ตามถึงที่ “บิ๊กโจ๊ก” นำกำลังบุกจับหนุ่มกัมพูชา ทำเว็บกุข่าวนายกฯ ไล่เติมน้ำแทนดีเซล

0
97

ตามถึงที่ “บิ๊กโจ๊ก” นำกำลังบุกจับหนุ่มกัมพูชา ทำเว็บกุข่าวนายกฯ ไล่เติมน้ำแทนดีเซล

เมื่อเวลา 22.30 น. วันที่ 31 พ.ค. ที่ห้องประชุมชั่วคราว สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จ.สมุทรปราการ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบช.ทท. พ.ต.อ.อาชยน ไกรทอง รอง ผบก.ทท.1 พ.ต.อ.พนัญชัย ชื่นใจธรรม รอง ผบก.ทท.2. พร้อมด้วยนายกิตติพงศ์ กิตติขจร ผู้อำนวยการฝ่ายรักษาความปลอดภัยท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ร่วมกันคุมตัวนายรัตนะ เฮง สัญชาติกัมพูชา ผู้ต้องหมายจับศาลอาญาที่ 1154/2561 ลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2561

ในความผิดฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน โดยเดินทางจากประเทศกัมพูชามายังประเทศไทย สืบเนื่องจากก่อนหน้านี้ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบช.ทท. พร้อมคณะได้เดินทางไปที่กองบัญชาการรักษาความสงบภายในกัมพูชา เข้าพบ พล.อ.เซาเซาะคา ผู้บัญชาการทหารสูงสุด

และผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการรักษาความปลอดภัยฝ่ายพลเรือน ประเทศกัมพูชา เพื่อหารือแนวทางการสืบสวนในการประสานความร่วมมือในการติดตามจับกุมตัวนายรัตนะ เฮง สัญชาติกัมพูชา ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 1154/2561 ลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2561 ในความผิดฐาน นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน

หลังสืบจากหนังสือเดินทางเลขที่ N1745558 ทราบว่า นายรัตนะ เป็นผู้ทำเว็บไซต์ข่าวปลอมชื่อ Ratstas.com พาดหัวข่าวว่า “บิ๊กตู่ฟิวขาดด่ากราด ไล่ให้เติมน้ำเปล่าแทนดีเซล อย่าโง่ วอนประชาชนอย่าเรื่องมาก” อันเป็นการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโจมตีรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา โดยใช้ประเทศกัมพูชาเป็นฐานที่มั่นกบดาน และสามารถจับกุมตัวนายรัตนะ เฮงได้ที่ห้างซาเตียนเมียนเจย

ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ขณะเดินซื้อสินค้าภายในห้างดังกล่าว จึงคุมตัวนายรัตนะ มาทำการสอบสวน โดยนายรัตนะอ้างว่าเว็บไซต์ดังกล่าวจดในนามของตนจริง ซึ่งการเปิดสมัครเว็บไซต์ที่ประเทศกัมพูชาจำเป็นต้องมีการยืนยันตัวบุคคลด้วยเลขหน้าบัตรเครดิต แต่เพื่อนที่ชื่อหลุยส์เป็นผู้ขอให้เปิดเว็บไซต์ดังกล่าวให้ ทั้งยังอ้างว่าไม่มีส่วนรู้เห็นกับการนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบ และกล่าวขอโทษกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นที่สร้างความเสียหายให้กับทางรัฐบาล

จากการตรวจสอบประวัติการเงินพบว่ามีรายได้เข้าบัญชีของนายรัตนะ ซึ่งเป็นเงินที่ได้จากการที่มีคนกดไลค์ กดแชร์ติดตามข่าวสาร รวมทั้งพบบทสนทนาระหว่างนายหลุยส์กับนายรัตนะพูดคุยกัน โดยที่นายหลุยส์ขอให้นายรัตนะ ทำการปิดเว็บไซต์หลังถูกทางการไทยติดตาม พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า กรณีที่เกิดขึ้นสร้างความเสียหาย ความสับสนในข้อมูลข่าวสารในประเทศ และกระทบต่อเสถียรภาพของทางรัฐบาล

จึงมีการประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ ปอท.ให้ตรวจสอบเว็บไซต์ดังกล่าว และทราบว่าจดทะเบียนโดยนายรัตนะ เฮง ชาวกัมพูชา และมีการสร้างข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ โดยรอบปีนี้มีการนำข้อมูลอันเป็นเท็จถึง 3 ครั้ง มีการบิดเบือนข้อมูลการสัมภาษณ์ของนายกรัฐมนตรี 1 ครั้ง บิดเบือนด้านนโยบายรัฐบาล 1 ครั้ง และโจมตีการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจใน จ.นครราชสีมาอีก 1 ครั้ง

ซึ่งข้อมูลที่เผยแพร่ออกไปทางโซเชียลถูกส่งต่อออกไปเป็นจำนวนมาก การบิดเบือนข้อมูลของนายรัตนะกระทบต่อความมั่นคงและความเชื่อมั่นของรัฐบาล รวมถึงตัวของนายกรัฐมนตรี และส่งผลถึงปัญหาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ จึงต้องเร่งติดตามตัวมาดำเนินคดีอาญาให้เร็วที่สุด นอกจากนี้ยังมีรายงานการตรวจสอบประวัตินายรัตนะมีอาชีพเป็นนักธุรกิจจำหน่ายเครื่องสำอาง อัญมณี และจำหน่ายเงินสกุลอิเล็กทรอนิกส์หรือบิทคอยน์

จบการศึกษาด้านไอที ทำให้มีความเชี่ยวชาญในการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ และมีความชื่นชอบติดตามข้อมูลข่าวสารจากประเทศไทย เพื่อหาข้อมูลมาสร้างข่าวบิดเบือน แต่ยังไม่พบความเชื่อมโยงกับกลุ่ม 6 คนไทยที่ตำรวจท่องเที่ยวจับกุมตัวมาเมื่อวานนี้ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหานำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่คอมพิวเตอร์ ซึ่งมีความผิดตามมาตรา 14 และ 17 ของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มีโทษจำคุก 5 ปี ปรับเป็นเงิน 100,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาข้อหาตามมาตรา 116 ยุยงปลุกปั่นให้เกิดความแตกแยกทางการเมืองในประเทศไทย ก่อนคุมตัวไปสอบสวนขยายผลว่ามีผู้ใดอยู่เบื้องหลังในการจ้างวานเพื่อบิดเบือนข่าวสารหรือไม่ เพื่อดำเนินคดี ก่อนนำตัวฝากขังที่ศาลอาญาในวันที่ 1 มิ.ย.ต่อไป

เมื่อเวลา 10.45 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการนำร่างพ.ร.ป. ที่มาสว. และร่างพ.ร.ป.การเลือกตั้งส.ส. จะนำขึ้นกราบบังคมทูลฯ ว่า หลังจากที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้รับคำวินิจฉัยเต็มของศาลรัฐธรรมนูญแล้วจะแจ้งกลับมาที่รัฐบาล จากนั้นทางสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) จะแก้ในหนังสือกราบบังคมทูล และนำขึ้นทูลเกล้าฯ ได้ทันที

ซึ่งคงใช้เวลาไม่นานถึงปลายเดือนมิ.ย. เมื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ แล้ว ต้องดำเนินการเลือกตั้งภายในเวลา 11 เดือน จะไม่พูดอีกหรืออธิบายอีกแล้ว เพราะ พูดไปเยอะจะกลายเป็นฟื้นฝอยหาตะเข็บ ทั้งนี้หลังทูลเกล้าฯ กฎหมายไปแล้วช่วงเวลาที่กำหนดไว้ 11 เดือน สามารถเลื่อนให้สั้นลงได้ แต่เลื่อนให้ยาวไม่ได้ นั้นประกอบด้วย ระยะเวลาในการนำขึ้นทูลเกล้าฯ มีกรอบเวลา 3 เดือน เมื่อประกาศใช้กฎหมายลูกส.ส.แล้ว

ตามบทเฉพาะกาลกฎหมายในรัฐธรรมนูญจะมีผลใช้บังคับ 90 วัน หลังจากนั้น และจะต้องจัดการเลือกตั้งภายใน 150 วัน ผู้สื่อข่าวถามว่า หากใช้เวลากับการดำเนินการกฎหมายลูกครบตามกำหนด จะทำให้โรดแม็ปการเลื่อนตั้งเลื่อนออกไปถึงเดือน เม.ย. 2562 ตามที่มีกระแสข่าวจะต้องหารือกับคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ยังไม่คุย และยังไม่ควรพูดอะไร ควรปล่อยให้มีความชัดเจนมากกว่านี้ก่อน

ต่อข้อถามว่าถ้านับช่วงเวลา 11 เดือน จะเลยเดือน ก.พ. 2562 ไปหลายเดือน รองนายกฯ กล่าวว่า จะให้ทำอย่างไร ส่วนจะร่นลงมาหรือไม่ ไม่ทราบ ใครจะคิดอย่างนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เมื่อถามกรณีที่ศาลนัดฟังคำวินิจฉัยคำสั่งที่ 53/2558 ขัดหรือไม่ขัดรัฐธรรมนูญในวันที่ 5 มิ.ย. นี้ จะมีผลกระทบอะไรกับโรดแม็ปเลือกตั้งหรือไม่ รองนายกฯ กล่าวว่า ไม่กระทบอะไรทุกอย่างยังอยู่อย่างเดิม ถ้าชี้ว่าผิดก็แก้ให้ถูก

ส่วนการพิจารณาปลดล็อกคำสั่งหรือไม่อยู่ที่คสช. และไม่ทราบว่า จะพิจารณาปลดล็อกเมื่อใด แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงเวลาเลือกตั้งภายใน 150 วัน ต้องปลดล็อกแล้ว เพื่อให้พรรคการเมืองหาเสียงได้ ซึ่งโดยหลักแล้วควรจะปลดล็อกจะถึงช่วงเวลาที่กำหนดก่อน ทั้งนี้การดำเนินการไม่มีอะไรใหม่กว่าสิ่งที่เคยพูดไปตั้งแต่ต้นเมื่อ 6 เดือนที่แล้ว ทั้งนี้ช่วงเวลาที่รอให้ร่างพ.ร.ป.เลือกตั้งส.ส. มีผลบังคับใช้หลังประกาศ 90 วัน

คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) สามารถพิจารณาเรื่องการแบ่งเขตการเลือกตั้งได้ แต่จะอยู่ที่ว่ากกต.ชุดเก่าหรือใหม่ที่เป็นคนแบ่ง ถ้าเป็นชุดเก่าทำแล้วชุดใหม่มาแบ่งอีกอย่าง ต้องตกลงกันให้ชัดว่าชุดเก่าหรือใหม่จะทำ ผู้สื่อข่าวถามว่าพรรคการเมืองเรียกร้องให้ปลดล็อกคำสั่งคสช. เมื่อกฎหมายประกาศ โดยไม่ต้องรอให้กฎหมายมีผลใช้บังคับ 90 วัน นายวิษณุ กล่าวว่า นั่นเป็นคำเรียกร้อง

เมื่อถามกรณีที่พรรคการเมืองระบุจะมาร่วมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเลือกตั้ง หลังกฎหมายลูกประกาศใช้ นายวิษณุ กล่าวว่า ถ้ามาคุยจะได้ตอบคำถาม ถ้าไม่มาก็คุยกันเอง ประกาศวันเลือกตั้งเองฝ่ายเดียว เรื่องนี้ทางกกต. จะกำหนดเองว่า จะเป็นเมื่อใดโดยจะฟังความเห็นทุกฝ่าย ความหมายของการมาพูดคุยกันคือ เมื่อเจอคสช.ก็ฟังความเห็นคสช. เมื่อเจอพรรคการเมืองก็ให้ฟังพรรคการเมือง เมื่อไม่มาก็ฟังกันเองก็แล้วกันและอย่ามาว่ากัน

เมื่อวันที่ 30 พ.ค. รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ร่าง พ.รป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งส.ว. และร่างพ.รป.ว่าด้ววยการเลือกตั้งส.ส.ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ทำให้โรดแมปเลือกตั้งเริ่มเดินอีกครั้ง โดยขั้นตอนหลังจากนี้ นายกรัฐมนตรีจะนำร่างกฎหมายลูกทั้ง 2 ฉบับ ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อนำไปสู่การประกาศในราชกิจานุกเบกษา ซึ่งตามกรอบเวลาในรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 จะใช้เวลาไม่เกิน 3 เดือน พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งส.ว.และพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. จึงจะประกาศในราชกิจานุกเบกษาได้อย่างช้าที่สุดในเดือนส.ค.นี้

ส่วนกรอบเวลากำหนดวันเลือกตั้ง 150 วัน ตามบทเฉพาะกาล มาตรา 267-268 จะเริ่มนับก็ต่อเมื่อร่างกฎหมายลูกทั้ง 4 ฉบับบังคับใช้เป็นกฎหมาย โดยในพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. มาตรา 2 กำหนดให้กฎหมายจะบังคับใช้ก็ต่อเมื่อประกาศในราชกิจานุกเบกษาไปแล้ว 90 วัน ทำให้กฎหมายลูกทั้ง 4 ฉบับที่สำคัญต่อการเลือกตั้งจะบังคับใช้ ในเดือนพ.ย.นี้ กรอบเวลา 150 วัน ที่ รัฐบาลคสช.จะหารือกับกกต.เพื่อกำหนดวันเลือกตั้ง จะอยู่ระหว่างเดือน ธ.ค.61 – เม.ย.62

Leave your vote

0 points
Upvote Downvote

Total votes: 0

Upvotes: 0

Upvotes percentage: 0.000000%

Downvotes: 0

Downvotes percentage: 0.000000%

Comments

comments

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here