ดังในโลกโซเชียล ร้านกาแฟในเชียงใหม่สุดฮิป หลากของเล่นย้อนยุค ให้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง

0
81

ดังในโลกโซเชียล ร้านกาแฟในเชียงใหม่สุดฮิป หลากของเล่นย้อนยุค ให้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง

ร้านกาแฟที่เชียงใหม่ รวบรวมของเล่นย้อนยุคหลายร้อยชิ้นโชว์เต็มร้าน ตั้งแต่หุ่นยนต์ โมเดล แม้แต่วิดีโอเกมสุดฮิตเมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว ก็มีให้ไปนั่งเล่นได้แบบสุดฟิน รายงานจาก จ.เชียงใหม่แจ้งว่า ขณะนี้มีร้านกาแฟแห่งหนึ่งที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจากบรรดาผู้ที่ชื่นชอบสะสมของเล่น ย้อนยุคไปเมื่อประมาณหลายสิบปีที่แล้ว โดยเฉพาะของเล่นจากประเทศญี่ปุ่น

ที่ร้านกาแฟแห่งนี้มีการรวบรวมมาจัดโชว์ไว้ในร้านอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ  ทั้งหุ่นยนต์, โมเดล, ตัวต่อ, หน้ากาก, เกมการ์ด หรือโปสเตอร์ภาพตัวการ์ตูนญี่ปุ่นในอดีต รวมทั้งเครื่องเล่นวิดีโอเกมแบบต่างๆ ที่เป็นของเล่นยอดนิยมเมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว ซึ่งยังอยู่ในสภาพใช้งานได้และให้ลูกค้าที่มาใช้บริการเล่นได้อย่างสนุกสนานรำลึกความหลังเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก

ทั้งนี้จากการตรวจสอบพบว่า ร้านดังกล่าวคือ “TOYS CLUB” ตั้งอยู่ ถ.เชียงใหม่-ลำพูน ซ.1 ย่านตลาดสันป่าข่อย ในตัวเมืองเชียงใหม่ เปิดบริการทุกวัน เวลา 09.30-19.00 น.
เข้าไปติดตามได้ที่เพจ The TOYS CLUB TH

โดยนายตฤณนิพัชญ์ พศิษฐพงษ์ อายุ 33 ปี เจ้าของร้านเปิดเผยว่า ร้านแห่งนี้เปิดมาได้ประมาณ 1 ปี จากเดิมที่เริ่มต้นใช้พื้นที่ประมาณ 3 เมตร x 3 เมตร เปิดเป็นศูนย์กลางให้คนที่ชื่นชอบการสะสมของเล่นย้อนยุคมาพบปะ พูดคุย แลกเปลี่ยนของเล่นกัน กระทั่งขยับขยายจนกลายเป็นการเปิดร้านอย่างปัจจุบัน โดยมีการนำของเล่นย้อนยุคมาจัดโชว์ไว้ ซึ่งลูกค้าที่มาดื่มเครื่องดื่ม ต่างก็ชื่นชอบ เพราะมีมุมถ่ายภาพสวยๆ

ตลอดจนสามารถเล่นหรือชมของเล่นได้อย่างใกล้ชิด สนุกสนานเพลิดเพลินทั้งเด็กและผู้ใหญ่ สำหรับของเล่นในร้านนั้นจะเป็นของเก่าดั้งเดิม มีหลายยุค อย่างเช่นของเล่นจากญี่ปุ่นที่เป็นคาแรคเตอร์ จะมีตั้งแต่ยุค 70 และถ้าเป็นของเล่นที่ทำจากสังกะสี จะย้อนไปประมาณยุค 50 โดยจำนวนของเล่นที่มีโชว์อยู่ในร้านนั้น จะมีการสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนอยู่เรื่อยๆ จากการซื้อขายแลกเปลี่ยนที่มีอยู่ตลอด เบื้องต้นไม่ต่ำกว่า 300-400 ชิ้น

และชิ้นที่มีมูลค่าสูงสุดในเวลานี้มีมูลค่าอยู่ที่ 50,000 บาท ทั้งนี้ของเล่นที่โชว์อยู่เป็นของตัวเองที่เริ่มต้นสะสมเมื่อประมาณ 6-7 ปีที่แล้ว มีทั้งที่เคยเห็นตอนเป็นเด็กและไม่เคยเห็นมาก่อน แต่ใช้วิธีการสืบค้นหาข้อมูลแล้วไปหาซื้อมาเก็บสะสม หรือบางครั้งมีคนให้มาด้วย ซึ่งผู้สนใจสามารถแวะชมได้ที่ร้าน ดยที่ร้านนอกจากจะขายกาแฟและเครื่องดื่ม ขนมขบเคี้ยวแล้ว ยังมีขนมตามเทศกาลที่สั่งวัตถุดิบมาจากประเทศญี่ปุ่นด้วย

สำหรับใครอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเองอย่างร้านกาแฟวันนี้เรามีวิธีเริ่มต้นธุรกิจกาแฟสด ชานม เครื่องดื่มทำอย่างไรไม่ให้เจ๊ง สิ่งที่นิยมของคนยุคนี้คงหนีไม่พ้น “ร้านกาแฟ” ด้วยกลิ่นหอม ๆ ร้านเก๋ ๆ บรรยากาศผู้คนนั่งดื่ม มันเป็น “เสน่ห์” ที่ดึงดูดใครหลายคนให้เข้าร้านกาแฟ ไม่ว่าจะเป็นนักดื่ม ผู้ใช้บริการ ไปจนถึงความอยากเป็นเจ้าของร้านกาแฟเสียเลย!

1.ตลาดหรือลูกค้า ถ้ายังไม่รู้ว่าจะทำธุรกิจเครื่องดื่มประเภทไหน ลองดูเทรนด์ในช่วงนี้ ที่ตลาดยังมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องและมีความต้องการเพิ่มขึ้น เป็นข้อแรก ๆ เพราะการมีตลาดรองรับ จะทำให้เราสามารถเข้ามาทำหรือแข่งขันได้

2.เลือกประเภทของเครื่องดื่มที่สนใจ ที่ต้องดูที่ความสนใจของตัวเองเป็นหลัก ว่าชอบดื่มอะไร ชอบไปนั่งร้านไหน ทำไมร้านนั้นคนเยอะจัง จะทำให้เรามีข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องที่เราชอบมากขึ้น หรือมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ เพราะเมื่อเราชอบอะไร เราจะเริ่มลงลึกกับเรื่องนั้นหรือได้พบปะพูดคุยกับคนที่สนใจในเรื่องเดียวกัน เอาเป็นว่าจะทำให้เรามีข้อมูลในหัวมากขึ้นด้วย

เช่น รู้แหล่งวัตถุดิบที่จะซื้อ รู้จักลูกค้า รู้เทคนิคที่จะปรับปรุง “รสชาติ ความอร่อย” ได้เองหรือทำสูตร ส่วนผสมเอง ทำให้เราทำธุรกิจเครื่องดื่มแบบสนุก และมีความสุขเพิ่มขึ้น ถ้าเป็นคนที่รักสุขภาพ การทำธุรกิจเครื่องดื่มสุขภาพก็น่าสนใจ  3.เลือกทำเลที่ใช่ ตรงกับกลุ่มลูกค้า ทำเล เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ในการทำธุรกิจเลยก็ว่าได้ อย่าคิดแต่ว่ามีที่ทางอยู่แล้ว ไม่ต้องเสียค่าเช่าแพงๆ ปรากฎว่าลูกค้าน้อยเกินไปแบบนี้ก็ไม่ไหว

ทำให้ต้องออกแรงประชาสัมพันธ์เพิ่มขึ้น สังเกตทำเลที่มองไว้ว่ายังขาดเครื่องดื่มแบบไหนบ้าง หรือมีกี่เจ้าแล้ว ยังพอมีช่องทางให้เข้ามาได้อีกมั้ย ถ้าทำได้ก็ต้องทำให้โดดเด่นและแตกต่างกว่าร้านเดิม ๆ ที่มี หรือควรเปลี่ยนทำเลที่มีคู่แข่งน้อยกว่า แต่ลูกค้ายังมีความต้องการ โดยเอาลูกค้าเป็นศูนย์กลางในการช่วยตัดสินใจเพิ่มเติม ถ้าลูกค้าคือพนักงานออฟฟิศ ก็จะเป็นทำเลแถวๆ ออฟฟิศใหญ่ๆ

ที่มีพนักงานจำนวนมากก็ควรเลือกประเภทเครื่องดื่มที่ตรงกลุ่ม ทำเลในโรงพยาบาลใหญ่ ๆ ศูนย์ราชการ ในห้างสรรพสินค้า หรือตลาด ซึ่งขึ้นอยู่กับงบประมาณเงินลงทุนของผู้ประกอบการแต่ละราย  4.เลือกรูปแบบของร้าน แบบที่มีสูตรเอง คิดเอง ทำเอง ต้องเพิ่มความโดดเด่นให้กับสินค้าและร้าน อาจจะเป็นการตั้งชื่อเมนูแปลก ๆ เก๋ ๆ ไม่ซ้ำใคร ให้ลูกค้าอยากลอง หรือจดจำได้

และอย่าลืมที่จะสร้างเรื่องราวให้มีเอกลักษณ์ที่เฉพาะตัวไม่เหมือนใคร บางร้านก็เล่าเรื่องราวถิ่นกำเนิดของกาแฟที่นำมาชง บ้างก็กรรมวิธีชงที่มีใช้ความร้อนกี่องศา มีคุณภาพดียังไง หรือหากเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ก็ควรบอกประโยชน์ของเมนูแต่ละแก้ว ว่าดีอย่างไร แก้วนี้กี่แคลอรี่ ช่วยบำรุงสมอง สายตา รักษามะเร็ง บลาๆๆ รับรองขายได้ขายดี

แบบแฟรนไชน์ ก็เป็นที่นิยมไม่แพ้กัน มีมากมายหลายแบรนด์ และหลายขนาดให้เลือก ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบคีออส ร้านขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นข้อดีสำหรับมือใหม่ ที่ได้เรียนทางลัด ได้รู้ตั้งแต่การเตรียมวัตถุดิบ การขาย การบริหารและการจัดทำระบบบัญชี แต่มีข้อเสียตรงที่ค่าแฟรนไชน์และเงินลงทุนค่อนข้างสูงซึ่งขึ้นอยู่กับแต่ละแบรนด์และเงินในกระเป๋าเราเองว่าจะใช้แบรนด์ไหนดี

5.การตกแต่งร้านที่เก๋ไก๋ ดูดีมีดีไซน์ เราไม่จำเป็นต้องลงทุนสูงเสมอไปถึงจะมีดีไซน์ บางร้านแต่งแบบไม่เยอะ ดูแล้วสบายๆ แต่มีเอกลักษณ์ หรือแปลกตา น่าเข้าไปแวะเวียนใกล้ ๆ แต่งร้านสไตล์เก๋ ๆ น่ารัก ๆ ดูอบอุ่นและเป็นมิตร ซึ่งมองจากข้างนอกแล้วอยากจะเข้าไปนั่งบ้าง หรือมีมุมถ่ายรูปแบบชิค ๆ ให้ลงโซเชียลอวดเพื่อน ๆ เป็นเทรนด์ที่ขาดไปไม่ได้เลยในยุคนี้ รวมถึงที่กล่าวไปข้างต้น ที่ต้องสร้างเรื่องราว (Story Telling) ให้ลูกค้าอยากบอกต่อ มาแล้วมาอีก

6.การบริการ การบริการเป็นวิธีมัดใจลูกค้าที่ดีที่สุด การพูดคุย ยิ้มแย้มด้วยน้ำเสียงและท่าทีที่เป็นมิตร จะทำให้ลูกค้ารู้สึกเป็นกันเอง มีทัศนคติเชิงบวกต่อร้าน และเป็นปากเสียงให้ร้านเราได้อีกด้วย หากไม่ได้ดูแลร้านเอง ก็ต้องหมั่นฝึกอบรมการบริการให้กับพนักงานหน้าร้านสม่ำเสมอ นอกจากนี้ ถ้ามีบริการอื่น ๆ เสริมเช่น Wifi , หนังสือ , คอมพิวเตอร์ ให้ด้วยก็จะยิ่งโดดเด่น

ขึ้นอยู่กับร้านแถวๆ นั้นเป็นลักษณะอย่างไร เราจะสร้างความต่างด้วยบริการใด และขึ้นอยู่กับเงินลงทุนในกระเป๋าอีกด้วย 7.การตั้งราคาขาย ขอให้ตั้งราคาที่เหมาะสมกับตลาด เหมาะสมลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย เพื่อที่จะได้มีกำลังซื้อ และสังเกตร้านในละแวกเดียวกันว่าตั้งราคาขายเท่าไหร่ ถ้าเราจะขายแพงกว่า ต้องมีคุณค่าพอที่ลูกค้ายอมจ่าย

8.งบลงทุน/กำไร/ระยะเวลาคืนทุน คราวนี้ก็เป็นเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ กันแล้วค่ะ ว่าเราต้องเตรียมงบลงทุนเท่าไหร่ถึงจะพอในการเปิดร้านธุรกิจเครื่องดื่ม ขอยกตัวอย่างธุรกิจร้านกาแฟ รูปแบบสร้างแบรนด์เอง ไม่ซื้อแฟรนไชน์ โดยแบ่งค่าใช้จ่ายเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้ค่ะ

เงินที่ลงทุนที่เป็นสินทรัพย์ถาวร ประมาณ 300,000-1,000,000 ขึ้นกับรูปแบบที่เลือก – ค่าออกแบบตกแต่งร้าน- ค่าวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับคุณภาพของเครื่องชงกาแฟ – ค่าสิทธิการเช่า (เซ้ง) ถ้ามี ขึ้นอยู่กับแต่ละทำเล- รายจ่ายประจำเดือน ประมาณ 25,000-60,000 บาท -ค่าเช่า ขึ้นอยู่กับขนาดพื้นที่ของร้าน ทำเล และรูปแบบ ราคาค่าเช่าก็แตกต่างกันไปรูปแบบร้านที่มีที่นั่ง 40 ตารางเมตรขึ้นไป

ตามแหล่งชุมชน รูปแบบเคาน์เตอร์หรือคีย์ออส 6 ตารางเมตรขึ้นไป มีที่นั่งจำนวนเล็กน้อย – ค่าจ้างพนักงาน – ค่าน้ำ ค่าไฟ – ตั้งเป้าหมาย ขายกี่แก้วต่อวัน และต้นทุนวัตถุดิบเฉลี่ย ถ้าเราตั้งราคาเฉลี่ย 35-55 บาท/แก้ว ขาย 100 แก้ว/วัน กำไรขั้นต้นเฉลี่ย 70-75% กำไรขั้นต้นต่อเดือนคิดเป็น 73,000-123,000 บาทต่อเดือน
หักรายจ่ายประจำเดือนเฉลี่ย 25,000-60,000

เป็นกำไรสุทธิประมาณ 48,000-63,000 บาทต่อเดือน ระยะเวลาคืนทุน 5-1.3 ปี คืนทุน อย่างไรก็ตาม ควรศึกษาข้อมูลเพื่อนำมาคำนวณแผนธุรกิจให้แม่นยำมากขึ้น ก่อนลงมือจริง การวางแผนทางการเงินสำหรับเจ้าของกิจการ ต้องรอบคอบและมีสภาพคล่องสูง ไม่เว้นแม้แต่ร้านกาแฟเล็กๆ กิจการที่ดีไม่ควรหยุดนิ่ง หากมีเงินเหลือควรแบ่งมาลงทุนเพื่อขยายกิจการเพิ่มเติม หรือเก็บไว้ปรับปรุงร้านให้ดูดีเสมอ

เชื่อว่าถ้าได้เตรียมความพร้อมมาอย่างดี บวกกับแรงบันดาลใจที่จะเป็นเจ้าของธุรกิจ มีความฝันแล้วลงมือทำ ลงมือก่อนย่อมได้เปรียบ ค่อยๆ เรียนรู้ ค่อยๆ ปรับหาจุดแข็งให้ตัวเอง ทำให้ดีกว่าคนอื่น และที่สำคัญทำอย่างมีความสุข จะช่วยให้ธุรกิจเครื่องดื่มดีขึ้นตามลำดับและขายดีแน่นอน

Leave your vote

0 points
Upvote Downvote

Total votes: 0

Upvotes: 0

Upvotes percentage: 0.000000%

Downvotes: 0

Downvotes percentage: 0.000000%

Comments

comments

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here