ดวงจันทร์กำลังถอยห่าง ทำให้เวลา 1 วันบนโลกยาวนานขึ้น

0
198

ดวงจันทร์กำลังถอยห่าง ทำให้เวลา 1 วันบนโลกยาวนานขึ้น

ดาวเทียม GOES-16 บันทึกภาพดวงจันทร์เหนือชั้นบรรยากาศโลกนี้ไว้ได้เมื่อปีที่แล้ว

หากคิดว่าเวลา 24 ชั่วโมงในหนึ่งวันไม่เพียงพอสำหรับจัดการงานยุ่งที่กองท่วมหัว หลายคนอาจจะต้องประหลาดใจเมื่อได้ทราบว่า โลกในทุกวันนี้ใช้เวลาหมุนรอบตัวเองยาวนานขึ้นกว่าเดิมแล้วราว 5 ชั่วโมง เมื่อเทียบกับเวลา 1 วันในยุคดึกดำบรรพ์ 1,400 ล้านปีก่อนที่มีเพียง 18 ชั่วโมง 41 นาที

มีการตีพิมพ์ผลการค้นพบดังกล่าวในวารสาร PNAS โดยนักธรณีศาสตร์ชาวอเมริกันระบุว่า การที่โลกมีจำนวนชั่วโมงในหนึ่งวันยาวนานขึ้น เป็นผลจากการที่ดวงจันทร์ค่อย ๆ เคลื่อนห่างออกไปจากโลกปีละ 3.82 เซนติเมตร ทำให้โลกหมุนช้าลงและมีช่วงเวลา 1 วันยาวนานขึ้นโดยเฉลี่ย 1/75,000 วินาทีต่อปี

ศ.สตีเฟน เมเยอร์ส จากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-เมดิสัน และศ.อัลเบอร์โต มาลินเวอร์โน จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบียของสหรัฐฯ ใช้ข้อมูลจากการวิเคราะห์ตะกอนดินใต้ทะเลจากแหล่งเซี่ยหม่าหลิงในจีนที่เก่าแก่กว่าพันล้านปี รวมทั้งจากชั้นหินในสันเขาใต้มหาสมุทรแอตแลนติก เพื่อมองหาสัดส่วนของทองแดงและอะลูมิเนียมที่บ่งบอกถึงวงจรการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกในรอบกว่าพันล้านปีที่ผ่านม

ความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศดังกล่าวซึ่งเกิดจากการที่โลกได้รับแสงอาทิตย์ในลักษณะที่ต่างออกไปนั้น เชื่อมโยงกับวงจรทางดาราศาสตร์ที่เรียกกันว่า “วงจรมิลันโควิตช์” (Milankovitch cycle) ซึ่งชี้ว่าดวงดาวต่าง ๆ ในระบบสุริยะมีแรงดึงดูดระหว่างกัน ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อระยะห่างและวิถีการโคจรของกันและกัน ซึ่งความเปลี่ยนแปลงนี้จะเกิดขึ้นแบบหมุนเวียนไปเป็นรอบในช่วงเวลาที่ยาวนานหลายแสนหรือหลายล้านปี

“การที่ดวงจันทร์เคลื่อนห่างออกจากโลกตามอิทธิพลของวงจรมิลันโควิตช์ ส่งผลให้โลกหมุนช้าลง คล้ายกับนักสเก็ตลีลาที่กำลังหมุนตัวเหยียดแขนทั้งสองข้างออก” ศ.เมเยอร์สกล่าว

คาดว่าปรากฏการณ์ที่ดวงจันทร์ถอยห่างจากโลกนี้ เริ่มมาตั้งแต่ก่อนยุคแคมเบรียน ซึ่งเป็นยุคที่เริ่มเกิดสิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิดขึ้นในโลกเมื่อ 1,400 ล้านปีก่อน และจะเป็นเช่นนี้ต่อไปอีกหลายร้อยหรือหลายพันล้านปีในอนาคต

อย่างไรก็ตาม มนุษย์ไม่ต้องกลัวว่าดวงจันทร์จะถอยห่างจากโลกไปเรื่อย ๆ จนหลุดลอยไปในที่สุด เพราะวงจรการเคลื่อนที่ของดวงจันทร์จะกลับมาที่จุดซึ่งมีความเสถียรในอีกหลายล้านปีข้างหน้า โดยเมื่อถึงเวลาดังกล่าวผู้คนจะมองเห็นดวงจันทร์ได้จากพื้นที่ในซีกโลกหนึ่งเท่านั้น

พบรอบการเปลี่ยนแปลงวงโคจรโลกในทุก 4 แสนปี
แรงดึงดูดของดาวศุกร์ (ซ้าย) มีอิทธิพลต่อรอบการเปลี่ยนแปลงวงโคจรโลก (ขวา)

นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันค้นพบหลักฐานที่ยืนยันถึงรอบการเปลี่ยนแปลงของวงโคจรโลกทุก 405,000 ปีว่ามีอยู่จริง ซึ่งวงจรทางดาราศาสตร์นี้มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ บนโลกมาอย่างน้อย 215 ล้านปีแล้ว

วงจรการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เกิดขึ้นจากแรงดึงดูดของดาวศุกร์และดาวพฤหัสบดี ซึ่งทำให้วงโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ที่เป็นวงรีค่อย ๆ ขยายยาวขึ้น จนมีความยาวกว่าปกติ 5% ก่อนจะถอยกลับไปเป็นเช่นเดิมเมื่อครบรอบระยะเวลา 405,000 ปี

ทีมนักวิจัยซึ่งนำโดยศาสตราจารย์เดนนิส วี. เคนต์ จากมหาวิทยาลัยรัตเจอร์สของสหรัฐฯ ตีพิมพ์ผลการค้นพบดังกล่าวลงในวารสารวิชาการ PNAS โดยระบุว่าได้นำชั้นหินเก่าแก่จากทะเลทรายในรัฐแอริโซนา มาศึกษาเปรียบเทียบกับชั้นดินตะกอนซึ่งสะสมอยู่ก้นทะเลสาบในรัฐนิวยอร์กและรัฐนิวเจอร์ซีย์ เพื่อมองหาร่องรอยของเหตุการณ์สำคัญทางธรรมชาติในอดีต

ทีมผู้วิจัยพบว่า ชั้นหินและชั้นดินตะกอนดังกล่าว มีร่องรอยของแร่ธาตุที่เกิดจากการกลับขั้วสนามแม่เหล็กโลกหลายครั้งในอดีต โดยร่องรอยนี้อยู่ในรูปแบบที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งแสดงว่าหลักฐานทางธรณีวิทยาจากสองแหล่งกำเนิดก่อตัวขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันคือยุคไทรแอสซิกตอนปลายราว 215 ล้านปีมาแล้ว

ร่องรอยในชั้นหินและชั้นดินตะกอนดังกล่าว ยังแสดงถึงวงจรการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศจากชุ่มชื้นเป็นแห้งแล้งสลับกันไปมาเป็นวงรอบอย่างคงที่ทุกหลายแสนปี ซึ่งสอดคล้องกับรอบการเปลี่ยนแปลงของวงโคจรโลกที่มีผู้คำนวณไว้ก่อนหน้านั้น

ทั้งนี้ ตำแหน่งที่ตั้งของโลกซึ่งห่างจากดวงอาทิตย์เป็นระยะต่าง ๆ ในวงโคจร เป็นตัวกำหนดฤดูกาลและสภาพภูมิอากาศของโลกที่สำคัญอย่างหนึ่ง โดยในช่วงที่โลกอยู่ในวงโคจรที่มีลักษณะค่อนข้างกลมและใกล้ดวงอาทิตย์ สภาพอากาศแห้งแล้งจะรุนแรงขึ้น ส่วนช่วงที่มีฝนตกมากและชุ่มชื้น โลกมักจะอยู่ในวงโคจรที่มีลักษณะยาวรีและห่างจากดวงอาทิตย์มากขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญมองว่านอกจากเรื่องความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศแล้ว นักบรรพชีวินวิทยาและผู้ศึกษาเรื่องวิวัฒนาการ สามารถนำความรู้เรื่องรอบการเปลี่ยนแปลงวงโคจรโลกนี้ไปพิจารณาว่า อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อความเปลี่ยนแปลงอื่น ๆ ของสิ่งมีชีวิตบนโลกด้วยก็เป็นได้

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here