“แฟรงค์ เนติวิทย์“ นั่งกรรมการ รับตำแหน่งสำคัญจากองค์การนิรโทษกรรมสากล เพื่อป้องกันและยุติการทำร้ายสิทธิมนุษยชน ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

0
238

ที่ประชุมใหญ่ฯ โหวต “แฟรงค์ เนติวิทย์ “นั่งกรรมการแอมเนสตี้ประเทศไทย

วันนี้ (10 มิ.ย.) นายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ อดีตประธานสภานิสิตจุฬาฯ โพสต์ข้อความทางเฟสบุ๊ก เปิดเผยว่า ในที่ประชุม​ใหญ่​ประจำปี ของ แอมเนสตี้ อินเตอร์​เนชั่น​แนล ประเทศไทย (Amnesty International Thailand)​ ตนเองได้รับเลือกให้เป็นกรรมการเยาวชน (Youth Board Member) ในบอร์ด​บริหารขององค์กร โดยระบุว่า

วันนี้ ผมได้รับเลือกตั้ง​ จากสมาชิกในที่ประชุม​ใหญ่​ประจำปี ของ แอมเนสตี้ อินเตอร์​เนชั่น​แนล ประเทศไทย (Amnesty International Thailand)​ ให้เป็น กรรมการเยาวชน (Youth Board Member) ในบอร์ด​บริหารขององค์กร​ ผมรู้สึกเป็นเกียรติที่จะได้ร่วมงานใน องค์กร​พิทักษ์​สิทธิมนุษยชน​ที่มีสมาชิกทั่วโลกกว่า 7 ล้านคนและมีประวัติ​ศาสตร์​อันทรงเกียรติ​เพื่อเพื่อนมนุษย์​กว่าห้าสิบปี

- Advertisement -

ภารกิจ​ต่อไปคงจะมากมาย แต่ผมจะผลักดันความสำคัญ​ของสิทธิ​มนุษยชนของเยาวชน ซึ่งถูกละเลยจากโรงเรียน และระบบการศึกษา​ไทย​ เราต้องคืนคุณ​ค่าความเป็นมนุษย์​ให้กลับมาในโรงเรียน นี่คือเรื่องพื้นฐาน​ที่สำคัญ​ในการพัฒนา​มนุษย์​ ขณะเดียวกันการต่อสู้​เพื่อสิทธิ​เสรีภาพ​ของปวงชนชาวไทยที่ถูกรัฐบาลทหารปิดปากมากว่าสี่ปีแล้ว

“ไม่รู้​จะ​เป็น​อย่างไรต่อ ไม่ง่าย และต้องร่วมมือกันถึงสำเร็จ​ ขอให้อย่าฝากมาที่คนคนเดียว เราทุกคนสามารถช่วยสร้าง​ความ​เปลี่ยน​แปลงแก่สังคมไทยและเพื่อนมนุษย์​ของเราได้ นักเรียนนิสิตนักศึกษา​สนใจหลังไมค์​มาร่วมงานกับผมได้นะครับ ขอบคุณ​สมาชิกทุกท่านที่ลงคะแนนให้ครับ”

ทั้งนี้ นายเนติวิทย์ เป็นนักกิจกรรมทางการเมือง เคลื่อนไหวคัดค้านการบริหารงานของคสช.มาอย่างต่อเนื่อง เข้าร่วมกับกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง จนถูกดำเนินคดีมาแล้วหลายครั้ง ล่าสุดเพิ่งได้รับเลือกให้ขึ้นกล่าวปาฐกถา บนเวทีการประชุมด้านเสรีภาพระดับโลกที่ประเทศนอร์เวย์

อมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล หรือ องค์การนิรโทษกรรมสากล (อังกฤษ: Amnesty International หรือ Amnesty หรือ AI) เป็นองค์การพัฒนาเอกชนที่มีจุดประสงค์ “ในการค้นคว้าและดำเนินการป้องกันและยุติการทำร้ายสิทธิมนุษยชน และเพื่อแสวงหาความยุติธรรมสำหรับผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิ”

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ก่อตั้งขึ้นที่กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร เมื่อปี ค.ศ. 1961 จากเหตุการณ์ที่นักศึกษาชาวโปรตุเกส 2 คน ชูแก้วของตนเองขึ้นดื่มเพื่ออวยพรแก่เสรีภาพ จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ทั้งสองโดนจำคุกนานกว่า 7 ปี เหตุการณ์นั้นทำให้ ปีเตอร์ เบนเนสัน (Peter Benenson) นักกฎหมายชาวอังกฤษ ถึงกับทนไม่ไหว จึงตัสินใจดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง

ปีเตอร์ เบเนนสันได้เขียนจดหมายถึงหนังสือพิมพ์อังกฤษ “The Observer” เรียกร้องให้มีการรณรงค์สากลเพื่อปกป้อง “นักโทษที่ถูกลืม” ซึ่งแนวคิดของเขา คือการกระตุ้นให้ประชาชนระดมกำลังกันส่งจดหมายประท้วงต่อผู้มีอำนาจทั่วโลก ในวันที่ 28 พฤษภาคม ค.ศ.1961 หนังสือพิมพ์ได้ตีพิมพ์บทความพิเศษเรื่องนักโทษผู้ถูกลืม ซึ่งเป็นการเริ่มการรณรงค์อันยาวนานเป็นปีของปีเตอร์ เบเนนสัน – คำอุทธรณ์เพื่อนิรโทษกรรมปี ค.ศ.1961

“นักโทษที่ถูกลืม” ได้เรียกร้องให้ผู้คนทั่วทุกหนทุกแห่ง ประท้วงโดยสงบและปราศจากอคติ ต่อการคุมขังชายและหญิงทั่วโลก อันเนื่องมาจากความเชื่อทางการเมืองหรือศาสนาของพวกเขา บทความพิเศษได้กล่าวถึงผู้ถูกคุมขังว่าเป็น นักโทษทางความคิด ซึ่งถือว่าเป็นวลีใหม่ของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโลก

บทความชิ้นนั้นได้รับการตอบรับอย่างมหาศาล ภายในช่วงเวลาหนึ่งเดือน มีผู้อ่านมากกว่าพันคนส่งจดหมายมาสนับสนุนและเสนอความช่วยเหลืออย่างเป็นรูปธรรม พวกเขายังส่งรายละเอียดของนักโทษทางความคิด มาเพิ่มเติมอีกมากมายหลายกรณี

ภายในช่วงเวลาเพียงหกเดือน ความพยายามเผยแพร่ข่าวสารที่เริ่มต้นเพียงสั้นๆ นั้น ได้พัฒนาเป็นกระบวนการเคลื่อนไหวระดับสากลอย่างถาวร และภายในหนึ่งปี องค์กรใหม่ก็ได้ส่งผู้แทนไปยังสี่ประเทศ เพื่อทำหน้าที่ในฐานะตัวแทนของนักโทษ รวมทั้งได้นำคดีอีก 210 กรณีมารับไว้เพื่อพิจารณาช่วยเหลืออีกด้วย ในขณะนั้นได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการระดับชาติขึ้นใน 7 ประเทศ

ในขณะเดียวกัน หลักการอันปราศจากอคติและความเป็นอิสระก็ได้มีการกำหนดไว้ตั้งแต่เริ่มแรก โดยเน้นการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในระดับสากล: นั่นคือประชาชนทั่วโลกจะรณรงค์เพื่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งในที่ใดก็ได้ในโลก ขณะที่แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเติบโตขึ้น การมุ่งเน้นก็จะขยายขอบเขตออกไป โดยไม่เพียงแต่รับเรื่องนักโทษทางความคิดเท่านั้น แต่ยังพุ่งเป้าไปยังเหยื่อซึ่งถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนทั่วโลก เช่น การถูกทรมาน การสูญหายของบุคคล และโทษประหารชีวิต

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพสำหรับการรณรงค์ต่อต้านการทรมานโดยเจ้าหน้าที่รัฐ และรางวัลองค์การสหประชาชาติสาขาสิทธิมนุษยชน (United Nations Prize in the Field of Human Rights) ในปี ค.ศ. 1978

ทุกวันนี้ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล มีสมาชิกและผู้สนับสนุนมากกว่า 7 ล้านคนในกว่า 150 ประเทศและดินแดน ซึ่งทุกคนได้รวมพลังกันเพื่อที่จะทำให้โลกนี้เป็นสถานที่ซึ่งทุกคนมีสิทธิมนุษยชน นอกจากนี้ยังมีกลุ่มคนในท้องถิ่น กลุ่มเยาวชนและนักเรียนนักศึกษา กลุ่มผู้เชี่ยวชาญอื่นๆ สมาชิกรายบุคคล และผู้ประสานงานอีกหลายพันกลุ่ม อยู่ในกว่า 100 ประเทศและเขตการปกครองนอกจากนี้ยังมีสำนักงาน (Section/Structure) ที่จัดตั้งในระดับชาติขึ้นในพื้นที่มากกว่า 70 ประเทศ และในประเทศต่างๆ อีกกว่า 20 ประเทศยังมีการจัดตั้งองค์กรประสานงานอื่นๆ (coordinating structures) อีกด้วย แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลยังเป็นองค์กรที่ได้รับการยอมรับและให้ความเชื่อถือ โดยองค์กรฯ จัดส่งผู้แทนไปพบรัฐบาลและองค์กรระหว่างประเทศ เช่น องค์การสหประชาชาติ และมีส่วนร่วมในการอภิปรายในประเด็นสิทธิมนุษยชนระดับนานาชาติ

เนติวิทย์ เข้าร่วมปาฐกถาในงาน OFF 2018 ที่นอร์เวย์ ในฐานะนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิและเสรีภาพ – ชวนผู้ร่วมงานทั่วโลกชู 3 นิ้ว ส่งถึง คสช.

เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2561 เพจเฟซบุ๊ก ฉันจะบินมาตายตรงหน้าตัก ให้ยอดรักเช็ดเลือดและน้ำตา ได้มีการโพสต์คลิปวิดีโอขณะ นายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล อดีตประธานสภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้าร่วมปาฐกถาในเวทีโลก อย่าง การประชุมนานาชาติว่าด้วยเสรีภาพ ครั้งที่ 10 ที่จัดขึ้นที่กรุงออสโล เมืองหลวงของนอร์เวย์ โดยองค์กรไม่แสวงผลกำไร Oslo Freedom Forum 2918 (OFF) ในฐานะนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิและเสรีภาพ

โดย นายเนติวิทย์ กล่าวในที่ประชุม ในหัวข้อ “นักศึกษาและกองทัพ” (The Students and the Military) เป็นการพูดถึงบทบาทของกลุ่มนักกิจกรรมที่เป็นนิสิต นักศึกษาและเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยนับตั้งแต่เกิดรัฐประหารเมื่อปี 2557 เป็นต้นมา ซึ่งเจ้าตัวกล่าวว่า ตนคงจะไม่มีโอกาสได้ขึ้นพูดบนเวทีที่ออสโล ถ้าหากว่าถูกจับกุมพร้อมกับเพื่อน ๆ ที่ออกไปชุมนุมเรียกร้องการเลือกตั้งจากรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันครบรอบ 4 ปี รัฐประหาร วันที่ 22 พฤษภาคม 2557

ทั้งนี้ นายเนติวิทย์ กล่าวถึงเริ่มแรกที่เริ่มต่อสู้ในฐานะนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิและเสรีภาพ ในเรื่องของระบบการศึกษา กับการตั้งคำถามว่า ทำไมนักเรียนถึงต้องตัดผมสั้น พอเข้าช่วงวัยมหาวิทยาลัยในปี 2559 ตนได้เป็นนิสิตของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สถาบันที่ถูกมองว่าเป็นสถาบันของพวกอนุรักษนิยม เพื่อนร่วมชั้นของตน และตนตัดสินใจเข้าไปมีส่วนร่วมในเหตุการณ์สำคัญด้วยการพยายามจัดกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับต่างประเทศ ด้วยการเชิญโจชัว หว่อง แกนนำกลุ่มนักศึกษาที่เรียกร้องการปฏิรูปประชาธิปไตยในฮ่องกง เพื่อเข้าร่วมเวทีพูดคุย เพื่อให้เขาเป็นแรงบันดาลใจให้แก่เยาวชนในไทย

แต่กลับต้องตกใจเมื่อทราบภายหลังว่าเขาถูกเจ้าหน้าที่ของทางการไทยควบคุมและส่งตัวกลับฮ่องกงในวันต่อมา และนั่นก็เป็นครั้งแรก ภายใต้รัฐบาลทหาร ที่ตนรู้สึกว่าประเทศไทยได้สูญเสียเสรีภาพที่เราเคยมี

ในปีถัดมา ตนได้รับเลือกเป็นประธานสภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตนและเพื่อนร่วมสภาได้ตัดสินใจเดินออกจากพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนของนิสิตใหม่แรกเข้า ซึ่งนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ต้องหมอบกราบต่อหน้าพระบรมรูปของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แต่ตนเลือกที่จะยืนขึ้นแทน เพื่อรำลึกถึงพระดำริของในหลวง รัชกาลที่ 5 ที่ทรงประกาศเลิกทาส สิ่งที่ตนทำ สร้างความไม่พอใจในวงวิชาการ และอาจารย์จำนวนหนึ่ง ที่กล่าวหาว่าตนแสดงอาการก้าวร้าวแข็งข้อ จนตนถูกปลดออกจากการเป็นประธานสภานิสิตฯ

นายเนติวิทย์ กล่าวต่อว่า ตนเองในฐานะนักเคลื่อนไหวทางการเมือง กลับต้องถูกแจ้งข้อหาหลายข้อหาทั้งเป็นแกนนำ ยุยงปลุกปั่น และก่อให้เกิดความไม่สงบ ละเมิดคำสั่ง คสช. ซึ่งถ้าถูกตัดสินว่าผิดจริงก็อาจจะถูกลงโทษจำคุก 6-7 ปี และตนเพิ่งได้รับข่าวจากเพื่อนว่าอาจจะโดนเพิ่มอีกข้อหาในเร็ว ๆ นี้

“เมื่อไม่กี่วันก่อน เป็นวันครบรอบ 4 ปี การรัฐประหาร เฟซบุ๊กเพจที่แสดงจุดยืนสนับสนุนรัฐบาลทหาร ได้จัดทำโพลสอบถามความเห็นประชาชนผู้ใช้เฟซบุ๊ก ว่าพวกเขายังคงสนับสนุนรัฐบาลทหารอยู่หรือเปล่า

น่าประหลาดใจมากที่ร้อยละ 97 ของผู้ตอบแบบสอบถามกว่า 300,000 คน ตอบว่า ไม่ แม้ว่าจะมีการประท้วงและล้มเหลว บางครั้งเราถูกจับ และบางครั้งทหารก็ตามไปถึงบ้านคนที่ออกมาประท้วง แต่คนไทยไม่ยอมแพ้ และเวลานั้นจะมาถึง เวลาที่จะพิสูจน์ว่าสิ่งที่พวกเราทำนั้นถูกต้อง”

อย่างไรก็ตาม นายเนติวิทย์ ได้ทิ้งท้ายการปาฐกถา ด้วยการขอความร่วมมือจากผู้เข้าร่วมการประชุม OFF รวมถึงตัวแทนประเทศยุโรป และนักกิจกรรมทั่วโลกให้ลุกขึ้นยืนและชูสามนิ้วเพื่อเป็นสัญลักษณ์สนับสนุนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในประเทศไทย และช่วยกดดันรัฐบาลทหารให้จัดการเลือกตั้งโดยไม่เลื่อนกำหนดออกไปอีก ซึ่งผู้เข้าร่วมทั้งหมดก็ได้ร่วมลุกขึ้นยืนและชูสามนิ้วไปพร้อมกับนายเนติวิทย์ด้วย

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here