ดาราเด็กสายฮา ‘น้องจีน่า’ จาก ‘บ้านฉันตลกไว้ก่อน (พ่อสอนไว้)’ ปัจจุบันโตเป็นสาวสวย ฉายแววนางเอก

0
78

ดาราเด็กสายฮา ‘น้องจีน่า’ จาก ‘บ้านฉันตลกไว้ก่อน (พ่อสอนไว้)’ ปัจจุบันโตเป็นสาวสวย ฉายแววนางเอก (ชมคลิปท้ายข่าว)

เรียกได้ว่าเป็นภาพยนต์อีกหนึ่งเรื่องที่ใครหลายๆคนประทับเป็นอย่างมาก สำหรับ บ้านฉัน ตลกไว้ก่อนพ่อสอนไว้ ที่ในหนังมีคู่พี่น้องน่ารัก “ต๊อกและม่อน” ที่เรียกความเอ็นดูจากผู้ชมได้ไม่น้อย ตอนนี้ทั้งคู่ “เฟม ชวิน” และ “จีน่า ณิชาพัชร์” โตขึ้นเริ่มเป็นหนุ่มเป็นสาวกันหมดแล้ว

น้องจีน่า ณิชาพัชร์? นักแสดงเด็กที่ วันนี้ใคร ๆ ก็พูดถึง แต่ก่อนที่จะโด่งดังมาจากภาพยนตร์อารมณ์ดี และโฆษณาหลาย ๆ ตัว จริง ๆ แล้วน้องจีน่าได้แอบแสดงฝีมือเอาไว้ในภาพยนตร์เรื่อง ?เขี้ยวอาฆาต? เป็นเรื่องแรก ซึ่งนับว่าเป็นการแสดงความสามารถที่ไม่ใช่ธรรมดา ๆ ซะด้วย เนื่องจากว่า ?เขี้ยวอาฆาต? คือหนังไทยที่เน้นความเร้นลับสยองขวัญ นับเป็นหนังไทยเรื่องล่าสุด ที่มีงูเลื้อยกันเต็มฉาก งานนี้นอกจากค่ายพระนครฟิลม์ต้นสังกัดจะจับเอางูมาไว้ในหนังแล้ว ยังเพิ่มความยากให้ผู้กำกับ

- Advertisement -

ด้วยการจับเอาเด็กมาไว้รวมกับงูด้วย แน่นอนไม่ใช่เรื่องง่ายแน่ ๆ แต่ก็รับรองได้ว่าผลลัพธ์ของความยากนั้น ต้องมีความพิเศษแอบซ่อนอยู่แน่ๆ ถ้าบทของน้องจีน่าไม่สำคัญ  เชื่อว่าทีมงานคงไม่ยอมจับเด็กมาอยู่รวมกับงูให้เพิ่มเวลาของการถ่ายทำเป็นแน่ ธรรมนูญ สกุลบุญถนอม ผู้กำกับเปิดใจว่า ?คือจริง ๆ แล้วบทของน้องจีน่าก็สำคัญจริง ๆ อย่างที่เข้าใจแหละครับ เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่ผมตั้งใจมาก ๆ คือในเรื่องเนี่ยตัวละครทั้งหลายจะมีมุมหลากหลายที่แตกต่างกันไป

ซึ่งแต่ละตัวละครก็มีความรักโลภโกรธหลงกันไปคนละแบบ ที่สำคัญในหนังตัวละครที่ร้าย ๆ นี่มีอยู่ไม่น้อยเลยครับ ในฐานะผู้กำกับผมต้องการให้มีตัวละครสักตัวที่เป็นตัวแทนของความดี เป็นตัวแทนของสิ่งที่ดีงาม ซึ่งส่วนตัวแล้วผมเชื่อว่าเด็กยังไงก็เป็นความใสซื่อบริสุทธิ์ อย่างน้อย ๆ คนดูก็ยังมีความหวังกับความดีของตัวละครตัวนี้อยู่บ้าง แน่นอนว่ากว่าจะค้นหานักแสดงที่จะมารับบทนี้ได้อย่างที่ใจผมต้องการ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยครับ

เริ่มแรกผมก็หาจากโมเดลลิ่ง ซึ่งทางโมเดลลิ่งก็จะแคสมาให้ผมดู ซึ่งโจทย์ที่ผมให้ไปคืออยากได้เด็กที่แสดงแล้วร้องไห้ได้จริง เล่นซีนอารมณ์ได้ ตอนนั้นน้องจีน่ายังไม่เคยเล่นหนังเรื่องไหนมาก่อนเลยนะครับ แต่พอผมเห็นเทปที่แคสติ้งมาปุ๊บ ผมบอกเลยว่าเอาเด็กคนนี้ ขอคนนี้คนเดียวเลย ซึ่งกว่าจะได้มาไม่ใช่ง่ายเลยครับ กว่าจะตกลงกันจนโอเคนี่ผมโทรไปคุยไปอ้อนวอนเองอยู่หลายรอบ

เพราะตอนนั้นคือถ้าไม่ได้น้องจีน่ายังไงผมก็ไม่ยอม ผมอยากได้เด็กคนนี้มาเล่นจริง ๆ คือผมรู้สึกว่าใช่เลยอะ เด็กคนนี้แหละที่ผมตามหา ละพอมาถ่ายทำกันจริ ๆ น้องจีน่าก็ไม่ทำให้ผมผิดหวังจริง ๆ ครับ เห็นน้องเขาตัวเล็ก ๆ อย่างนี้แต่ความสามารถและความรับผิดชอบของเขาเกินตัวจริงๆ เชื่อมั้ยครับถ่ายกันยันเช้าน้องก็ไม่เคยงอแงหรือบ่นให้ได้ยินเลยสักครั้ง

อย่างมากก็ไปหลับรอ แต่พอปลุกให้มาถ่ายปุ๊บ เขาก็ตื่นขึ้นมาทำงานได้เลย ไม่มีงอแง หรือช่วงรอเข้าฉากนาน ๆ หรือฉากไหนถ่ายนานๆ  ต้องใช้เวลาในการรอนาน ๆ ไม่ว่าน้องจะง่วงหรือปวดท้องจะเข้าห้องน้ำน้องก็จะไม่บ่น จะทนจนกว่าผู้กำกับจะสั่งคัท ถึงเดินมาขออนุญาตไปเข้าห้องน้ำ หรือไม่ก็มาขอไปนอนรอ ซึ่งเป็นอะไรที่น่ารักมาก ส่วนเรื่องการแสดงอารมณ์

ก็ได้อย่างที่หวังไว้เลยเขาจำบทเก่งมาก จำลำดับขั้นที่สอนได้หมด เริ่มต้นต้องกอดแม่ก่อนน้ำตาเพิ่งเริ่มไหลอย่างเพิ่งปล่อยโฮ พอพ่ออุ้มขึ้นมาค่อยร้องไห้โฮ เขาทำได้ดีกว่าภาพในหัวที่ผมคิดเอาไว้เสียอีก ฉากน้องจีน่าร้องไห้นี่ ทั้งทีมงานและนักแสดงในกองนั่งดูแล้วน้ำตาคลออินตามกันเป็นแถวครับ น้องคนนี้นี่ไม่ใช่ธรรมดาเลย จับตามองเขาไว้ให้ดีๆ เลยนะ และเห็นจะเป็นจริงอย่างทีผู้กำกับว่า

เพราะวันนี้เราแวะมากองถ่ายดูฉากที่น้องจีน่าต้องน้ำตาแตกปล่อยโฮท่ามกลางกองเลือดในชุดนางฟ้าน้อย ๆ ทีแรกก็อดเป็นห่วงไม่ได้ เพราะทีมงานปล่อยให้น้องนั่งรอเสียเรารู้สึกเบื่อแทน แต่ที่ไหนได้ พอผู้กำกับให้คิวปุ๊บ น้องจีน่าทำหน้าที่นักแสดงมืออาชีพหน้าเริ่มเบะ น้ำตาเริ่มคลอ ยิ่งตอนก้มลงกอดพ่อแล้วเงยหน้าขึ้นมาปล่อยโฮแบบชีวิตนี้ไม่เหลือใครอีกแล้ว เวลานั้นกองถ่ายทั้งกองเงียบสนิท

และภาพยนตร์ที่น้องจีน่าได้แสดงถือว่าเป็นภายนนตร์ที่โด่งดังเลยทีเดียวนั่นก็คือ บ้านฉันตลกไว้ก่อน เราจะพาไปย้อนเรื่องราวของภาพยนตร์เรื่องนี้กัน ดดยมีเรื่องย่อไว้ว่าในวันที่ร้อนทั้งอากาศ ร้อนทั้งอารมณ์คนทั่วกรุงเทพฯคงไม่มีอะไรที่ดีกว่าการหาอากาศเย็นและรอยยิ้มจากภาพยนตร์ดีๆสักเรื่องและเมื่อตัดสินใจอยู่นานว่าจะดูดีหรือไม่ การตัดสินใจนั้นก็ไม่ผิดพลาด

เพราะเมื่อชมภาพยนตร์จากค่าย GTH เรื่อง บ้านของฉัน ตลกไว้ก่อน (พ่อสอนไว้) จบก็รู้สึกของคำว่า Feel Good อีกครั้งและบางทีครั้งนี้อาจะเรียกว่า Feel Best ของ GTH เลยก็ว่าได้ นอกจากรอยยิ้มจากมุขตลกที่อาจจะไม่เรียกว่าฮาแต่ก็ออกมาจากมุมปากได้ตลอดทั้งเรื่องและแม้กระทั่งบางรอยยิ้มก็เรียกน้ำตาให้ซึมได้ ที่สำคัญยังเป็นพล็อตของเรื่องที่ไม่ธรรมดา

ที่สร้างความสมดุลให้กับเรื่องที่ธรรมดากลายมาเป็นเรื่องให้คนเฝ้าติดตามได้จนจบ และที่สุดก็เป็นดารานำของเรื่องที่ยกระดับให้เรื่องนี้โดดเด่นเกินกว่าเรื่องใดๆของ GTH ในแนว Feel Good โดยเฉพาะการแสดงของดาราเด็ก เรื่องราวของครอบครัวตลกที่ตกทอดกันมาเป็นรุ่นสู่รุ่นจนมาถึงต๊อกเด็กชายทายาทอันดับ 1 ของตระกูลที่จะรับมรดกการเล่นตลกจากพ่อ (จตรงค์)

ทีมีคณะตลกพาเพลินที่รับจ้างเล่นตลกอยู่ในจังหวัดลพบุรี และมีน้องสาวชื่อม่อนหรือที่คณะตลกตั้งชื่อว่าแซลม่อน พาเพลิน แต่ด้วยความที่ต๊อกมีมุขฝืดและไม่เคยทำให้ใครตลกได้ทำให้ต๊อกรู้สึกผิดหวังในตัวเองและมองว่าพ่อรักน้องสาวคือม่อนมากกว่าเนื่องจากม่อนจะแสดงไหวพริบในการพูดตลกได้ดีกว่า โดยเฉพาะการที่ไม่ให้เขาขึ้นแสดง แต่น้องสาวตัวน้อย

กลับกลายเป็นหนึ่งที่สร้่างความฮาและที่คว้าทายาทอันดับ 1 ของครอบครัวตลกแทนตัวเขา ในวันที่หงอยเหงาของต๊อกกลับมาพร้อมกับความสว่างไสวในเรื่องหัวใจ เมื่อได้พบกับหมอน้ำแข็ง (พอลล่า) หมอสาวรักษาสิวที่ทำให้เห็นเขาเห็นว่ามุขของเขายังมีคนขำอยู่ และเรื่องปกติของเด็กชายที่กำลังก้าวผ่านวัยและได้เรียนรู้กับความรัก ต๊อกพยามออกเดทกับคุณหมอที่มีอายุห่างจากเขามากมาย

ในขณะเดียวกันเขาก็ต้องพยายามรักษาความหวังที่จะเอาใจพ่อในการเป็นทายาทตลกอันดับ 1 ของตระกูลให้ได้  ต๊อกที่รับบทโดยด.ช.ชวิน ลิขิตเจริญพงษ์ น่าจะเป็นบทเด็กที่ดีที่สุดในรอบหลายปี ซึ่งรวมถึงน้องสาวที่รับบทโดยด.ญ.ณิชาพัชร์ จารุรัตนาวารี ต้องถือว่าการคัดเลือกดาราของค่ายนับว่าพิถีพิถันเป็นอย่างมาก และดาราอื่นๆที่ควรจะได้รับคำชมไม่ว่าจะเป็นจตุรงค์และอรอนงค์

แม้แต่พอลล่าก็กลายเป็นองค์ประกอบที่ดูน่าเชื่อถิอในบทคุณหมอรักษาสิว และนี่ก็เป็นอีกก้าวที่ GTH ยกระดับที่หาดารามาเติมให้เหมาะกับบทแทนที่จะเขียนบทให้เป็นไปตามดาราที่เหมือนกับภาพยนตร์ไทยทั่วไป ภาพยนตร์น่าจะยาวพอสมควรแต่เนื่องจากบทตลกที่มีหยอดอยู่ตลอดเวลาและเมื่อถึงซึ้งก็ยังรับรู้ได้ ผู้ชมจึงน่าจะอารมณ์ที่เป็นสุขพอสมควร

หลังจากชมเสร็จด้วยองค์ประกอบที่ลงตัว เพราะแม้แต่เพลงเชยๆเสียงเหน่อของสามารถ พยัคฆ์อรุณที่นำมาใส่ในจังหวะที่สมดุลก็กลายเป็นเสียงที่เพราะอย่างน่าฟัง “อารมณ์ดี เพราะมีความสุข ไม่มีทุกข์ จะให้ไม่สุขได้อย่างไร ความรัก นั้นเหมือนต้นไทร แตกกิ่งใบ คลุมใจร่มเย็น GTH มีชื่อเสียงอย่างมากในภาพยนตร์แนวความรักไม่ว่าจะเป็นความรักของคนรุ่นไหน

แต่ในเรื่องบ้านฉันฯ ไม่ได้กล่าวเกินเลยไปที่ว่าค่ายนี้ได้ยกระดับตัวเองจากหนังรักกุ๊กกิ๊กผสมตลกให้ความหมายของความเป็นอารมณ์ดีให้มากลายเป็นภาพยนตร์ที่มุมมองความหมายของครอบครัวที่แทบจะหาภาพยนตร์ไทยได้ยากในปัจจุบันที่จะถ่ายทอดความสัมพันธ์ของครอบครัวได้อย่างลึกซึ้ง ในบ้านฉันฯแม้จะยังคงเป็นภาพยนตร์ที่เปิดหน้าว่ามุ่งตลก

ด้วยการชูภาพคุณจาตุรงค์และเรื่องราวของคณะตลกหรือมุมหนึ่งก็เป็นเรื่องรักข้ามรุ่น แต่เนื้อในจริงๆแล้วกลับเป็นความสัมพันธ์ของพ่อกับลูก ที่ไม่ว่าจะครอบครัวไหนที่มีลูกมากกว่าหนึ่งคนมักประสบพบเจอเสมอนั่นก็คือการรักลูกไม่เท่ากันในความรู้สึกของลูกแต่ละคน ความเป็นคนที่(คิดว่า)ไม่สำคัญของลูกแต่ละคน จนกลายมาเป็นปัญหาครอบครัวที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น

เพียงเพราะมุมมองของผู้ใหญ่ที่เป็นพ่อกับแม่และมุมมองของเด็กที่เป็นลูกไม่ตรงกัน ภาพยนตร์สะท้อนออกมาได้ค่อนข้างประณีต ภาพยนตร์มีโทนของตลกขบขันอยู่ตลอดเวลาแต่เมื่อถึงเวลาก็ใส่บทชีวิตให้ซึ้งได้อย่างลืมตัวเช่นกัน ฉากที่พ่อตีต๊อกหลังจากที่หายไปทั้งคืนโดยไม่บอกกล่าวคงไม่ต่างจากพ่อแม่ทั่วไปที่ลูกกลับบ้านคงเจอกับไม้เรียวแต่ฉากนี้ก็ทำให้คนชมหัวเราะ ไปพร้อมกับน้ำตาซึมในความรักลูกที่เกินคาด

และท้ายสุดก็ให้บทจบที่กินใจพอสมควรโดยเฉพาะกับคำที่ว่า “ไม่มีทางรู้หรอกว่าพ่อเรารักเราแค่ไหนถ้าไม่ได้เป็นพ่อคนเสียก่อน” แต่ถึงกระนั้นถ้ารอถึงวันนั้นอาจจะไม่มีพ่อหรือแม่รอคอยให้เราเข้าใจได้ถ่องแท้ แล้วจะรออะไรอีกล่ะภาพยนตร์เรื่องนี้คงบอกอย่างนั้น และถ้าภาพยนตร์มีหน้าที่เพื่อสร้างความบันเทิง รอยยิ้ม อิ่มเอม ในขณะเดียวกันก็ให้แง่คิด มุมมองที่น่าสนใจในด้านครอบครัว บ้านฉัน ตลกไว้ก่อน ก็คงทำหน้าที่นั้นได้อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว

คลิป

เล่นอีกละ😉

A post shared by Geena❣B (@geenanatkrita) on

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here