‘เทพ โพธิ์งาม’ เผยเหตุ ทิ้งเงินเดือนหันหลังให้วงการบันเทิง ลั่นไม่เคยท้อแม้ทำธุรกิจล้มก็ตาม

0
272

‘เทพ โพธิ์งาม’ เผยเหตุ ทิ้งเงินเดือนหันหลังให้วงการบันเทิง ลั่นไม่เคยท้อแม้ทำธุรกิจล้มก็ตาม

ป๋าเทพ โพธิ์งาม ควงภรรยา จุ๋ม ภัสราวรรณ เปิดใจ เจ้าตัวเผยเหตุหันหลังให้วงการบันเทิง เพราะมองว่าแก่ตายไปก็ไม่เหลืออะไร แล้วจะทำยังไง เราเลยต้องรีบฉีกออกมาก่อน พยายามทำธุรกิจทุกอย่าง แม้เจ๊งหรือล้มลุกคลุกคลาน เพราะตั้งแต่เด็กอยากเป็นนักธุรกิจ ไม่เคยคิดอยากอยู่วงการบันเทิงเลย แม้ยังทำงานอยู่ในวงการ รายได้น่าจะตกเดือนละครึ่งล้าน แต่ค่าใช้จ่ายล้านห้า ไม่พอ อยากทำธุรกิจ ให้ลูกเรียนบริหาร เพื่อสืบทอดธุรกิจด้วย

“ก่อนเราจะจากไป อยากทำอะไรให้ลูกหลานได้มั้ย เพราะถ่ายหนังถ่ายละครไป เราตายก็จบ เพราะลูกหลานก็สืบทอดวงการบันเทิงเล่นตลกไม่ได้ ขนมเปี๊ยะตอนนี้ขายประคองๆไปก่อน” เมื่อถามว่าทำไมไม่ทำแบรนด์ใหญ่ๆ ขายออนไลน์ ดิลิเวอรี่ ป๋าเทพ บอกว่า เดี๋ยวรอเวลาอีกนิด มั่นใจจะกลับมาประสบความสำเร็จแน่นอน ป๋ามั่นใจ เร็วๆ นี้

“ก่อนเราจะจากไป อยากทำอะไรให้ลูกหลานได้มั้ย เพราะถ่ายหนังถ่ายละครไป เราตายก็จบ เพราะลูกหลานก็สืบทอดวงการบันเทิงเล่นตลกไม่ได้ ขนมเปี๊ยะตอนนี้ขายประคองๆไปก่อน” เมื่อถามว่าทำไมไม่ทำแบรนด์ใหญ่ๆ ขายออนไลน์ ดิลิเวอรี่ ป๋าเทพ บอกว่า เดี๋ยวรอเวลาอีกนิด มั่นใจจะกลับมาประสบความสำเร็จแน่นอน ป๋ามั่นใจ เร็วๆ นี้ “ก่อนเราจะจากไป อยากทำอะไรให้ลูกหลานได้มั้ย

เพราะถ่ายหนังถ่ายละครไป เราตายก็จบ เพราะลูกหลานก็สืบทอดวงการบันเทิงเล่นตลกไม่ได้ ขนมเปี๊ยะตอนนี้ขายประคองๆไปก่อน” เมื่อถามว่าทำไมไม่ทำแบรนด์ใหญ่ๆ ขายออนไลน์ ดิลิเวอรี่ ป๋าเทพ บอกว่า เดี๋ยวรอเวลาอีกนิด มั่นใจจะกลับมาประสบความสำเร็จแน่นอน ป๋ามั่นใจ เร็วๆ นี้  ส่วนลูกๆ บอกว่า เข้าใจพ่อ เอาใจช่วยว่าพ่อมาถูกทาง ต้องฝ่าฟันต่อไป

พร้อมสนับสนุนพ่อทุกทาง สิ่งที่ห่วง คือ เรื่องสุขภาพ พ่อแม่ต้องเดินทางไปหลายที่ โดยจุ๋มบอกว่าที่ต้องไปที่ต่างๆ ขายเอง เพราะขนมไม่ใส่สารกันบูด อยู่ได้ 4 วัน เราต้องรีบไปขายไม่งั้นจะเสีย เลยไม่มีตัวแทนจำหน่าย สุดท้าย จุ๋ม ภรรยา ที่กลับมาร่วมชีวิต ป๋าเทพ อีกครั้ง  เผยว่า ตอนที่แยกกันมีปัญหาหลายอย่าง เครียดเรื่องร้านหมูกระทะ ต้องขายบ้านหลังแรกที่เราสร้างขึ้นมาเองด้วย

คิดว่าเป็นกรรม เลยไปบวช จนท๊อฟฟี่ ลูกสาว ก็โกรธแม่ ว่าทำไมทิ้งพ่อ เค้าไปเห็นพ่อ สภาพโทรม ไม่มีใครดูแล เค้าก็ร้องไห้ มาว่าแม่ สุดท้าย เราก็กลับมาหา ป๋าเทพ ก็รักเค้านั่นแหละ พร้อมเผยชีวิตหลังกลับมาร่วมครอบครัวกันอีกครั้ง สุดท้ายก็เข้าไปหอมป๋าเทพ ทำเอาตลกดังเขินใหญ่ พร้อมเผยความรัก ความอบอุ่นของครอบครัว

สำหรับชีวิต ‘เทพ โพธิ์งาม’ มีความสุขจากหลักเศรษฐกิจพอเพียง พร้อมหันหลังให้วงการบันเทิง “ยังจะให้ป๋ามากระดกหัวอีกเหรอ? มันปัญญาอ่อนเกินไปน่ะ” เขาเอ่ยขึ้น ในชุดกางเกงยีนส์กับเสื้อยืดขาวเนื้อบางพร้อมหมวกแก๊ปกับแว่นสายตาคือเครื่องแบบหลังเวที แต่เมื่ออยู่เบื้องหน้าเสื้อยืดกางเกงยีนส์ถูกแทนที่ด้วยชุดสูท หมวกถูกถอดออกเผยให้เห็นหัวล้านเลี่ยน

มุกประจำที่เล่นมาหลายขวบปีก็ยังคงถูกสั่งให้เล่นเสมอ…“กระดกหัว” กลายเป็นมุกและกริยาเฉพาะของเขา หลังเวทีร้านกระทะปิ้งย่าง ทีมงาน M-Lite นั่งลงพูดคุยกับบทเรียนที่ผ่านมาของชีวิต ป๋าเทพหรือเทพ โพธิ์งาม จากดาวตลกรุ่นใหญ่ของเมืองไทยสู่ชายผู้ล้มละลายทางธุรกิจ กับจุดเปลี่ยนอีกครั้งอันไม่มีที่สิ้นสุด และในฐานะพ่อที่วันนี้ลูกสาว (ท๊อฟฟี้ – นิชาภา โพธิ์งาม)กำลังร้องเพลงอยู่บนเวทีร้านที่เขาเป็นเจ้าของร้าน(ส่วนหนึ่ง)

“มันเบื่อมานานมากแล้วนะ คือถึงตอนนี้ป๋าว่ามันไม่ใช่แล้วน่ะ” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงละเหี่ยใจ หลังชีวิตในวงการตลกกว่า 40 ปี ผ่านแสงไฟของชีวิตตลกคาเฟ่ตามห้องอาหาร ผ่านภาพยนต์เรื่องดัง รายการทีวียอดนิยม กระทั่งหายหน้าหายตาไปจากวงการ และกลับมาเปิดร้านบุฟเฟต์กระทะปิ้งย่างอยู่ย่านลาดพร้าว! คำถามที่ตามมาจากชื่อเสียงในทางธุรกิจที่ตรงข้ามกับชื่อเสียงในวงการตลก

จากความล้มลุกคลุกคลามทางธุรกิจตั้งแต่ร้านชำ อู่ซ่อมรถ ร้านเสริมสวย บ้านจัดสรร จนถึงน้ำข้าวกล้องคือ “จะไปรอดเหรอ?”“ไม่มีอะไรจะเสีย ป๋าเข้ามาเป็นหุ้นลมไม่ได้ลงทุนอะไร อาศัยชื่อเสียงแล้วก็ดูแลเฉพาะเรื่องโชว์บนเวที” เขาเอ่ยตอบ “ที่ผ่านมาตอนนี้ก็ดีมาก คนเยอะตลอด ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปสักปีก็สบายแล้ว” ถึงตอนนี้เขายังคงมีหนี้สิน ใจหนึ่งยังคงเข็ดขยาดกับการเป็นหนี้ แต่อีกใจก็ไร้ซึ้งความหวาดกลัวในการจะเผชิญหน้ากับสิ่งใหม่

มีเหตุผลพิเศษอะไรกับการกลับมาทำธุรกิจอีกครั้ง? อันนี้เข้ามาแบบไม่รู้ตัวเป็นคนไม่รู้จักกัน อยู่ๆ มาติดต่อ คิดกันไม่ถึง 2 เดือน หุ้นส่วนเขาเป็นนักธุรกิจบอกเคยดูป๋ามาบ้างก็พูดคุยกันไม่นาน ผมมาดูที่ทางไม่ทันได้พูดรายละเอียดก็ตูมตามๆ ทำกันแล้ว แต่มันก็โอเค ทุกอย่างสมบูรณ์ หุ้นส่วนเขาเก่งทางนี้อยู่แล้ว เขาก็จัดการเรื่องอาหารเมนูในร้านไป ป๋าจัดการเฉพาะเรื่องโชว์บนเวทีเพราะป๋าไม่กินเนื้อสัตว์

เขาทำอะไรก็ให้ทำไป ส่วนทุนเราก็ไม่ได้ลงทุนอะไร ต้นทุนเป็นของฝ่ายนั้น ผมเป็นหุ้นลมใช้ชื่อเสียงแล้วเขาค่อยแบ่งเป็นสัดส่วนซึ่งเราก็พอใจ แต่มันจะไปยังไง ขายดีหรือไม่ก็เป็นเรื่องของอนาคต หลังจากเปิดร้านผลตอบรับเป็นอย่างไร? มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง? ตั้งแต่วันแรกคนก็เต็มตลอด ป๋าก็คิดว่า เอ๊ะ หรือมันจะดีวะ? (หัวเราะ) แต่ก็ไม่แน่ใจต้องดูกันยาวๆ เดือนนี้ เดือนหน้า ปีนี้ ปีหน้าจะเป็นยังไง

แต่ที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้ก็โอเคเลย ถ้าดีอย่างนี้สักปีสบายใจแล้ว แต่ก็ไม่แน่มันอาจจะเป็นแค่กระแสหรือเปล่า นอกจากนี้สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปคือมีคนกลับมาจ้างงาน ป๋าก็รับไปอย่างนั้นแหละ จริงๆ ไม่ค่อยอยากกลับไปแล้ว เพราะมันต้องดูด้วยถ้าหนังที่ตลกปัญญาอ่อนเกินไปมันก็ไม่ไหว ให้เป็นผู้ใหญ่หน่อย ตลกในเรื่องในราวหน่อย ป๋าชอบอย่างนั้น หรือนั่งคุยกันขำๆ สบายก็ดี แต่จะให้ไปแงะๆ งะๆ

กระดกหัว ไม่ไหวหรอก ป๋าแก่แล้ว ผู้กำกับบางคนไม่รู้ให้เราไปทำปัญญาอ่อน เราก็เบื่อเหมือนกัน ยิ่งเป็นตลกทีมยิ่งไม่เอาเลย เบื่อมากแล้ว ไม่ไหวจริงๆ คิดไกลไปหรือเปล่ากับการไปเปิดร้านที่ประเทศลาว? วางแผนไว้แล้วแหละ ไปแน่ไม่ไกลเกินฝัน ก่อนหน้านี้ป๋าก็คิดจะไปอยู่ปลูกผักที่ลาวแล้ว แต่ยังไม่ได้ไป พอมีร้านตรงนี้ก่อน ตอนนี้เลยถ้าจะไปก็เอาร้านนี้ไปลงเวียงจันทน์เลย พม่าก็เล็งๆ ไว้

แต่ประเทศลาวคือเราได้ไปอยู่มาสักพักหนึ่งแล้ว ไปเที่ยวดูแล้ว ทั้งเศรษฐกิจ การค้าเป็นยังไง ค่าครองชีพเขาสูงกว่าเรานะ มันเป็นเรื่องธรรมดาของเขา เมื่อก่อนยังมีอาหารราคาคนท้องถิ่น แต่ตอนนี้เป็นราคานักท่องเที่ยวหมดแล้ว ก๋วยเตี๋ยวราคาชามละ 70 – 80 บาท การใช้จ่ายก็ใช้จ่ายมากกว่าเรา ทรัพยากรเขาก็เยอะ ต้องยอมรับว่าที่นั่นมันมีโอกาสเยอะแยะ ป๋าเลยว่ามันน่าจะลองไปทำอะไรไว้บ้าง

เลยลองไปดู ทำให้มันใหญ่หน่อย อาจจะใหญ่กว่านี้ หรูกว่านี้  ชื่อ “ป๋าเทพ” ถือว่าเป็นที่รู้จักในประเทศลาวมากน้อยอย่างไร? เออๆ รู้จักนะ คนลาวดูทีวีจากบ้านเราหมดทุกอย่าง และเขาตื่นเต้นกว่าบ้านเราอีก เพราะว่าบ้านเรามันเห็นจนชินแล้ว แต่บ้านเขายัง “เออ ป๋าเทพๆ” ทั้งตลาดมามุงดูซึ่งเราก็ไม่รู้ คิดว่าเขาคงจำเราไม่ได้ แต่กลับจำได้ แล้วภาษาก็คุยกันง่ายด้วย คุยพอเข้าใจกัน

แต่ขายอาหารพวกนี้มันก็ไม่ได้เกี่ยวกับภาษาเท่าไหร่ มันเห็นแล้วมันกินได้ทั้งนั้นแหละ ให้มันรู้ตัวเลขก็พอแล้ว มีวิธีรับมือกับความล้มเหลวที่ผ่านมาอย่างไร? ป๋าไม่ได้คิดว่ามันล้มเหลว สิ่งที่ผ่านมามันเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เรามีความสุขในการที่เราเกิดมาเป็นมนุษย์ ป๋าได้ทำโน่นทำนี่เหมือนคนได้ทำงานแล้วมีความสุข ทำเพราะความชอบความอยากจะทำ มันก็ไม่เสียหาย คนบอกว่าเจ๊ง มันไม่ได้เจ๊งอะไร

ความรู้สึกคือเราได้ขยับตัวมากกว่าคนอื่นที่อยู่ใกล้ๆเรา เออ คุณอยู่นิ่งๆ แต่เราขยับไปเรื่อย ข้างหน้ามันยังมีโอกาส คุณไม่ไป ช่างคุณ เราจะไปแบบเถือกๆ ไปเนี่ย เขาอาจจะบอก เฮ้ย ไปเดี๋ยวก็ตาย เราจะลองไป ลองดูว่าจะตายยังไง แต่นั่นแหละความสุขเหล่านี้บางทีมันก็เป็นทุกข์เพราะถ้าเจ๊งมากๆ เข้ามันก็ต้องใช้หนี้เท่านั้นเอง ก็ทำๆมันไปเมื่อไหร่จะหมดก็เรื่องของมันเถอะ

การดำเนินชีวิตกับการได้ทำหลายสิ่งหลายอย่างให้บทเรียนอะไรกลับมาบ้าง? มันจะมาเป็นก้อนๆ แล้วรวมกันเป็นตำรา เป็นบทเรียนที่เราต้องจดจำ ไปเจอเข้าอีกเราจะได้แก้ไขปัญหาแบบเดิมนั้นไปได้ แต่ที่เราจะพลาดพลั้งคือสิ่งใหม่อีก หลายสิ่งหลายอย่างเราคิดว่าเรารู้แล้ว แต่สุดท้ายมันก็ยังมีของใหม่ที่เราจะต้องผิดพลาดอีกและเยอะด้วย ป๋ามองว่ามันเป็นเรื่องปกติของมนุษย์

อย่างที่พระเขาว่าไว้ ถ้าเราไม่ยึดติดเราจะมีความสุข หนทางต่อไปเราอาจจะเจอสิ่งใหม่ให้เราพลาดอีก แต่ตอนนี้ โอเค มีอะไรเกิดขึ้นเราก็รับมาดูแล้วก็พิจารณา ดีก็เก็บไว้ ไม่ดีก็เขี่ยทิ้ง ไม่เอามาใส่สมอง ไม่ต้องเสียดาย คิดอย่างไรเมื่อบางคนมองว่าเทพ โพธิ์งามเป็นแรงบันดาลใจในการสู้ชีวิต? ป๋าไม่ใช่คนสู้ชีวิตสักเท่าไหร่ ทุกคนก็สู้ชีวิตกันทั้งนั้น คนลำบากกว่าเราก็เยอะ แค่นี้ลำบากมันไม่ใช่หรอก

คนลำบากที่ต้องไปนอนอยู่ใต้สะพานลอย อยู่ตามข้างถนนยิ่งกว่าเรากี่เท่า เรามันเป็นจุดเด่นตรงที่เป็นดารา ใครก็มาถามเราเพราะป๋าดูติดดิน แต่งตัวเสื้อยืด กางเกงยีนส์ จริงๆ มันแค่ใส่แล้วสบายใจกว่าแต่กลับเป็นภาพลักษณ์ของป๋าซึ่งคนส่วนมากเห็นแล้วก็สงสาร เลยมองว่าผ่านอะไรมาก็ดูเป็นคนสู้ชีวิต จริงๆ แล้วไม่เลย ป๋าไม่มีเป้าหมาย ป๋าไปเรื่อยๆ เหมือนขอนไม้ลอยไปเรื่อยๆ ติดตรงไหนก็ตรงนั้นแหละ เพียงแต่เราจะประคองให้มันลอยไปได้อย่างไร

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here