ห้างดังเมืองเชียงใหม่ แหล่งชอปปิ้งรวมตัววัยรุ่นยุค 90 ที่ตอนนี้เงียบราวกับร้างผู้คน มีเพียงแต่พนักงาน แต่ไม่มีคนซื้อ

0
1067

ห้างดังเมืองเชียงใหม่ แหล่งชอปปิ้งรวมตัววัยรุ่นยุค 90 ที่ตอนนี้เงียบราวกับร้างผู้คน มีเพียงแต่พนักงาน แต่ไม่มีคนซื้อ

เฟซบุ๊ก อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ได้เผยแพร่ภาพ สุดเงียบเหงา ของห้างดังในตัวเมืองเชียงใหม่ที่เปิดมานานเกือบ 30ปีแล้ว เป็นสถานที่แหล่งชอปปิ้งและแหล่งรวมตัวของวัยรุ่นเชียงใหม่ยุค 90 เลยก็ว่าได้ แต่ตอนนี้ ผู้คนมาจับจ่ายบางตา แม้แต่คนมาเดินห้างแทบนับหัวได้ ร้านค้าที่เช่าพื้นที่ขายของหลายร้าน ปิดตัวลงอย่างน่าใจหาย มีแต่พนักงาน แต่ไม่มีคนซื้อ ไม่มีคนเดิน เงียบมากๆ

โดยได้โพสท์ข้อความระบุว่า 1 มิ.ย. 2561 ในช่วงเวลา 16.00 น. โดยประมาณ สถานการณ์รวมถึงบรรยากาศห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ของจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งค่อนข้างน่าติดตาม เพราะห้างแห่งนี้ คือ ศูนย์รวมเรื่องราวต่างๆ ของวัยรุ่นเชียงใหม่ ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ก่อนที่อาจจะกลายเป็นตำนานของเชียงใหม่ #มาเอาใจช่วยร่วมกัน

- Advertisement -

สิ่งที่น่าสนใจ ห้างแห่งนี้ เริ่มก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2535 นับเป็นห้างแบนด์ใหญ่แห่งหนึ่งใหญ่ระดับประเทศ เป็นครั้งแรกที่ห้างสรรพสินค้า ในกรุงเทพฯ ขยายสาขาไปต่างจังหวัดเป็นที่แรก และในอดีตยังเคยเป็นศูนย์การค้าที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มาถึงวันนี้เห็นภาพแล้วใจหาย

ส่วนทางด้าน เพจ กาดสวนแก้ว เชียงใหม่ ได้ออกมาโพสท์ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าแท้จริงแล้วกำลังอยู่ในช่วงรีโนเวท โดยได้โพสท์ไว้ว่า หลายคนคงเห็นภาพที่ทำให้เกิดประเด็นดราม่าไปแล้วนะคะทางกาดสวนแก้วรู้สึกเสียใจ แต่ก็เข้าใจในมุมของผู้โพสค่ะ ไม่ว่ากัน ต้องขอบคุณมากกว่าที่ยังคิดถึงกาดสวนแก้วอยู่ แต่เมื่อเกิดดราม่าขึ้นมาแล้ว เชื่อว่าหลายคนมีคำถาม เราขอตอบคำถามดราม่าทั้งหมด ดังนี้ค่ะ

1. กาดสวนแก้วจะกลายเป็นแค่ตำนานมั้ย ? ตอบว่า ไม่แน่นอนค่ะ เราจะยังอยู่คู่กับชาวเชียงใหม่ต่อไป เพียงแต่ช่วงนี้กาดสวนแก้วกำลังอยู่ในช่วงรีโนเวท ซึ่งการรีโนเวทนั้นอาจทำให้เกิดความไม่สะดวก โดยตอนนี้เริ่มรีโนเวทจากชั้น B1 และจะรีโนเวทในชั้นอื่น ๆ ตามมาค่ะ

2. ทำไมร้านค้าทยอยปิดไป ? ตอบว่า ร้านค้าที่ปิดไปบางส่วนอยู่ในช่วงหมดสัญญา บางร้านมีการต่อสัญญาแล้ว และอยู่ในช่วงการเลือกพื้นที่ใหม่ค่ะ

3. ทำไมห้างโล่งจัง ? ตอบว่า เราไม่ปฏิเสธว่าบางพื้นที่โล่งจริง ซึ่งอยู่ในระหว่างการปรับผังอยู่ บางพื้นที่เป็นช่วงรอยต่อของร้านค้าเก่าที่จะออกไปรอร้านใหม่เข้ามาแทน แต่โซนคึกคักเราก็มีอยู่ตลอดนะคะ ยังมีลูกค้าที่น่ารักแวะเวียนมาหาเราเสมอค่ะ วันนี้กาดสวนแก้วอาจไม่ใช่ห้างในใจใครหลายคน แต่เราจะเป็นห้างคู่เชียงใหม่เสมอไป และจะทำให้ดีขึ้นต่อไปแน่นอน

เนื่อจากเศรษฐกิจในตอนนี้ด้วย อย่างเศรษฐกิจเชียงใหม่เอง รอบ 2-3 ปีที่ผ่านมา มีอัตราก้าวหน้า จนเกิดภาพที่สวยงามว่า ดีขึ้นขนาดนั้น เชียงใหม่น่าจะได้รับประโยชน์มากมายมหาศาล แค่ภาคอสังหาริมทรัพย์ ไตรมาสแรกปีนี้ ตลาดคอนโดมิเนียม มียูนิตรอขาย 10,468 ยูนิต และที่ขายไปแล้ว 7,664 หรือ 73.2 % ราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 78,900 – 130,000 บาท/ตร.ม เกือบ 80 %

พบว่าชาวจีน กวาดเรียบ เม็ดเงินที่เกิดขึ้นจากธุรกิจนี้น่าจะราวๆ 2-3 หมื่นล้าน ในช่วงแค่ 3 เดือน ปีที่ผ่านมาสนามบินเชียงใหม่ มีผู้โดยสาร 10.23 ล้านคน ในกลุ่มต่างชาติ 2.3 ล้านคน เป็นผู้โดยสารชาวจีนร่วมๆ 1.4 ล้านคน ปีนี้คาดว่าเกิน 2 ล้านแน่นอน เป็นข้อมูลที่อิงสถิติจากหน่วยงานด้านการท่องเที่ยว และ สถาบันการเงินในพื้นที่ซึ่งทำวิจัยเที่ยวบินตรง ระหว่างจีน -เชียงใหม่

ปัจจุบันมีถึง 15 สายการบิน ใน 14 เส้นทาง 36 เที่ยวบิน/วัน ระยะเวลาการบินราวๆ 2.30 ชั่วโมง จึงน่าจะเป็นเหตุผลประกอบ ที่ทำให้ชาวจีนนิยมเดินทางมาเชียงใหม่ เพราะตั้งแต่ 1 กพ.61 ผู้โดยสารชาวจีนบินเข้ามาเฉลี่ย วันละ 6-7 พันคนศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้ชัดว่าปีนี้ จำนวนนักท่องเที่ยวจีนเที่ยวไทยน่าจะอยู่ที่ 10.4-10.6 ล้านคน เติบโต 6.3-8.4 %

คาดว่าจะมีรายได้ 573,100-584,600 ล้านบาท ร้อยละ 9.3-11.4 จุดหมายปลายทางท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวจีนยังคงกระจุกตัวในเมืองท่องเที่ยวหลัก เช่น เชียงใหม่,กรุงเทพ,พัทยาและภูเก็ต น่าสนใจคือขณะนี้กลุ่มนักท่องเที่ยวจีน ที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในไทยด้วยตัวเองมากขึ้น ประมาณ 58 % จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดการลงทุนของทุนจีน ในเชียงใหม่

ในรูปแบบกิจการต่างๆเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวชาวจีน ทั้ง โรงแรม ที่พัก ร้านอาหาร บริษัทนำเที่ยว เป็นต้น ในขณะที่ข้อมูลจากแบงค์ชาติ ภาคเหนือ ยืนยันแรงส่ง ที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจเชียงใหม่ ให้มีอัตราก้าวหน้านั้น ภาคการท่องเที่ยวติดอันดับ 1 ภาคผู้ประกอบการในเชียงใหม่ มองว่า รายได้จากภาคการท่องเที่ยวเชียงใหม่ ไม่ได้เกิดขึ้นจากกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนเป็นหลัก

เพราะกลุ่มธุรกิจ โรงแรม ร้านอาหาร ที่เจาะตลาดระดับพรี่เมี่ยม คุณภาพสูง ยังมีกลุ่มตลาดจากยุโรป อเมริกา ตะวันออกกลาง อินเดีย ซึ่งกลุ่มนี้ค่อนข้างจะเลือกลูกค้า ก็ไม่ได้หมายความปฏิเสธลูกค้าจีน แต่ระดับห้องพักคืนเป็นหมื่นถึงแสนนั้น คงมีกลุ่มนี้เข้าใช้บริการไม่มากภาคการลงทุนที่เกิดขึ้น ในพื้นที่หลักๆของเชียงใหม่ โดยเฉพาะเขตเมืองเก่าชั้นใน และชั้นนอกบางส่วน

เป็นกลุ่มลงทุนจีน และการร่วมทุนไทย-จีน ซึ่งคนไทยก็ไม่ใช่คนท้องถิ่น แต่เป็นกลุ่มทุนนอกพื้นที่เล็งเห็นประโยชน์เชิงธุรกิจในเชียงใหม่ที่เข้ามาลงทุน อย่างไรก็ตาม ชาวเชียงใหม่ ส่วนหนึ่งแสดงทัศนะว่า ประโยชน์ที่แท้จริง ที่เชียงใหม่ คนในพื้นที่จะได้รับ นอกเหนือจากภาษี ภาคบริการ ภาคลงทุน ยังไม่เด่นชัด เท่ากับภาพจีน ค้าขายกับจีน ในเขตนครเชียงใหม่ โรงแรม ที่พัก ภาคบริการ

ส่วนมาก แทบจะเป็นการลงทุนของคนจีน เป็นส่วนใหญ่ หรือนอมินี่ ตามแหล่งท่องเที่ยว บรรดาสินค้า บริการ ของที่ระลึก ถ้าไม่ผูกมิตรแนบแน่นกับเอเย่นต์ทัวร์จีน ก็อย่าหวัง ประโยชน์ รายได้ ภาพทัวร์จีนแห่มาเที่ยวเชียงใหม่ คนจีนมาลงทุนที่นี่ ก็คงไม่ต่างไปจาก สำนวน สุภาษิต ที่ว่า” เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง หมายถึง เกลียดตัวเขาแต่อยากได้ผลประโยชน์จากเขา” นั่นเอง

หรือจะเปลี่ยนเมนู ในสำรับ ก่อนเชียงใหม่จะถูกแทะเล็มจนเหลือแค่กระดูก เป็นแกง เป็นอาหารที่ไม่มีรสชาดใดๆให้ลิ้มชิมรสต่อไป เมื่อวันที่ 28 พ.ค. สถาบันวิจัยและบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ หรือเอยูโพล เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่องดัชนีความเครียดของคนไทยเดือน พ.ค. ในเขตกรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ขอนแก่น และสงขลา จำนวนทั้งสิ้น 2,008 ตัวอย่าง

พบว่า คนไทยมีความเครียดคล้ายคลึงกับการสำรวจในครั้งที่ผ่านมาเมื่อต้นปี 2561 โดยส่วนใหญ่มีความเครียดในเรื่องสภาพเศรษฐกิจมากกว่าเรื่องอื่นๆ (ร้อยละ 65.64) รองลงมา คือ เรื่องสภาพแวดล้อม (ร้อยละ 52.59) และเรื่องสุขภาพ (ร้อยละ 43.48) เป็นต้น ประเด็นที่น่าเป็นห่วง เมื่อพิจารณาความเครียดของคนในแต่ละวัยพบว่า คนไทยตั้งแต่วัยเรียน วัยทำงาน จนถึงวัยชรา (อายุ 18 ปีขึ้นไป)

ต่างก็มีความเครียดในเรื่องสภาพเศรษฐกิจมาเป็นอันดับ 1 เหมือนๆ กัน ถึงแม้ว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบในเรื่องนี้จะคาดการณ์ว่า แนวโน้มสภาพเศรษฐกิจไทยในปี 2561 จะยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง แต่จากสภาพความเป็นจริงที่คนไทยกำลังประสบอยู่ในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นค่าครองชีพที่นับวันจะสูงขึ้นเรื่อยๆ ราคาน้ำมันและก๊าซที่ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ฯลฯ ส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการต่างจ่อคิวเริ่มจะขยับขอปรับราคาขึ้น

ซึ่งจะทำให้ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของคนไทยเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว จึงไม่แปลกที่คนไทยส่วนใหญ่จะรู้สึกกังวลและอดที่จะเครียดไม่ได้ว่า สภาพเศรษฐกิจในปีนี้จะดีขึ้นอย่างที่หลายหน่วยงานคาดการณ์ไว้จริงหรือ นอกจากเรื่องสภาพเศรษฐกิจแล้ว รองลงมา คนไทยยังเครียดในเรื่องสภาพแวดล้อมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการจราจร (ร้อยละ 63.60) ปัญหาสภาพแวดล้อม

เช่น ขยะ น้ำเน่าเสีย เป็นต้น (ร้อยละ 44.17)  รวมทั้งปัญหาอื่นๆ ที่ส่งผลทำให้คุณภาพชีวิตโดยรวมของตนตกต่ำลง ส่วนความเครียดในเรื่องสุขภาพที่อาจได้รับผลกระทบจากความวิตกกังวลในเรื่องอื่นๆ เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่คนไทยส่วนใหญ่กำลังประสบอยู่ เนื่องจากเห็นว่าตนเองมีร่างกายไม่แข็งแรง (ร้อยละ 65.36) มีโรคประจำตัว (ร้อยละ 36.48) และเจ็บป่วย/ไม่สบายบ่อย (ร้อยละ 26.47) เป็นต้น

จากผลการสำรวจพบว่า เพื่อจะเผชิญหน้ากับสภาพเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ในปัจจุบันได้ คนไทยส่วนใหญ่เลือกที่จะใช้จ่ายอย่างประหยัด โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง (ร้อยละ 50.33) หาอาชีพเสริมและพยายามทำงานให้มากขึ้น (ร้อยละ 14.52) ยอมรับความเป็นจริง มีสติ และพยายามไม่เครียดกับเรื่องเศรษฐกิจ (ร้อยละ 8.73) เป็นต้น ส่วนความเครียดในเรื่องสภาพแวดล้อมนั้นจะพยายามปล่อยวาง

ทำใจยอมรับความเป็นจริง และมีสติ (ร้อยละ 22.80) รู้จักวางแผนการเดินทาง เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการจราจร (ร้อยละ 15.98) และหากิจกรรมที่ทำแล้วมีความสุข หางานอดิเรก (ร้อยละ 13.66) เป็นต้น ทั้งนี้จากผลสำรวจในครั้งนี้จะเห็นว่าปัญหาที่ทำให้คนไทยส่วนใหญ่เกิดความเครียด คือ ปัญหาหนี้สิน/รายรับไม่พอกับรายจ่าย สินค้าราคาแพง ปัญหาสุขภาพ ปัญหาความไม่ซื่อสัตย์สุจริตของนักการเมือง และปัญหาการจราจร

ซึ่งเป็นปัญหาที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรนำไปพิจารณาเพื่อปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้คนไทยเกิดความเครียดต่อปัญหาต่างๆ เหล่านี้น้อยลง โดยปัญหาที่เกิดขึ้นได้ส่งผลทำให้คนไทยส่วนใหญ่เกิดความรู้สึกเบื่อหน่าย (ร้อยละ 62.85) ไม่มีความสุขเลย (ร้อยละ 69.17) และรู้สึกหมดกำลังใจ (ร้อยละ 52.69) ซึ่งความรู้สึกต่างๆ เหล่านี้ อาจส่งผลทำให้ความสุขและคุณภาพชีวิตของคนไทยถดถอยลงได้ในที่สุด

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here