มาช่วยด้วยใจ “สองแถวนิรนาม” อาสารับ-ส่งคนขึ้นถ้ำหลวง รวมกว่า 7,000 กม.

0
63

มาช่วยด้วยใจ “สองแถวนิรนาม” อาสารับ-ส่งคนขึ้นถ้ำหลวง รวมกว่า 7,000 กม.(ชมคลิปท้ายข่าว)

“นึกถึงหัวอกคนเป็นพ่อเป็นแม่” คนขับรถสองแถวคนหนึ่งเล่า ขณะหักซ้ายเข้าทางคดเคี้ยวขึ้นสู่บริเวณถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน คำพูดดังกล่าวจะฟังดูแสนธรรมดา หากเธอไม่ได้เล่าต่อว่า เธอเสียลูกชายคนเล็กขณะเขายังอายุเพียง 12 ปี

“ไม่ได้เกี่ยวข้อง แต่เราก็นึกถึง ขนาดลูกเราเจออุบัติเหตุ ช่วงนั้นเราเห็นว่า เออ ลูกเราไม่สบาย เราก็ลุ้น แต่เขาน่ะ เขาไม่เห็นลูกเขาเลย ว่าเขาจะอยู่ จะเป็น จะตาย”

คนขับรถหญิงคนนี้เล่าย้อนความหลังไปเมื่อ 15 ปีที่แล้ว ลูกชายเธอได้รับบาดเจ็บสาหัสจากอุบัติเหตุ เธอเฝ้าลุ้นอาการลูกชายที่บาดเจ็บสาหัสอยู่ 6 วัน 6 คืน “…แต่ก็ไม่ได้..” เธอเล่าถึงความหวังที่สูญสลายไปด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ

18 วันของปฏิบัติการช่วยเหลือทีมหมูป่าที่ทั้งโลกจับตาและคอยให้กำลังใจ ทำให้ประเทศไทยได้รู้จักกับ “ฮีโร่” คนใหม่อีกหลายชีวิต จากผู้ว่าฯ นายณรงค์ศักดิ์, หน่วยซีล ไปจนถึงนักประดาน้ำต่างชาติ แต่ก็มี “ฮีโร่” อีกหลายคนที่กลับสู่ชีวิตประจำวันเมื่อทุกอย่างจบสิ้นลง โดยไม่ได้มี “สปอตไลท์” คอยตามทุกฝีก้าว

ตั้งแต่วันแรก ๆ จนถึงวินาทีที่สามารถช่วยเหลือทีมหมูป่าทั้ง 13 ชีวิตออกมาได้สำเร็จ รถสองแถวสีเหลืองเส้นแม่สาย-ห้วยไคร้ 5 คัน และคันสีม่วงซึ่งวิ่งขึ้นดอยตุง 5 คัน ได้ช่วยรับ-ส่งคนขึ้นไปบริเวณจุดเกิดเหตุเป็นจำนวนรวมทั้งสิ้น 5,070 คน โดยวิ่งเป็นระยะทางรวมทั้งสิ้น 7,660 กม. ตามสถิติที่เก็บอย่างละเอียดโดยสำนักงานขนส่งจังหวัดเชียงรายซึ่งเข้ามาช่วยประสานงาน

หากไม่มีรถส่วนตัว รถสองแถว 10 คันนี้ คือ หนทางเดียวที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการครั้งนี้จะขึ้นไปบนเขาได้ ไม่ว่าจะเป็นผู้สื่อข่าว จิตอาสา และเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน คนขับรถสองแถวเหล่านี้ทราบดีว่าได้รับการสนับสนุนเพียงค่าน้ำมัน แต่ก็เต็มใจ หญิงคนขับรถคนนี้เล่าว่า เธอเริ่มมาช่วยขับรถก่อนทีมกู้ภัยจะเจอเด็ก ๆ หนึ่งวัน โดยบอกว่าวิ่งวันละประมาณ 12 รอบ และแต่ละรอบมีระยะทางราว 10 กม.

“เห็นละก็สงสาร คนอื่นก็ลำบาก จิตอาสาเข้าไปข้างในก็มือไม่ได้หยุดเลย เหนื่อยเหมือนกัน แต่เห็นคนอื่นเขาเหน็ดเหนื่อยกว่าเราอีก” เธอกล่าว โดยปฏิเสธไม่ขอบอกชื่อตัวเอง คนขับอีกสองคนก็ปฏิเสธเช่นกัน โดยบอกว่าคุยได้แต่ขอไม่เปิดเผยชื่อและบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่มีข้อมูลอะไรมาก พวกเขาก็แค่ทำหน้าที่เหมือน ๆ รถคันอื่น ๆ แค่นั้นเอง

นอนวันละ 1-2 ชั่วโมง “ตื่นมาก็ยังมีพลังที่จะวิ่งต่อ มันมีความสุขนะ ทุกคนก็มีความสุข” คนขับรถสองแถววัย 49 ปี เล่าถึงวันแรกที่ทราบข่าวว่าพบเยาวชนและโค้ชทีมหมูป่าแล้วบริเวณเนินนมสาว “จากที่เหน็ดเหนื่อยล้า ผมเริ่มมีพลัง วิ่งรถกันวันนั้นถึงตีสาม กลับไปนอนชั่วโมงนึง แล้วตีห้าก็มา … ง่วง แต่วันนั้นมันไม่มีความรู้สึกง่วง บอกจริง ๆ ว่าตื่นเช้ามาไปละ ขับรถออกมา ถามทุกคนเขาก็บอกไหว ควงต่อทั้งวัน”

“จากที่เหน็ดเหนื่อยล้า ผมเริ่มมีพลัง วิ่งรถกันวันนั้นถึงตีสาม กลับไปนอนชั่วโมงนึง แล้วตีห้าก็มา … ง่วง แต่วันนั้นมันไม่มีความรู้สึกง่วง บอกจริง ๆ ว่าตื่นเช้ามาไปละ ขับรถออกมา ถามทุกคนเขาก็บอกไหว ควงต่อทั้งวัน”

เขาตัดสินใจทิ้งรายได้จากเส้นทางประจำที่ได้เฉลี่ยวันละ 600-700 บาท และไม่เคยนึกว่าใครจะมามองว่าตัวเองเป็น “ฮีโร่” เพราะว่า “มาก็มาด้วยใจ” “ตอนแรกคิดว่าจะไม่มีโอกาสแล้ว อาจจะเสียไปแล้ว เพราะว่ามัน 9 วันแล้ว” เขาเล่าขณะรอให้ผู้โดยสารเต็มคันรถก่อนจะออกเดินทางในรอบต่อไป “ตอนคบกับแฟนใหม่ ๆ ตอนนั้นยังไม่เป็นวนอุทยานเลย แค่ว่าเราไปยืนที่ปากถ้ำ แล้วเดินไปหน่อยเดียว มันก็ดูน่ากลัวแล้ว”

เขากล่าวว่าเป็นเรื่องปกติที่คนไทยจะร่วมแรงร่วมใจกันเช่นนี้ และนอกจากความประทับใจที่มีต่อหน่วยกู้ภัยที่มากจากหลาย ๆ ประเทศ เขายังประทับใจนายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา ในฐานะผู้บัญชาการศูนย์อำนวยการร่วมค้นหาผู้สูญหายฯ (ศอร.) เป็นพิเศษ เนื่องจาก “เป็นคนลุยงานตลอด ตั้งแต่มีเรื่อง แกสั่งการตลอด ผมชอบอย่างนี้ล่ะครับ”

เขามักใช้ช่วงเวลาระหว่างรอผู้โดยสารในการงีบหลับเอาแรง และบอกว่าการที่ตัวเขาเองก็มีลูกเช่นกันทำให้มีกำลังใจทำต่อ แม้ว่าตอนแรกเขาจะเป็นกังวลเรื่องรายได้ที่ต้องเสียไปอยู่บ้าง แต่ความรู้สึกตอนที่ทราบว่าค้นหาเด็ก ๆ และโค้ชทั้ง 13 ชีวิต พบ ทำให้เลิกคิดทันที

“คนที่ติดก็อยู่แม่สาย คนบ้านเดียวกันว่างั้น เรานึกถึงเด็กล่ะนะ ลูกก็จบโรงเรียนแม่สายประสิทธิ์ศาสตร์ แล้ว[ที่ติดอยู่ในถ้ำ]ก็มีนักเรียน[โรงเรียนเดียวกัน]ตั้งหลายคน อนุบาลแม่สายลูกก็เคยอยู่”

แม้ว่าจุดจอดรถสองแถวจะอยู่ห่างจากบริเวณถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอนเพียง 5 กม. เป็นเรื่องแปลกที่พวกเขาทราบข่าวสำคัญ ๆ ระหว่างปฏิบัติการช่วยเหลือในครั้งนี้ช้ากว่าโลกภายนอกด้วยซ้ำ คนขับรถสองแถวอีกคนเล่าด้วยอารมณ์ขบขันว่า เขารู้ข่าวการพบเด็กครั้งแรกจากกรุ๊ปไลน์ญาติ ๆ แม้ว่าตัวเขาเองจะอยู่ในจุดเกิดเหตุเองแทบจะตลอดเวลา

คนขับสองแถววัย 40 ผู้นี้บอกว่า เขาพยายามหาทางที่จะช่วยอยู่แล้วตั้งแต่ทราบข่าว และบริการสองแถวรับส่งก็ตอบโจทย์ ในช่วงที่เหตุการณ์วุ่นวาย มีหลายวันที่เขาอาสาช่วยขับรถนานนับ 20 ชั่วโมงเขาเล่าว่าการที่เขาอยู่ที่นั่นทำให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องทำงานหนักแค่ไหน “เราอยู่นี่เรารู้นี่ ทหาร ผมประทับใจ แกทำงานกันนี่แบบ เราเห็นการเคลื่อนไหวกำลังพลไง เดี๋ยวก็มาขึ้นรถเรามั่ง พอขึ้นไปเห็นเดินลาดตระเวน มีจิตอาสา คนของครัวพระราชทาน คนจัดตั้งสัญญานอินเทอร์เน็ต การไฟฟ้า พวกกรมบาดาล เขาขึ้นนี่หมด”

จากตอนแรกที่ทุกคนสามารถขับรถส่วนตัวขึ้นไปบริเวณถ้ำได้ แต่เมื่อปรับการจัดการพื้นที่ ก็ให้รถสองแถวเป็นหลักในการนำคนเข้าออก ซึ่งหากไม่มีลำเลียงคนขึ้นโดยรถสาธารณะอย่างเป็นระบบเช่นนี้ จะใช้เวลานานเพียงใดที่จะส่งตัวเด็ก ๆ ไปสู่โรงพยาบาลในตัวเมืองเชียงราย แม้คนขับรถคนนี้จะเชื่อว่าพวกเขามีส่วนช่วยอย่างมากให้การจราจรคล่องตัว แต่เขาไม่เคยคิดว่าเป็นส่วนสำคัญของภารกิจในครั้งนี้

และเมื่อวันที่ 10 ก.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของภารกิจการนำตัวเยาวชนนักเตะและโค้ชอีก 5 ชีวิตที่เหลือออกมา พวกเขาเหล่านี้ก็ยังประจำการอยู่ที่เดิม คอยส่งเจ้าหน้าที่ภาคส่วนต่าง ๆ เดินทางขึ้นไปเสริมกำลังอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้ทราบข่าวดีจากการนั่งดูทีวีอยู่ที่บ้าน ได้เพียงแต่แว่วเสียงวิทยุสื่อสารของตำรวจให้ปิด-เปิดถนน หรือการเงยหน้าเฝ้าสังเกตเฮลิคอปเตอร์ที่ค่อย ๆ นำสมาชิกทีมหมูป่าแต่ละคนมุ่งหน้าไปยังโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์

“ผมไม่เคยคิดเลยครับ ผมไม่ได้นึกถึงขนาดที่ว่า จะเอาเราเป็นจุดเด่นจุดด้อยอะไร อย่างนี้ก็โอเคละ ได้ยินข่าวว่า ข้างบนรถติด เราก็ดีใจละ เราก็ยังได้เป็นส่วนหนึ่ง” เขากล่าว

Leave your vote

0 points
Upvote Downvote

Total votes: 0

Upvotes: 0

Upvotes percentage: 0.000000%

Downvotes: 0

Downvotes percentage: 0.000000%

Comments

comments

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here