วินาทีประวัติศาสตร์ การจับมือระหว่าง ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ และผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ

0
134

ชมวินาทีประวัติศาสตร์ การจับมือระหว่าง ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ และผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ

ต่อจากนี้ นายโดนัลด์ ทรัมป์ และนายคิม จอง อึน จะเริ่มหารือกันแบบตัวต่อตัว โดยมีเพียงล่ามฝ่ายละหนึ่งคนอยู่ในห้องประชุมด้วยเท่านั้น

ทรัมป์-คิม หารือแบบตัวต่อตัวเสร็จสิ้นแล้วขณะนี้ทั้งสองประเทศอยู่ระหว่างการหารือแบบทวิภาคีเต็มคณะ ทั้งนี้ยังไม่มีการยืนยันว่าหัวข้อในการประชุมสุดยอดครั้งนี้มีอะไรบ้าง แต่หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าน่าจะรวมถึงการปลดอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ

สื่อของทางการเกาหลีเหนือแถลงว่า ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ คิม จอง อึน จะเน้นคุยเรื่อง “กลไกรักษาสันติภาพอย่าง..ยั่งยืน” กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการเจรจาครั้งประวัติศาสตร์ที่จะมีขึ้นในสิงคโปร์วันนี้ (12)

ในคำแถลงการณ์ของเคซีเอ็นเอ สำนักข่าวทางการของเกาหลีเหนือ ระบุว่านายคิมจะหยิบยกเรื่อง “กลไกรักษาสันติภาพอย่างคงทนและยั่งยืน” ในคาบสมุทรเกาหลี ขึ้นมาในการเจรจาระหว่างผู้นำทั้งสอง รวมทั้งเรื่องการปลดอาวุธนิวเคลียร์ในคาบสมุทร และหัวข้ออื่น ๆ ที่ผู้นำทั้งสองเห็นพ้องกันว่าเป็นประเด็นควรหารือ

ในช่วงนี้สื่อของทางการเกาหลีเหนือมักเน้นให้เห็นถึงความคาดหวังทางบวกต่อการเจรจา อย่างเช่น เคซีเอ็นเอใช้คำว่า “ยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง” มาถึงแล้ว

ส่วนบทบรรณาธิการในหนังสือพิมพ์โรดอง ซินมุน ก็เขียนแสดงนัยว่าทางการเปียงยางอาจฟื้นฟูความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ให้กลับมาเป็นปกติอีกครั้ง
โดยระบุว่า

“แม้นว่าประเทศใดประเทศหนึ่งแสดงความไม่เป็นมิตรต่อประเทศเรามาในอดีต แต่มุมมองของเราในตอนนี้ก็คือหากว่าประเทศนี้เคารพอธิปไตยของเรา… เราก็จะเดินหน้าฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างกันผ่านการเจรจา”

การประชุมสุดยอดทรัมป์-คิม อาจสร้างผลลัพธ์ครั้งสำคัญในแง่สันติภาพโลก แต่หลายฝ่ายก็ยังตั้งคำถามในประเด็นสิทธิมนุษยชนที่ไม่ถูกพูดถึง
ย้อนฟังชาวเกาหลีเหนือเล่าถึงสภาพชีวิตอันโหดร้ายภายใต้ระบอบคิม จอง อึน

เมื่อวานนี้ (10) ผู้นำทั้งสองคนได้เดินทางถึงสิงคโปร์แล้ว และกำลังเตรียมตัวที่จะเข้าหารือกันอยู่ ขณะที่กองทัพนักข่าวจากทั่วโลกก็เข้าไปปักหลักรายงานข่าวกันอย่างคึกคัก

เมื่อเดินทางถึงสิงคโปร์ นายคิม จอง อึน กล่าวว่า “โลกทั้งใบกำลังจับตาดู” ก่อนหน้านี้ไม่นานนายทรัมป์ก็กล่าวว่ามีความรู้สึกที่ดีเกี่ยวกับการประชุมสุดยอดครั้งนี้ และเขาเพิ่งทวีตเมื่อเช้าวันจันทร์ว่า “ถึงสิงคโปร์แล้ว และบรรยากาศก็ตื่นเต้นอย่างมาก”

ผู้นำทั้งสองแยกพักคนละโรงแรม นายคิมอยู่ที่โรงแรมเซนต์ เรจิส ส่วนนายทรัมป์พักอยู่ที่โรงแรมแชงกรีลา ซึ่งห่างกันไม่ถึงสองกิโลเมตร

บทวิเคราะห์ของจอน โซเพล, บรรณาธิการบีบีซี อเมริกาเหนือ

ผมกล้าพูดได้เลยว่าการเมือง/การทูตแบบเดิมนั้นไม่สามารถพาเรามาถึงจุดนี้ได้เลย เรามายืนอยู่ในจุด ณ. ปัจจุบันนี้ได้ เพราะประธานาธิบดีทรัมป์ได้ออกจากกรอบปฏิบัติทางการทูตแบบเดิม ๆ

ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐฯ กล่าวไว้ว่าเขาไม่ได้เตรียมตัวมากนักสำหรับการประชุมครั้งนี้ เพราะไม่จำเป็นที่จะต้องทำเช่นนั้น เขากล่าวอีกว่าประเด็นอย่างเช่น การปลดอาวุธนิวเคลียร์ในคาบสมุทรเกาหลี, คำนิยามของการปลดอาวุธนิวเคลียร์, มาตรการและกำหนดห้วงเวลาดำเนินการควรเป็นอย่างไร รวมทั้งการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจที่สหรัฐฯ จะให้, การประกันความมั่นคงของเกาหลีเหนือ, สหรัฐฯ จะยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรต่อเกาหลีเหนือเมื่อไร และอื่น ๆ อีกมาก เป็นเรื่องที่น่าปวดหัวและซับซ้อนเกินไปดังนั้นจึงไม่มีใครรู้เลยว่าการประชุมครั้งนี้จะประสบความสำเร็จและบรรลุสิ่งใดบ้าง หรือจะเกิดการแตกหักขึ้นได้หรือไม่แม้ว่าการเดินทางต่อไปอาจยากเย็นเต็มไปด้วยอุปสรรค แต่มันก็เริ่มขึ้นแล้ว และเป็นจุดเริ่มที่การทูตแบบเก่าไม่สามารถจะทำให้เกิดขึ้นได้

นายทรัมป์ชอบกล่าวเสมอว่าเขาใช้เวลา 5 วินาทีเท่านั้นก็รู้ว่าเขาสามารถเข้ากันได้กับอีกฝ่ายหนึ่งหรือไม่ ดังนั้นพวกเราก็ควรจะหวังว่าผู้นำทั้งคู่จะสามารถเข้ากันได้ดี
ทรัมป์พูดถึงการประชุมสุดยอดสหรัฐฯ-เกาหลีเหนือ ไว้อย่างไรบ้าง

นายทรัมป์กล่าวว่า เขาจะไม่ใช้ “แรงกดดันขั้นสูงสุด” ที่เคยใช้กับเกาหลีเหนือมาก่อนหน้านี้ เพราะ “เรากำลังเข้าสู่การเจรจาฉันมิตร” แต่เขาเตือนว่ามีมาตรการคว่ำบาตรอีกหลายมาตรการที่สามารถนำมาใช้ตอบโต้เกาหลีเหนือได้

ก่อนหน้านี้ นายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ ได้เข้าหารือกับนายลี เซียน ลุง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ในวันนี้ ก่อนเข้าร่วมประชุมสุดยอดกับผู้นำสหรัฐฯ ในวันอังคาร (12 มิ.ย.) นายวิเวียน บาลาคริชนาน รัฐมนตรีต่างประเทศสิงคโปร์ ให้การต้อนรับนายคิม จอง อึน หลังจากเดินทางถึงสิงคโปร์ ก่อนที่ขบวนรถของผู้นำเกาหลีเหนือจะมุ่งหน้าไปยังโรงแรมเซนต์รีจีส สถานที่พักของผู้นำเกาหลีเหนือ

ขณะที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีกำหนดเดินทางถึงสิงคโปร์ในช่วงเย็นวันนี้ โดนเป็นการบินตรงจากแคนาดาหลังจากเข้าร่วมประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก 7 ประเทศ หรือ จี 7

สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานอีกว่า เครื่องบินคาร์โกรุ่น ไอแอล-76 ซึ่งเป็นเครื่องบินอีกลำที่เดินทางร่วมในคณะของผู้นำเกาหลีเหนือ ได้เดินทางออกจากเปียงยางแล้วเช่นกันเมื่อช่วงเช้าวันนี้ และได้หยุดจอดที่เมืองกวางโจวทางตอนใต้ของจีนเพื่อเติมเชื้อเพลิง ก่อนเดินทางต่อไปยังสิงคโปร์

รายงานจากหนังสือพิมพ์สเตรทไทมส์ของสิงคโปร์ระบุว่า เครื่องบินคาร์โกจากเกาหลีเหนือลำนี้ได้บรรทุกวัตถุดิบอาหารที่เตรียมมาเพื่อการประชุม โดยสิงคโปร์ได้เตรียมรถห้องเย็นรอไว้แล้วที่สนามบินชางงี นอกจากนี้เครื่องบินยังบรรทุกรถยนต์หรูที่ใช้เป็นขบวนรถคุ้มกันผู้นำเกาหลีเหนือระหว่างการประชุมสุดยอด

สำหรับเครื่องบินคาร์โก รุ่น ไอแอล-76 ของเกาหลีเหนือ เป็นเครื่องบินที่ไม่สามารถเดินทางได้ไกลเกิน 3,000 กิโลเมตร หากจะเดินทางต่อต้องหยุดแวะเติมน้ำมัน นั่นหมายถึงเครื่องบินจะต้องลงจอดแวะในสนามบินแห่งใดแห่งหนึ่งที่เกาหลีเหนือเป็นพันธมิตรก่อนเดินทางไปสิงคโปร์ ซึ่งวัดการเดินทางจากสนามบินในกรุงเปียงยางมายังสิงคโปร์มีระยะทาง 4,700 กิโลเมตร

ผู้เชี่ยวชาญด้านการขนส่งทางอากาศ ให้ข้อมูลว่า เครื่องบินรุ่นนี้เป็นเครื่องบินโซเวียตรุ่นเก่าที่ออกแบบมาเพื่อใช้ขนย้ายเครื่องจักรในสหภาพโซเวียต มีขนาดใหญ่พอที่จะสามารถขนย้ายรถบัสโรงเรียน หรือตู้คอนเทนเนอร์ขนสินค้าได้ถึงสองตู้

เส้นทางการพูดคุยสุดยอดครั้งประวัติศาสตร์ที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ
เส้นทางการประชุมสุดยอดครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างประธานาธิบดีสหรัฐฯ และผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือในวันที่ 12 มิ.ย. นี้ ไม่ได้ “โรยด้วยกลีบกุหลาบ” เพราะมีสัญญาณ “บวก” สลับ “ลบ” เป็นระยะ ๆ จากการเปิดวิวาทะของสองชาติ

พล.อ. คิม ยอง ชอล ซึ่งถือเป็น “มือขวา” ของนายคิม จอง อึน เยือนทำเนียบขาว
โดยครั้งที่ทั่วโลกคิดว่าเป็น “ข่าวร้าย” ที่ส่อว่าการเจรจาอาจไม่เกิดขึ้นตามกำหนด คือครั้งที่ทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ เผยแพร่จดหมายของประธานาธิบดีทรัมป์ถึงนายคิม

24 พ.ค. นายทรัมป์ระบุในจดหมายที่ส่งถึงนายคิมว่าเกาหลีเหนือแสดงความโกรธแค้นไม่พอใจและแสดงความเป็นศัตรูอย่างเปิดเผยกับสหรัฐฯ “รู้สึกว่าเป็นเรื่องไม่เหมาะสมในตอนนี้ที่จะร่วมการประชุมที่วางแผนมานาน” ขณะที่รัฐบาลเปียงยางระบุว่าเป็นการตัดสินใจที่ “ไม่คาดคิด” มาก่อน เป็นเรื่อง “น่าเสียดายยิ่ง” พร้อมระบุในแถลงการณ์ที่เผยแพร่ผ่านสำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) ว่าปรารถนาจะได้นั่งพูดคุยกัน ไม่ว่าเมื่อไรและในรูปแบบไหนก็ตาม
26 พ.ค. นายทรัมป์ทวีตข้อความว่า “เรากำลังพูดคุยอย่างมีประสิทธิภาพกับเกาหลีเหนือเกี่ยวกับเรื่องที่จะรื้อฟื้นการประชุม ซึ่งถ้าจะมีการประชุมก็คาดว่าจะเป็นวันเดิม 12 มิ.ย. ที่สิงคโปร์ แต่ถ้าจำเป็นก็จะมีการเลื่อนวันออกไป”
26 พ.ค. นายคิม กับประธานาธิบดีมุน แจ อิน ของเกาหลีใต้ หารือร่วมกันเป็น “ครั้งที่สอง” ที่หมู่บ้านพักรบปันมุนจอม ซึ่ง KCNA รายงานว่านายมุนพยายามอย่างยิ่งในการเป็นตัวประสานเชื่อมให้มีการประชุมสุดยอดครั้งประวัติศาสตร์ที่สิงคโปร์ ขณะที่นายคิมแสดงเจตนาที่จะแก้ไขเพื่อให้การประชุมสุดยอดมีขึ้นตามเดิม

27 พ.ค. นางซาราห์ แซนเดอร์ เลขาธิการฝ่ายสื่อของทำเนียบขาว ระบุว่าทีมจากทำเนียบขาวกำลังออกเดินทางไปยังสิงคโปร์เพื่อเตรียมการเรื่องการประชุมสุดยอดของสองผู้นำ ความเคลื่อนไหวนี้คล้ายเป็นเครื่องยืนยันว่าการประชุมสุดยอดจะเกิดขึ้นตามกำหนด
1 มิ.ย. พล.อ. คิม ยอง ชอล รองประธานคณะกรรมการกลางพรรคแรงงานเกาหลีเหนือ (WPK) ซึ่งถือเป็น “มือขวา” ของนายคิมมาเยือนทำเนียบขาว พร้อมนำซองจดหมายสีขาวขนาดใหญ่ของนายคิมมาส่งมอบให้นายทรัมป์
6 มิ.ย. นายรูดี จุยลิอานี ทนายความของนายทรัมป์ กล่าวกับนักลงทุนที่เทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล ว่านายคิมเป็นคนที่กลับมา “ยกมือ คุกเข้าอ้อนวอน ขอให้การประชุมสุดยอดกับนายทรัมป์ดำเนินต่อไป” ขณะที่ทางการเกาหลีเหนือไม่ได้ตอบโต้แต่อย่างใด
6 มิ.ย. โฆษกทำเนียบขาวเปิดเผยว่าสถานที่หารือนัดประวัติศาสตร์ของสองผู้คือ โรงแรมคาเปลลา บนเกาะเซนโตซา ประเทศสิงคโปร์

7 มิ.ย. นายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เข้าพบปะกับนายทรัมป์ ที่ทำเนียบขาว ก่อนที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะออกมาเปิดเผยว่าเป็นไปได้ที่จะนำประเด็นเกาหลีเหนือลักพาตัวชาวญี่ปุ่นเข้าสู่การหารือกับนายคิมด้วย
8-9 มิ.ย. นายวิเวียน บาลากฤษนัน รมว.ต่างประเทศสิงคโปร์ เดินทางเยือนกรุงเปียงยาง ประเทศเกาหลีเหนือ เพื่อเข้าพบนายรี ยองโฮ รมว.ต่างประเทศเกาหลีเหนือ และนายคิม ยองนัม ประมุขแห่งรัฐในพิธีการเกาหลีเหนือ
12 มิ.ย. นัดหมายประชุมสุดยอดระหว่างนายทรัมป์กับนายคิมที่ประเทศสิงคโปร์

เรียบเรียงโดย Trust Store Online อ้างอิง BBC THAI

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here