“โค้ชนพรัตน์” สุดดีใจ ชี้ประสบการณ์จะทำให้ “ทีมหมูป่า”แข็งแกร่งขึ้น

0
95

“โค้ชนพรัตน์” สุดดีใจ ชี้ประสบการณ์จะทำให้ “ทีมหมูป่า”แข็งแกร่งขึ้น (ชมคลิปท้ายข่าว)

“โค้ชนพรัตน์” เผยดีใจที่ทีมหมูป่าทั้ง 13 คนรอดชีวิตหลังติดถ้ำหลวงนาน 10 วัน ขอบคุณทุกหน่วยงานที่ไม่ทิ้งกัน เชื่อประสบการณ์ครั้งนี้จะทำให้เด็กมีจิตใจแข็งแกร่ง และเป็นนักสู้ วันนี้ (3 ก.ค.2561) นายนพรัตน์ กันทะวงศ์ หัวหน้าโค้ชทีมฟุตบอลหมูป่าอะเคดามีแม่สาย จ.เชียงราย

ให้สัมภาษณ์ว่า ดีใจมากที่เด็กทีมหมูป่า และโค้ชปลอดภัยจากการติดถ้ำหลวง และขอบคุณพ่อแม่พี่น้องประชาชน และทุกสิ่ง ขอบคุณน้ำตา รอยยิ้ม สายฝนที่ประสบกันมาในช่วงเวลา 10 วันทุกคนไม่ทิ้งกัน และดีใจที่ในหลวงรัชกาลที่ 10 ทรงรับสั่งเป็นห่วงเด็กๆ รวมทั้งเชื้อพระวงศ์ทุกพระองค์ นายนพรัตน์

บอกอีกว่า นับจากนี้ยังยืนยันที่จะส่งเสริมให้เขาเดินตามความฝันในการเล่นกีฬาฟุตบอล หากถามว่าใครมีแววจะติดทีมชาติ สำหรับตัวเองทุกคนมีแวว แต่ประเมินการเล่นเป็นทีม “จากนี้ไปประสบการณ์ที่ได้จากที่อยู่ในถ้ำหลวงจะส่งเสริมให้เด็กๆ

มีความเข้มแข็งทั้งด้านร่างกายและจิตใจ และมีความเป็นนักสู้ ในกีฬาประเภทฟุตบอล เขาจะแข็งแกร่งทางด้านร่างกายและจิตใจ ส่วนสภาพร่างกายไม่น่าเป็นห่วง และะคงต้องค่อยๆเป็นค่อยไป เพราะน้องๆยังเด็กกันอยู่ ”ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.ที่ผ่านมา

นายนพรัตน์ พาทีมฟุตบอลหมูป่ามาให้กำลังใจที่หน้าถ้ำหลวง และผมได้ยืนยันว่าไม่ทิ้งใครสักคนในทีมหมูป่าแน่นอน ถ้าผมทำเป็นหมด ผมดำน้ำเป็น ปีนผาเป็น โรยตัวเป็น ผมทำแน่ครับ สำหรับสมาชิกในทีมหมูป่า น่าจะมาถึงประมาณ 70 คน

ซึ่งเมื่อคืนที่ผ่านมาหน่วยซีลโห่ร้องกึกก้อง หน้าถ้ำหลวง หลังทราบข่าวเจอ 13 ชีวิตหมูป่า ทุกคนปลอดภัยดี พร้อมปฏิบัติการ นำทั้งหมดออกมา หลัง นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย แถลงว่า นักดำน้ำต่างชาติ เจ้าหน้าที่ทหารหน่วยซีล

พบทีมนักบอลและโค้ชทีมหมูป่าอะคาเดมีแม่สาย ที่สูญหายไปในถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน พื้นที่บ้านจ้อง ต.โป่งผา อ.แม่สาย จ.เชียงราย เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 61 โดยทั้งหมดอยู่ห่างจากหาดพัทยาไป 400 เมตร และปลอดภัยดี ต่อมา นสพ.ภัทรพล มณีอ่อน หรือ หมอล็อต นายสัตวแพทย์ชำนาญการ

ประจำกรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก ภัทรพล ล็อต มณีอ่อน นาทีหน่วยซีลของกองทัพเรือ ได้รับข่าวดีว่า พบเจอทั้ง 13 ชีวิตแล้ว ทุกคนปลอดภัยดี โดยส่งเสียงโห่ร้องกึกก้อง แสดงถึงพลังที่บ่งบอกในหลายๆ ความรู้สึก รวมถึงความดีใจ และต่อจากนี้ จะได้ร่วมมือกันนำทั้ง 13 ชีวิตออกมาจากถ้ำให้ได้

ซึ่งเมื่อคืนที่ผ่านมานับว่าเป็นข่าวดีของญาติๆ รวมถึงคนไทยทั้งประเทศและทีมค้นหา ที่ทราบว่าพบตังน้องๆ ทั้ง 13 คนแล้ว ซึ่งอยู่บริเวณเนินนมสาว ห่างจากพัทยาบีชไปประมาณ 400 เมตร ท่ามกลางความดีใจของทุกฝ่ายที่ร่วมภารกิจค้นหานานถึง 9 วัน กระทั่งประสบความสำเร็จ

ขณะที่บรรยากาศบริเวณที่พักของญาติๆ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่จัดไว้ให้เป้นพื้นที่ส่วนตัว หลังทราบข่าวว่าพบลูกๆ หลานๆ ของพวกเขาแล้วก็ต่างกระโดดโลดเต้น ดีใจโห่ร้อง สะบัดความเครียดที่สะสมมานาน พร้อมกับโชว์ภาพที่ทางเจ้าหน้าที่ส่งมาให้ พร้อมกับรอยยิ้มที่เปิดกว้างกว่าทุกวันที่ผ่านมา

โดยเจ้าหน้าที่คาดว่าต้องใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมงถึงจะสามารถนำทั้งหมดออกมาได้ สำหรับแผนการช่วยเหลือ ตามแผนที่ถูกซักซ้อมเสมือนจริง เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.ที่ผ่านมา ทั้งทางบกและทางอากาศ สำหรับกรณี อุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อรองรับเด็กๆและโค้ชทั้ง 13 คน หากสามารถนำออกมาจากถ้ำได้ก็มีความพร้อมอย่างมาก โดยที่โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ตั้งอยู่ในเขต อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย

ห่างจากถ้ำหลวงประมาณ 60 กิโลเมตร นายแพทย์ไชยเวช ธนไพศาล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ได้จัดคณะแพทย์ พยาบาล รถพยาบาล สถานที่รักษา ณ 3 อาคารอุบัติเหตุเพื่อผู้ป่วยฉุกเฉิน ติดถนนสนามบินห่างจากฝูงบิน 416 (สนามบินเก่า) ที่ใช้เป็นสถานที่ส่งตัวทางเฮลิคอปเตอร์

นพ.ไชยเวช กล่าวว่า โรงพยาบาลเตรียมความพร้อมเต็ม 100 เปอร์เซ็นในการรองรับ โดยเมื่อได้ตัวเด็กมาก็จะส่งตัวไปยังหอเตรียมผู้ป่วยเพื่อการคัดแยกปลอดเชื้อ มีการเจาะเลือด ตรวจรักษา รวมทั้งเตรียมยารักษาที่จำเป็นเอาไว้แล้วครบถ้วน หลังจากรักษาเบื้องต้นแล้วก็จะแยกส่งไปรักษาต่อตามหอผู้ป่วยต่างๆ

ที่มีเครื่องมือรักษาพร้อมสรรพและมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากกระทรวงสาธารณสุขเดินทางไปเป็นที่ปรึกษาให้ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหลายด้าน เช่น อายุรกรรม ศัลยกรรม วิสัญญี กุมารแพทย์ โรคทางเดินหายใจ โรคติดเชื้อ ฯลฯ โดยรอเพียงการปฏิบัติงานจริงเท่านั้น

นอกจากนี้ หมอยังเผยอีกว่า จะเกิดอะไรขึ้นกับร่างกาย ถ้าต้องอดอาหารเป็นเวลานาน  หลังมีข่าวดีว่าพบน้องๆ ทีมหมูป่า อะคาเดมีและโค้ชทั้ง 13 คน ห่างจากพัทยาบีชไปประมาณ 400 เมตร โดยทุกคนปลอดภัยดี ท่ามกลางความยินดีของคนทั้งประเทศและทีมกู้ภัยรวมถึงเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ที่ได้ร่วมปฏิบัติภารกิจในครั้งนี้ แต่ที่น่ากังวลคือสภาพร่างกายของทุก ซึ่ง นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ อาจารย์แพทย์โรคหัวใจ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ได้อธิบายถึงภาวะร่างกายเมื่อต้องขาดอาหารเป็นเวลานาน ในช่วงยุคน้ำแข็งหลายครั้งที่ผ่านมา เป็นช่วงเวลาอันเลวร้ายของมนุษยชาติที่ต้องพบกับความอดอยากแสนสาหัส แต่เป็นช่วงเวลาสำคัญทางประวัติศาสตร์ของเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่มีวิวัฒนาการโดยการคัดเลือกสายพันธุ์ทางธรรมชาติ (natural selection) ให้ร่างกายเราปรับตัวมีกลไกมากมายเพื่อมีชีวิตรอดเมื่อต้องขาดอาหารเป็นเวลานาน

เมื่อเริ่มขาดอาหาร น้ำตาลกลูโคสในกระแสเลือด อันเป็นเชื้อเพลิงหลักของ อวัยวะต่างๆของร่างกาย (ยกเว้นเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ ที่ภาวะปกติใช้กรดไขมันเป็นเชื้อเพลิงหลัก) เริ่มลดต่ำลง สิ่งที่เกิดขึ้นสิ่งแรกคือ อาการหิว สมองสั่งให้เราหาอาหารมากินเพื่อรักษาระดับน้ำตาลในเลือด

แต่หากไม่มีอาหารกิน ร่างกายก็จะสลาย Glycogen ซึ่งเป็นเหมือนตู้กับข้าว ที่สะสมเก็บน้ำตาลในตับและกล้ามเนื้อสลายออกมาเป็นน้ำตาลในกระแสเลือด (กระบวนการ glycogenolysis) ให้อวัยวะต่างๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งสมองใช้ แต่หากยังคงขาดอาหารต่อไปเป็นวันๆ Glycogen ที่สะสมในตับและกล้ามเนื้อเริ่มร่อยหรอ ร่างกายก็มีแผน สำรองโดยเริ่มหันมาสร้างน้ำตาลให้สมอง (Gluconeogenesis)

จาก กรดอมิโน และ กลีซอรอล และสลายไขมันที่สะสมออกมา เป็นกรดไขมัน (fatty acid) และ ketone เพื่อให้อวัยวะอื่นๆใช้เป็นเชื้อเพลิงแทนน้ำตาล หากการขาดอาหารยังดำเนินต่อไปหลายสัปดาห์ และเมื่อไขมันที่สะสมเริ่มหมด ร่างกายก็ต้องหันมาสลายโปรตีนจากอวัยวะต่างๆมากขึ้น

ซึ่งจะมีผลทำให้การทำงานของอวัยวะภายในต่างๆเริ่มทำงานผิดปกติ ช่วงนี้ ระบบการเผาผลาญพลังงานลดลงเพื่ออนุรักษ์พลังงาน อัตราการเต้นของหัวใจจะลดลง ความดันโลหิตลดลง  ปรากฏการณ์นี้ไม่ต่างกับ กระท่อมไม้ในเมืองหนาวที่เมื่อไม้ฟืนหมด ผู้อาศัยก็ไปเอาโต๊ะ ตู้ เก้าอี้ไม้ มาใส่เตาผิงเผื่อสร้างความอบอุ่น และพอ เฟอร์นิเจอร์หมดก็

เริ่มเอาประตูหน้าต่างไม้มาเผา และในที่สุดก็ต้องอาเสาบ้านมาเผา ก่อนที่บ้านทั้งหลังจะพังครืนลงมา อย่างไรก็ตาม ในช่วงนี้ การปรับตัวแผนสุดท้ายของร่างกายคือ สมองที่ปกติจะไม่ยอมใช้เชื้อเพลิงอื่นใดนอกจากน้ำตาลกลูโคส ก็จะยอมหันมาใช้ ketone แทน น้ำตาล ช่วยชะลอการสลายของโปรตีนทั่วร่างกาย ทำให้ยืดชีวิตออกไปได้อีกระยะหนึ่งส่วนคำถามที่ว่า มนุษย์เราอดอาหาร (โดยมีน้ำดื่ม) จะมีชีวิตอยู่ได้นานเพียงใดนั้น

เราอาจดูจากสถิติการอดอาหารประท้วงที่ผ่านมา มหาตมะ คานธี ซึ่งตอนนั้นท่านอายุ 74 ปี มีร่างกายผอมอยู่แล้ว ท่านอดอาหารประท้วงนาน 21 วัน ท่านยังมีชีวิตรอด Bobby Sands นักโทษชาวไอร์แลนด์เหนือ อดอาหารประท้วงรัฐบาลอังกฤษ มีชีวิตอยู่ถึง 66 วัน โดยทั่วไปเราเชื่อว่ามนุษย์มีชีวิตรอดโดยไม่กินอาหารได้ราวเกือบ 2 เดือน

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ก็ขึ้นกับปัจจัยอีกหลายอย่าง ตั้งแต่ลักษณะพันธุกรรม ปริมาณไขมันสะสม การเจ็บป่วยโดยเฉพาะการติดเชื้อที่จะเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงาน ปัจจัยอีกอย่าง ก็คือ สภาพจิตใจ หากยังมีความหวัง ไม่ท้อแท้ โอกาสมีชีวิตรอดก็มีมาก ร่างกายมนุษย์ มันสุดยอดมาก แต่สำคัญที่สุด ก็คือสภาพจิตใจครับ

คลิป

Leave your vote

0 points
Upvote Downvote

Total votes: 0

Upvotes: 0

Upvotes percentage: 0.000000%

Downvotes: 0

Downvotes percentage: 0.000000%

Comments

comments

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here