เผยภาพปัจจุบัน อดีตนักเทควันโดชื่อดัง ‘วิว เยาวภา’ ขวัญใจคนไทย ล่าสุดเปลี่ยนไปมาก

0
316

เผยภาพปัจจุบัน อดีตนักเทควันโดชื่อดัง ‘วิว เยาวภา’ ขวัญใจคนไทย ล่าสุดเปลี่ยนไปมาก

เชื่อว่าหลายคนคงจำได้ดี สำหรับ “วิว เยาวภา บุรพลชัย” อดีตนักเทควันโดขวัญใจคนไทยทั้งประเทศ ที่ต้องบอกเลยว่าในปัจจุบันเธอได้หายหน้าหายตาไป โดยเธอได้แต่งงานมีครอบครัวที่น่ารักกลายเป็นคุณแม่ลูก 3 และต้องบอกเลยว่าในปัจจุบันสาววิว เปลี่ยนไปจากเดิมมากกลายเป็นคุณแม่สายแซบไปแล้ว ล่าสุดสาววิวได้ไปร่วมงานศพคุณแม่ของ “สรยุทธ ทัศนะจินดา” พร้อมกับครอบครัว

โดยสาววิวเป็นนักกีฬาเทควันโดหญิงทีมชาติไทย เจ้าของเหรียญทองแดงการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก 2004 ณ กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ จากการแข่งขันในรุ่น 47-51 กิโลกรัม ที่ต่อมาเยาวภาได้เปลี่ยนกีฬาอาชีพไปเป็นกีฬาฟันดาบสากล และในปัจจุบันสาววิวยังเป็นวิทยากรในงานอบรมต่างๆมากมาย วันนี้ทางเราจะพาไปส่องชีวิตปัจจุบันของสาววิวจะเป็นอย่างไรไปชมกันเลย

สำหรับวิว เยาวภานักกีฬาเทควันโดหญิงทีมชาติไทย เจ้าของเหรียญทองแดงการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก 2004 ณ กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ จากการแข่งขันในรุ่น 47-51 กิโลกรัม ที่ต่อมาเยาวภาได้เปลี่ยนกีฬาอาชีพไปเป็นกีฬาฟันดาบสากล เธอเริ่มเล่นเทควันโดครั้งแรก ตั้งแต่อายุ 15 ปี ขณะศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยมี อาจารย์ครรชิต อมรภักดี เป็นผู้ฝึกสอนคนแรก และชเว ย็อง-ช็อก

เป็นผู้ฝึกสอนในระดับทีมชาติไทย แต่ในปี พ.ศ. 2551 ก็ประกาศเลิกเล่นเทควันโด เนื่องจากมีอาการบาดเจ็บที่ข้อเท้า จนต้องพักรักษาตัวเป็นเวลานาน ส่วนการเป็นโค้ชให้กับทีมชาติไทยหรือไม่ เป็นเรื่องของอนาคต แต่ขอศึกษาในระดับปริญญาตรีก่อน นอกจากนี้เยาวภายังสามารถใช้ภาษาได้ถึง 4 ชาติ คือ ภาษาไทย (ภาษาแม่) ภาษาอังกฤษ ภาษาญี่ปุ่น และภาษาเกาหลี

ส่วนเรื่องความรักของ วิว เยาวภา กับแฟนหนุ่ม คุณตาว-เกรียงไกร เพิ่มกวี ก็เริ่มต้นขึ้นจากโลกออนไลน์  Hi 5 สื่อรักออนไลน์ ทั้งคู่มีโอกาสได้รู้จักกันผ่าน Hi 5 ระบบการสื่อสารอีกรูปแบบหนึ่งทางอินเทอร์เน็ต โดยในขณะนั้นน้องวิวได้เปลี่ยนมาเป็นนักกีฬาฟันดาบทีมชาติ แทนการเป็นนักกีฬาเทควันโด ส่วน คุณตาว เป็นไกด์หนุ่มวัยเพียง 26 ปีเท่านั้น คุณตาวเริ่มเล่าก่อนว่า

ตอนนั้นผมทำทัวร์ในจังหวัดอยุธยา มีแผนจะชวนพวกกลุ่มวัยรุ่น ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายของการทำทัวร์ครั้งนั้น ไปเที่ยวจึงเข้าไปใน Hi 5 ซึ่งสมัยก่อนเป็นช่องทางการสื่อสารที่ฮิตมาก พอเข้าไปเรื่อย ๆ ก็ได้ไปเจอวิว ผมก็คุยกับเขา น้องวิวเพิ่มเติมว่า ตอนแรกเขาไม่รู้จักเรา เจอกันใน Hi 5 ตอนแรกไม่ค่อยได้คุยกันเท่าไร ก็มีโพสแสดงความคิดเห็นกันบ้าง จนต่อมาได้แลกอีเมล์เพื่อคุยกันต่อใน MSN

แต่ก็ยังไม่ค่อยได้คุยกับเขา เพราะพอเราเข้าไปคนนั้นคนนี้ก็จะเข้ามาทัก บางทีเราก็ออกจากระบบ เลยไม่ได้คุยกับเขา ประมาณ 3 เดือนแรกเราคุยกันแต่ไม่ได้สนิทเท่าไร เมื่อเข้าสู่ช่วงเดือนที่ 4 ทั้งสองจึงมีโอกาสได้ทำความรู้จักกันมากขึ้น ผ่านช่องทางการสื่อสารทางอินเทอร์เน็ต โดยมีหัวข้อสนทนาเป็นเรื่องไสยศาสตร์ เรื่องเล้นลับ เรื่องธรรมะ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทั้งคู่สนใจ

กระทั่งคุณตาวขอเบอร์โทรศัพท์น้องวิว เพื่อคุยและทำความรู้จักกันในเวลาต่อมา  ในช่วงแรกความรู้สึกของทั้งคู่คิดเพียงว่า เป็นคู่สนทนาที่พูดคุยกันถูกคอในทุกเรื่อง กระทั่งวันหนึ่งทั้งสองมีโอกาสได้พบกันครั้งแรก คุณตาวเล่าต่อว่า เรารู้สึกว่าคุยกันถูกคอ พอคุยไปได้สัก 2 อาทิตย์ เขาก็ชวนผมไปดูเรือดูรอส ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่จะมาจอดในประเทศไทย วันนั้นก็แค่เจอกัน ไม่ได้คิดอะไรมาก

ด้านน้องวิวเสริมว่า เราแค่เจอกัน ตอนนั้นเราคุยกันมาได้สักพักหนึ่งแล้ว พอเราได้ยินข่าวว่าเรือดูรอส ซึ่งเป็นเรือห้องสมุดเคลื่อนที่มาเทียบท่าเลยชวนเขาไป แม้จะเคยเห็นรูปเขาแล้วในอินเทอร์เน็ต แต่อยากรู้จักตัวจริง ตอนแรกก็กลัวเหมือนกัน แต่เราก็เลือกสถานที่ ๆ คนพลุกพล่าน เจอครั้งแรกเขาต่างจากในรูปที่ถ่ายไว้ เพราะเมื่อก่อนเขาผมยาวหน้ากลัว ตัวดำ แต่เราไม่ได้คิดอะไร

แต่รู้สึกว่าเวลาเขาพูดเขาดูเป็นคนดี เราไม่ได้คิดว่าเขาต้องดูเท่ หล่อ นิสัยเขาก็โอเค หลังจากทั้งสองได้รู้จักกันแล้วอย่างเป็นทางการ การนัดหมายในครั้งแรกผ่านพ้นไป จึงมีการพบกันในครั้งถัดๆ ไป ทั้งนัดเจอกันบ้าง หรือไปเที่ยวต่างจังหวัดกับกลุ่มเพื่อนๆ บ้าง จนทำให้ต่างฝ่ายต่างได้รู้จักตัวตน รวมไปถึงเพื่อน ๆ ของอีกฝ่ายหนึ่งด้วย จากความสนิทสนมที่เริ่มต้นจากความเป็นเพื่อน

ทำให้ความรู้สึกที่มีให้แก่กันของทั้งคู่ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนไปกลายเป็นความประทับใจ ชื่นชอบ และกลายเป็นความรักในท้ายที่สุด จนทำให้ทั้งสองเปลี่ยนสถานะจากเพื่อนกลายมาเป็นคนรัก คุณตาวเล่าว่า ผมไม่ได้รีบร้อน แต่พอหลังจากคุยกันไปเรื่อยๆ ความรู้สึกของเราก็ค่อยๆ เปลี่ยนจากคนคุยถูกคอเป็นการคุยแบบหนุ่มสาว น้องวิวเพิ่มเติมว่า เขาเป็นคนมีวาทศิลป์ดี

เหมือนพยายามจะไม่บอกความรู้สึก แต่จะมีคำถามชี้นำเราตลอดเวลา อย่างเช่นวันนั้นที่ไปเที่ยวด้วยกันมาแล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง อะไรแบบนี้ มีอยู่ช่วงนึงเราไม่คุยกับเขาเลย เพราะคิดว่าจะมาจีบ รู้สึกเหมือนว่าเป็นการเร่งรัดเราทางความรู้สึก ว่าจะต้องรู้สึกยังไง แม้เขาจะทำเป็นเนียน ๆ เหมือนว่ายังไงก็ได้ แต่ก็ถามตลอดเวลา คุณตาวเผยเทคนิคส่วนตัวว่า ผมจะไม่ค่อยโทรไปหา

ใช้มุขประมาณนี้ ให้เขาโทรมาถ้าเขาอยากจะคุยกับเรา เราคุยกันทุกวัน เราอยากเช็คความรู้สึกเขาด้วย อย่างน้อยก็รู้ว่าเขาอยากคุยกับเราอาจจะพัฒนาไปในอนาคตได้ น้องวิวพูดต่อว่า เขาใช้มุขว่าไม่รู้ว่าเราจะว่างตอนไหน บางครั้งโทรไปก็ติดเรียนบ้าง ทำงานบ้าง ซ้อมกีฬาบ้าง ส่วนตัวเขาว่างเสมอ ถ้าเราอยากคุยเมื่อไรก็โทรไปได้ตลอดเวลา หรือยิงมาก็ได้เดี๋ยวโทรกลับ

เรายิงไปเขาก็โทรกลับมา แล้วเขาจะทำตัวเนียนเหมือนจะเข้าใจเราทุกอย่าง เป็นเพื่อน เป็นแนวแบบว่าถ้าเรามีอะไรจะต้องโทรหาเขา เล่าให้เขาฟัง นึกถึงเขาเป็นคนแรก ตอนมีคนอื่นมาจีบ เขาก็ทำเป็นเนียน ไม่สนใจ เฉย ๆ ฟังแล้วคุยกันปกติ หมั้นหมาย ทั้งคู่ใช้เวลาศึกษานิสัยใจคอกันปีกว่า ก่อนที่จะตัดสินใจหมั้นหมาย และวางแผนที่จะแต่งงานภายในปี 2554 นี้

ด้วยระยะเวลา 1 ปีกว่า สำหรับบางคนอาจตั้งคำถามว่าเป็นระยะเวลาที่สั้นเกินไปหรือไม่ ในการที่จะรู้นิสัยแท้จริงของคน ๆ นึง แต่ทั้งคู่มีคำตอบ น้องวิวอธิบายก่อนว่า ถ้าถามเราก็ว่าน้อยไป แต่น้อยไปสำหรับคู่ที่คุยกันไม่ค่อยรู้เรื่อง ต้องเรียนรู้ไปเรื่อย ๆ เพราะเรายังไม่รู้จักเขาทั้งหมด เราไม่รู้ว่าต่อไปนานๆ เขาจะเป็นอย่างไร นิสัยเปิดมาไม่หมดทุกอย่างก็ต้องใช้เวลานานหน่อยกว่าจะรู้

แต่ตาวเขาก็เป็นคนเปิดเผย เราก็เปิดเผย เรารู้จักแล้วว่าเขาเป็นอย่างนี้ คิดว่าโอเค เขาตอบโจทย์เราได้ทุกข้อ  มันไม่มีอะไรแย้งขึ้นมาว่า ถ้าอย่างนั้นล่ะ ถ้าอย่างนี้ล่ะ คุณตาวเสริมว่า จริง ๆ มีวิธีการสังเกตได้จากเพื่อน ๆ ของเขาครอบครัวเขา ถ้าเพื่อนเขาเป็นแบบไหนเขาก็เป็นแบบนั้น ถ้าเพื่อนเขาจริงใจ แสดงว่าเขาก็ต้องจริงใจ ดูที่คนรอบข้างง่ายกว่า

ปัจจุบันทั้งสองทำธุรกิจหลายอย่างร่วมกัน ทั้งเปิดร้านกาแฟที่จังหวัดกาญจนบุรีบ้านเกิดของคุณตาว ทำธุรกิจขายอุปกรณ์พันดาบผ่านอินเทอร์เน็ต และยังทำบริษัททัวร์ โดยตั้งใจว่าจะร่วมกันพัฒนาพื้นที่ภายในชุมชนของตนเอง รวมถึงทั้งคู่ยังวางแผนทำธุรกิจอีกหลายอย่าง โดยในตอนท้ายคู่รักวัยสดใสยังเล่าถึงมุมมองด้านความรัก และการใช้ชีวิตคู่ของตัวเอง

น้องวิวขอเริ่มก่อนว่า สำหรับเราคิดว่าผู้หญิงต้องระวัง อย่าหลงรูปว่าต้องหล่อ ต้องเกาหลี นั่นไม่มีหรอก อย่างเราถ้าหล่อมากจะกลัวมันมากไปไหม เพราะเขาคงสนใจแต่รูปลักษณ์ภายนอกไม่ได้สนใจข้างใน และต้องใช้ความรู้สึกดี ๆ ไม่ใช่ว่าพอเริ่มเป็นแฟนกับคนนี้ ก็เริ่มเครียดแล้วว่าทำไมไม่โทรมา ทำอะไรอยู่ คุยกับใคร

ถ้าเป็นแบบนั้นก็อย่าไปคบ อยู่กับตัวเอง พัฒนาตัวเอง อย่าหลอกตัวเองว่าเขาดีอย่างโน้นอย่างนี้ ให้มองตามความเป็นจริง ให้คิดยาว ๆ เพราะผลกระทบที่ออกมามันมีหากเราคิดสั้น ๆ อย่างคู่เราที่คบกันเร็ว แต่ไม่ใช่ว่าเป็นมาตรฐาน ให้ใช้ใจ สติ และปัญญาตัวเอง

การแต่งงานถือเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของช่วงหนึ่ง สำหรับคู่ชีวิตเท่านั้น เพราะหลักจากนั้นทั้งสองยังคงต้องเรียนรู้กันไปตลอดเส้นทาง แต่หากเขาและเธอใช้ความเข้าใจ ที่ร่วมกันศึกษามาด้วยกันเป็นพื้นฐานแล้ว การเรียนรู้ตลอดเส้นทาง ก็คงเป็นการเรียนรู้ที่แทบจะไร้อุปสรรคทีเดียว

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here