ไม่สำคัญว่าใครอยู่หลังพวงมาลัย มันสำคัญว่า ขับจี้ใคร!? ‘กระบะซิ่ง’ ขับจี้ท้าย เจอ ‘ซุเปอร์คาร์’ ขับสั่งสอน

0
425

ไม่สำคัญว่าใครอยู่หลังพวงมาลัย มันสำคัญว่า ขับจี้ใคร!? ‘กระบะซิ่ง’ ขับจี้ท้าย เจอ ‘ซุเปอร์คาร์’ ขับสั่งสอน

มีเขินกันไปเลย เหตุการณ์บนถนน เมื่อ กระบะซิ่ง คันหนึ่ง ขับ จี้ท้าย รถคันที่ติดกล้องหน้ารถ ผู้โพสต์จึงหลบให้ กระบะซิ่ง คันดังกล่าว ยังได้ไปขับจี้ท้ายรถคันหน้าซึ่งเป็นซุเปอร์คาร์ ทำให้เกิดการประลองกันบนท้องถนน เพราะซุเปอร์คาร์คันดังกล่าวไม่พอใจที่ถูกขับจี้ จึงมีการบล็อกเลนต่อสู้กันอยู่สักพักหนึ่ง แต่ไม่มีเหตุการณ์อะไรบานปลาย

คุณ นพรัตน์ โตทองหลาง ได้โพสต์คลิปได้เล่าว่า “กระบะซิ่งชอบขับ จี้ท้าย คนอื่น โดนสั่งสอนซะ เรื่องมีอยู่ว่าผมขับรถกลับบ้านบนทางด่วนบรมฯ ขับตามรถหรูคันหนึ่ง อยู่ดีๆมีรถกระบะมาขับจี้ท้ายครับ ผมไม่อยากมีเรื่อง ก็เลยปล่อยให้ไปเจอกับรถคันหน้าครับ เหตการณ์เป็นไงดูคลิปเลยครับ”

- Advertisement -

ความผิดฐาน แข่งรถในทางหลวง เมื่อคืนเห็นเด็กแว๊นๆๆๆ ขับรถร่อนไปร่อนมา แถวถนนพระราม3 ก็ชวนให้คิดถึงตัวเองสมัยเป็นหนุ่มยิ่ง กำลังคะนอง ไม่กลัวตาย ขอให้สายลงกรอกหน้า ก็สบายใจแล้ว แต่เด็กแว๊น จะสมัยก่อนกับสมัยนี้มีความแตกต่างกันมากมาย สมัยก่อนไม่ได้ ดิบ เถื่อนขนาดนี้ สมัยนี้ อึ๊บ!! ดิบจริงๆ สมัยอยู่บ้านนอกด้วยความที่ขับมอร์ไซร์ก็แว๊นไป แว๊นมาสาวๆ เห็นแล้วต้องเหลียวมีรถแรง แต่มาย้อนคิดวันนี้แล้ว

ความคุ้มค่าไม่มีเลย ดังนั้น เลยนึกย้อนคิดว่า เด็กแว๊นนี้ หากมองเฉพาะพรบ. จราจร กฎหมายนั้นมีความผิด ในกรณี แข่งรถในทางหลวงเช่นไร เมื่อลองค้น ฏีกา ก็จะพบว่า การแข่งรถ การขับรถที่ไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น ตามบทบัญญัติของ พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 และอีกฐานความผิดหนึ่งก็คือ ผิดฐานแข่งรถในทางตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 134 เอ๊า… มาลองดูตัวอย่างกันไหมว่า .. ฏีการความผิดเรื่องนี้ ท่านว่าไว้อย่างไรบ้าง..

ฏีกาเฉพาะเรื่อง ความผิดฐานแข่งรถในทาง มาตรา 134 พิพากษาฎีกาที่ รายละเอียด 77/2549 จำเลยขับรถจักรยานยนต์แข่งกันไปตามถนนโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากเจ้าพนักงานจราจรและขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของบุคคลอื่นกับการที่จำเลยขับรถในขณะเมาสุราเป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกันโดยจำเลยมีเจตนาเดียวคือขับรถจักรยานยนต์แข่งขันกันตามถนน

การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องต่างกรรมกัน และความผิดฐานขับรถในขณะเมาสุราเกิดขึ้นเป็นความผิดทันทีก็ตาม ก็ไม่ทำให้การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน 10544/2546 การที่จำเลยขับรถจักรยานยนต์แข่งกันไปตามถนน

โดยจำเลยไม่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือให้แข่งรถได้จากเจ้าพนักงานจราจรโดยชอบด้วยกฎหมาย กับการที่จำเลยขับรถด้วยความประมาทโดยใช้ความเร็วสูงเป็นเหตุให้ ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสและทรัพย์สินเสียหาย จำเลยกระทำโดยมีเจตนาเดียวคือขับรถจักรยานยนต์แข่งกันไปตามถนนโดยใช้ความเร็วสูงและเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งของการกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสและ ทรัพย์สินเสียหาย

ดังนั้นการกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษจำเลย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 4773/2539 รถจักรยานยนต์ซึ่งจำเลยใช้ในการกระทำความผิดฐานแข่งรถ ในทางโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากเจ้าพนักงานจราจร เป็นทรัพย์สินซึ่งใช้ในการกระทำความผิดที่ศาลสั่งให้ริบได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33(1)

4772/2539 รถจักรยานยนต์ซึ่งจำเลยใช้ในการกระทำความผิดฐานแข่งรถ ในทางโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานจราจรเป็นทรัพย์สินซึ่ง ใช้ในการกระทำความผิดที่ศาลสั่งให้ริบได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33(1) 4390/2539 ความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 134 วรรคหนึ่ง นอกจากจะเป็นความผิดที่เกิดขึ้นจากการ

งดเว้นการที่จักต้องกระทำเพื่อป้องกันผลคือไม่ได้รับอนุญาตเป็น หนังสือจากเจ้าพนักงานจราจรแล้ว ยังเป็นความผิดเพราะกระทำ คือการแข่งรถด้วย รถจักรยานยนต์ของกลางที่ใช้ในการแข่งรถใน ทางจึงเป็นทรัพย์สินที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33(1) ศาลมีอำนาจสั่งริบได้

2380/2539 โจทก์ฟ้องว่า จำเลยขับรถยนต์แข่งในทางโดยไม่ได้รับอนุญาต จากเจ้าพนักงานจราจร เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้พร้อมยึด รถยนต์ดังกล่าวเป็นของกลาง เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริง จึงฟังเป็นยุติได้ตามคำฟ้องและคำให้การของจำเลยว่ารถยนต์ของกลาง เป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิด ศาลมีอำนาจพิพากษาริบได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33(1)

6674/2538 ในความผิดฐานแข่งรถในทางตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 134 รถจักรยานยนต์ที่ใช้ในการแข่งถือเป็น ทรัพย์สินซึ่งจำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดสมควรริบตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33(1) 6227/2538 โจทก์บรรยายไว้ในบันทึกการฟ้องคดีอาญาด้วยวาจา ของโจทก์ว่าจำเลยแข่งรถโดยใช้รถจักรยานยนต์ของกลาง แข่งกับรถอื่น

และเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้ พร้อม รถจักรยานยนต์ดังกล่าว ซึ่งจำเลยได้ใช้ ในการกระทำ ความผิดเป็นของกลาง โดยโจทก์ได้อ้าง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 และมีคำขอให้ริบ รถจักรยานยนต์ ของกลางด้วย เมื่อโจทก์ยื่นบันทึกการฟ้องคดีอาญา ด้วยวาจาต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นได้บันทึกคำฟ้องคดีอาญา ด้วยวาจาในบันทึกคำฟ้อง คำรับสารภาพ คำพิพากษาตาม

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงฯ มาตรา 20 ซึ่งเป็น แบบพิมพ์ ของศาล แม้ศาลชั้นต้นจะมิได้บันทึกข้อที่โจทก์ขอให้ ริบทรัพย์ไว้ด้วย ก็เป็นอำนาจของศาลที่จะใช้ดุลพินิจ บันทึกไว้เท่าที่เห็นว่าจำเป็น กรณีถือได้ว่าบันทึกการฟ้อง คดีอาญาด้วยวาจาที่โจทก์ยื่นต่อศาลชั้นต้นเป็นส่วนหนึ่ง แห่งบันทึกคำฟ้องคดีอาญาด้วยวาจาของศาล

จึงไม่เป็นเหตุให้ฟ้องบกพร่องถึงกับจะถือว่าโจทก์ ไม่ได้ขอให้ริบของกลาง จำเลยแข่งรถโดยใช้รถจักรยานยนต์แข่งกับรถอื่น ในทางสาธารณโดยไม่ได้รับอนุญาต รถจักรยานยนต์ จึงเป็น ทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิด แม้พระราชบัญญัติ จราจรทางบก พ.ศ. 2522 จะไม่มีข้อบัญญัติให้ริบทรัพย์ ดังกล่าว ศาลก็มีอำนาจริบรถจักรยานยนต์ได้ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 17, 33(1)

3338/2538 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติ จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 134, 134 วรรคสอง, มาตรา 160 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 แต่ให้รอการกำหนดโทษและคุมประพฤติ ไว้ ส่วนรถจักรยานยนต์ของกลางไม่ริบ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชน และครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า

ให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง เป็น การแก้ไขเล็กน้อย ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดี เยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 124 ประกอบด้วย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 จำเลยทั้งสี่ฎีกา ขอให้ไม่ริบรถจักรยานยนต์ของกลางเป็นการขอแก้ไขดุลพินิจของ ศาลอุทธรณ์เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่ง กฎหมายดังกล่าว

478/2538 โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยขับรถจักรยานยนต์แข่งกับรถจักรยานยนต์ คันอื่นเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้พร้อมยึดรถจักรยานยนต์ของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพ คดีฟังเป็นยุติได้ตามคำฟ้อง คำให้การจำเลย ว่ารถจักรยานยนต์ของกลางเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิด ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลางได้ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 จำเลยจะฎีกาว่ารถจักรยานยนต์ของกลาง มิใช่ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดอีกไม่ได้

พฤติกรรมอย่างหนึ่งของเด็กวัยรุ่นในบ้านเราขณะนี้ ซึ่งเป็นภาพที่เห็นเป็นประจำโดยเฉพาะในยามวิกาล คือเหตุการณ์ที่วัยรุ่นนำรถจักรยานยนต์หรือรถยนต์ มาขับขี่แข่งขันกันบนถนนสาธารณะทั้งในเมืองและนอกเมือง เป็นเหตุให้ผู้คนที่อาศัยอยู่ตามริมถนนมีความทุกข์ จากเสียงดังของเครื่องยนต์จนไม่สามารถใช้ชีวิตให้มีความสุขได้

นอกจากนี้การแข่งขันซึ่งต้องขับรถด้วยความเร็วสูงนี้เอง ประชาชนต้องขับขี่ด้วยความระมัดระวังเพื่อมิให้เกิดการเฉี่ยวชน และอุบัติเหตุชนกันหรือชนคนเดินถนน ซึ่งอาจบาดเจ็บหรือพิการ หรือถึงแก่ความตายเป็นจำนวนมาก เหตูเพราะความสนุก และขาดความรับผิดชอบของวัยรุ่น

เรื่องนี้ยังถือว่าเป็นการท้าทายกฎหมายและอำนาจรัฐอย่างซึ่งๆหน้า จาก เรื่องราวข้างต้น จึงขอนำผลของคดีซึ่งเกิดจากการกระทำความผิดมาฝาก เพราะไม่ใช่แค่ความสนุก ชาวบ้านเดือดร้อน..เสียทรัพย์ ..ผู้คนล้มตายเท่านั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งตำรวจ อัยการและศาล ได้มีแนวทางดำเนินการขานรับการลงโทษจนได้รับการแซ่ซ้องทั่วประเทศ

ขอยกตัวอย่างของจริง เล่าสู่กันดังนี้ เมื่อตำรวจจับกุมแก๊งวัยรุ่นแข่งรถ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรีควบคุมการทำคดีนี้ด้วยตนเอง จะไม่อนุญาตให้ประกันตัว จากนั้นนำผู้ต้องหาส่งอัยการในวันรุ่งขึ้น อัยการก็จะส่งฟ้องและแจ้งให้ศาลทราบถึงสภาพความร้ายแรงของการกระทำความผิด เพื่อใช้ประกอบดุลยพินิจการลงโทษของศาลต่อไป

 

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here