องทำงานอย่างหนัก

โดยพ่อต้องทำงานถีบสามล้อ ส่วนแม่มีอาชีพเป็นแม่ค้าหาบของขาย และเมื่อเธอเติบโตขึ้นมา ก็ได้ช่วยพ่อแม่ทำงาน หาเงินตั้งแต่เด็ก และสู้ชีวิตเรื่อยมา จนกระทั่งได้เป็นฝน ธนสุนธร อย่างทุกวันนี้ ชีวิตเส้นทางสู่ฝั่งฝันของ ฝน ธนสุนทร ลูกทุ่งสาวหน้าหวานเสียงใสที่อยูาในวงการถึง 20 ปี เธอเป็นคนจังหวัดอุดรธานีขนานแท้ ที่ฐานะทางบ้านยากจนมาก ทำให้ฝนต้องทำงานสารพัดอย่าง

เพื่อหาเงินมาช่วยแบ่งเบาภาระของพ่อแม่ เริ่มตั้งแต่เก็บตำลึงข้างรั้วและเก็บผักอื่นๆ ไปขาย, รับจ้างซักผ้ารีดผ้า, เอาขนมไปขายที่โรงเรียน รวมทั้งปั่นจักรยานส่งหนังสือพิมพ์ด้วย เรียกว่าอะไรที่เป็นเงินได้เธอเอาหมด สิ่งหนึ่งที่ทุกคนในบ้านรู้ดี ก็คือ ฝน ธนสุนทร ชอบร้องเพลงตั้งแต่เด็ก สามารถฮัมเพลงไปด้วยได้ตลอดเวลาไม่ว่าจะทำอะไรอยู่ ตอนอายุได้ 7 ขวบ คุณปู่ที่เป็นคนเชียร์รำวงและเป็นหมอดู

ซึ่งมองเห็นแววความชอบร้องเพลงของเธอ ก็เลยจับเธอมาสอนจังหวะจะโคน ให้มีความเข้าใจในเรื่องของดนตรี ก่อนที่จะพาไปออกงานโต๊ะจีนต่างๆ ทำให้เธอมีโอกาสได้ขึ้นร้องเพลงบนเวทีหลายครั้ง ซึ่งเด็กหญิงฝนในขณะนั้นไม่เข้าใจเลยว่าทำไมคุณปู่ต้องเคี่ยวเข็ญตนเองอยู่คนเดียว และไม่รู้ว่าเกี่ยวหรือเปล่ากับการที่คุณปู่เป็นหมอดู ที่อาจจะคาดเดาอะไรบางอย่างได้ว่า

หลานสาวของคุณปู่จะมีโอกาสได้เดินในเส้นทางสายนี้ มีเพียงแต่คำพูดเป็นนัย ๆ จากปู่เท่านั้น ว่าให้เชื่อปู่เถอะ ฝนมีวาสนาแน่ การแสดงความสามารถอย่างจริงจังของ ฝน ธนสุนทร เริ่มต้นขึ้นตอนเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ด้วยการขออนุญาตครูออกไปร้องเพลงหน้าห้อง ฝนร้องได้ดีจนเพื่อน ๆ ปรบมือให้เสียงดังมาก และทำให้เธอรู้สึกได้ว่านั่นคือเสียงสวรรค์ เสียงปรบมือนี่แหละคือสิ่งเธอที่ต้องการ

จึงเข้าใจถึงสิ่งที่ปู่พยายามปลูกฝัง และรับรู้ได้ว่าความสามารถพิเศษนั้นมีอยู่ภายในตัวเธอนั่นเอง เมื่อรู้ตัวว่ามีความสามารถพิเศษทางด้านการร้องเพลง ฝน ธนสุนทร ก็เริ่มออกงานต่าง ๆ เพื่อขึ้นเวทีร้องเพลง เพราะเป็นความชอบที่ทำให้เธอได้เงินมาช่วยเหลือที่บ้านด้วย เนื่องจากเงินค่าร้องเพลง 200 – 300 บาท ในเวลานั้น เป็นเงินจำนวนมากพอสมควรสำหรับเธอและครอบครัว

ความบังเอิญมีอยู่จริง เมื่อจู่ๆ วันหนึ่งก็มีลมแห่งความโชคดี พัดเอาหนังสือพิมพ์มากองอยู่ตรงหน้า แม้จะเป็นหนังสือพิมพ์เพียงแค่แผ่นเดียว แต่หน้ากระดาษแผ่นนั้นกลายเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตของเธอทันที เมื่อข้อความในหนังสือพิมพ์ เป็นข้อความเชิญชวนให้เข้าประกวด มิสทีน โอเล่ เพื่อชิงทุนการศึกษา 50,000 บาท ฝน ธนสุนทร จึงตัดสินใจสมัครเข้าประกวดทันที

และเมื่อถึงวันที่มีจดหมายตอบกลับมาถึงเธอ ฝน ธนสุนทร และทุกคนในบ้านต่างก็ดีใจมาก ฝน ธนสุนทร จัดแจงเก็บกระเป๋าเข้ากรุงเทพฯ ทันที แต่เมื่อถึงกรุงเทพฯ และได้พบกับผู้เข้าประกวดคนอื่นๆ อีกนับร้อยคน ฝนจึงเกิดอาการหวั่น ๆ อยู่ในใจ เพราะในขณะนั้นเธอก็เป็นเพียงแค่เด็กผู้หญิงเชยๆ ธรรมดาคนหนึ่ง โชคดีของเธอก็คือเมื่อเห็นคู่แข่งแล้ว ทำให้ฝนไม่ตั้งความหวังกับการประกวดในครั้งนี้เลย

เธอจึงไม่เกร็งและสามารถตอบคำถามได้อย่างเป็นธรรมชาติ จากนั้นเมื่อทางการประกวดให้เธอลองร้องเพลงให้ฟัง เธอบอกคณะกรรมการว่าเขินมากๆ ขอร้องเพลงแค่ท่อนเดียว แล้วก็เลือกเพลงแม่นาคพระโขนง มาร้อง โดยที่ฝนบอกว่า ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงเลือกเพลงนี้ได้ แต่ร้องไปร้องมาชักเพลิน ฝนร้องจนจบเพลงซะอย่างนั้น! ขณะที่คณะกรรมการได้แต่นั่งขำ แล้วถามว่า “นี่อายแล้วเหรอ?”

เมื่อไม่มั่นใจว่าจะเข้ารอบ ฝน ธนสุนทร จึงตรงดิ่งไปรอรถกลับบ้านที่สถานีขนส่งทันที แต่ระหว่างรอรถก็ลังเลอยากรู้ว่าตัวเองจะได้เข้ารอบไหม ฝนจึงตัดสินใจโทรไปถามผล ซึ่งในเวลานั้นเป็นเวลาที่ทีมงานการประกวดกลับบ้านกันไปหมดแล้ว แต่โชคดีของฝนก็เกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อมีทีมงานคนหนึ่งลืมของและกลับเข้ามาในออฟฟิศ จนได้ยินเสียงโทรศัพท์ของเธอ และรับสายที่กำลังดังอยู่นั้น

พร้อมทั้งบอกข่าวดีกับเธอว่า เธอเข้ารอบต่อไป! พิธีกรในรอบต่อไปคือ คุณปัญญา นิรันดร์กุล พิธีกรชื่อดังที่ใคร ๆ ก็รู้จัก ซึ่งเขาได้ถามคำถามกับเธอว่า “ถ้าหากมีเวทมนตร์ ฝนอยากจะเสกอะไรบ้าง?” ฝนตอบในทันทีว่า “จะเสกให้คนที่กินบ้านกินเมืองง่อยเปลี้ยเสียขาให้หมด และจะเสกให้คนพิการที่ตั้งใจทำมาหากินกลับมาเป็นปกติ” คณะกรรมการและกองเชียร์ถึงกับปรบมือกันเกรียวกราว

เพราะถูกใจในคำตอบของเธอ จนทำให้เธอมีโอกาสได้เข้ารอบต่อไป แล้ววันหนึ่ง ฝน ธนสุนทร กลับต้องถูกครูที่โรงเรียนเรียกพบเพราะทำผิดกฎโรงเรียน ที่ห้ามไม่ให้เข้าประกวดนางงามใด ๆ ทั้งสิ้น ฝนพยายามอธิบายให้ครูฟังว่าเธอเข้าประกวดเพราะยากจนจริงๆ แต่ครูก็ยังลังเลที่จะเชื่อ เมื่อครูไม่เชื่อ ฝนจึงนัดแนะและพาครูไปดูที่บ้านว่า เพื่อให้ครูเห็นว่าครอบครัวของเธอยากจนขนาดไหน

เมื่อคุณครูไปเห็นกับตาก็เข้าใจและเห็นใจ จนตอนหลังครูถึงขนาดซื้อโอเล่แจกเพื่อนนักเรียนให้ส่งไปรษณีย์ไปร่วมโหวตให้กับเธอเลยทีเดียว ทำให้ฝนได้คะแนนจากเพื่อนร่วมโรงเรียนเยอะมากและได้ตำแหน่งมาครอง ในที่สุดก่อนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ก็มีค่ายเพลงติดต่อมาให้ ฝน ธนสุนทร เซ็นสัญญาเป็นนักร้อง แต่ทางค่ายเห็นว่าหน้าตาของเธอเหมาะกับการร้องเพลงไทยสากลมากกว่า

ด้วยการร้องเพลงของตัวเองสลับกับเพลงของราชินีลูกทุ่ง พุ่มพวง ดวงจันทร์ ซึ่งเป็นแนวถนัดของเธอ จนโปรดิวเซอร์ที่ดูแลเพลงลูกทุ่งอยู่ในสังกัดเดียวกับเธอได้ยินเข้า และชวนเธอเปลี่ยนแนวมาร้องเพลงลูกทุ่ง โดยได้ออกอัลบั้มแรกคือ ฮักอ้ายโจงโปง ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากจนเปลี่ยนชีวิตของเธอไปเลย ซึ่งขณะนั้นก็มีกระแสแอนตี้ว่าเธอเป็นลูกทุ่งกลายพันธุ์ ที่ไม่ใช่ลูกทุ่งแท้ๆ

ช่างเป็นนักร้องลูกทุ่งที่หวานทั้งตัว ทั้งหัวใจ และหวานทั้งเสียงร้องเลยล่ะ สำหรับใครที่กำลังมองหาแรงบันดาลใจดี ๆ เชื่อว่า ฝน ธนสุนทร นักร้องลูกทุ่งสาวที่ฝ่าฟันอุปสรรคของความยากลำบากมาจนประสบความสำเร็จอย่างทุกวันนี้ คงจะเป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจดีๆ ที่เป็นตัวอย่างของความไม่ท้อถอย และช่วยเป็นแรงผลักดันให้ทุกคนได้ก้าวไปถึงฝั่งฝันเหมือนกันกับเธอ

ฝนบอกว่าครอบครัวยากจนต้องเริ่มทำงานเองตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ด้วยการส่งหนังสือพิมพ์ ซึ่งก็จะได้เดือนละ 400 บาท ก็ดีใจมากทำให้เรามีสตางค์มาจ่ายค่าน้ำค่าไฟได้ภายในบ้าน ทำให้เราภูมิใจด้วยที่สามารถแบ่งเบาภาระของทางบ้านได้ด้วย สำหรับมุมมองการลงทุน ณ ปัจจุบันในบ้านเราขณะนี้ ฝนมองว่า “น่าจะกระเตื้องขึ้นมาบ้างแล้ว หลังจากที่มีเหตุการณ์ความไม่สงบเมื่อช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา

เพราะจะเห็นได้ว่านักลงทุนเริ่มกล้าที่จะเข้ามาลงทุน อีกทั้งรัฐบาลเองก็มีการกระตุ้นเศรษฐกิจสร้างความมั่นใจในหลาย ๆ ด้านด้วย ส่งผลให้สภาวะการลงทุนเริ่มกลับมาคึกคักบ้างแล้ว “ส่วนตัวฝนเองไม่ค่อยถนัดในด้านของการลงทุน แต่ก็มีบ้างที่กำลังศึกษาดูธุรกิจที่คิดว่าตัวเองถนัด เพราะเป็นคนรักสุนัข ที่บ้านเลี้ยงอยู่ประมาณ 10 ตัว แล้วอยากที่จะเปิดเป็นเนสเซอรี่สำหรับสุนัขไว้ เวลาที่ใครจะไปต่างจังหวัดแล้วนำสุนัขมาฝากก็จะได้มีที่วิ่งเล่นไม่ต้องไปฝากตามคลินิกที่ต้องอยู่แต่เฉพาะในกรงเท่านั้น นี่ก็เป็นการวางแผนคร่าวๆ ไว้สำหรับในอนาคต”

คลิป

คลิป

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here