พริตตี้สาวสวย เปิดร้านชาบูถาดยักษ์ ราคาหลักร้อย แต่ความอร่อยหลักล้าน แห่งเดียวในเชียงใหม่

0
93

พริตตี้สาวสวย เปิดร้านชาบูถาดยักษ์ ราคาหลักร้อย แต่ความอร่อยหลักล้าน แห่งเดียวในเชียงใหม่

สาวพริ้ตตี้สุดเซ็กส์ซี่เชียงใหม่ ตกแต่งร้านสไตล์เก๋ไก๋ เปิดร้านชาบูถาดเบ้อเร่อ ขายราคาหลักร้อย แต่ความสดอร่อย และทัศนียภาพ หลักล้าน ลูกค้าตรึม แห่งเดียวในเชียงใหม่ โดยนางสาว ชญาณ์ณิณท์ สีดากุลวงค์ น้องแพรวา วัย 29 ปี พริ้ตตี้และนางแบบเอ็มวี ดีกรี บัณฑิตนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม่

เปิดร้านขาย ชาบูถาดเบ้อเร่อ บริเวณย่านถนนช่างหล่อ แยกประตูสวนปรุง กลางเมืองเชียงใหม่ เพจเฟสบุ๊ค ถาดเบ้อเร่อ

ใช้ถาดยักษ์ขนาด 80 เซนติเมตร ใส่อาหารสด มีมากกว่า 20 ชนิด ให้รับประทาน ทั้งอาหารทะเล กุ้ง หอย ปู ปลา แมงกะพรุน ปลาหมึก ไส้กรอก เนื้อหมู เนื้อไก่ หมูสามชั้น เต้าหู้ ไข่ไก่ และผัก พร้อมน้ำจิ้มรสเด็ด 3 รดชาติ ทั้งน้ำจิ้มซีฟู๊ด น้ำจิ้มสุกี้ และน้ำจิ้มหม่าล่า หากหมดสามารถสั่งอาหาร เพิ่มได้ตลอด คิดราคาหัวละ 199 บาท

พร้อมบรรยากาศชิวๆ อาหารราคาหลักร้อย แต่วิวของร้านชั้นสอง หลักล้าน สามารถมองเห็น ทัศนียภาพ ความสวยงามของกำแพงเมือง ย่านประตูสวนปรุง ทำให้ดื่มด่ำไปกับอาหาร และเสพบรรยากาศ ยามค่ำคืน ของตัวเมือง และวิวดอยสุเทพ ร้านเปิด 4 โมงครึ่งถึง เที่ยงคืน เรียกได้ว่ากินกันให้จุ๊ใจกันไปเลยทีเดียว

สำหรับใครอยากเป็นเจ้าของร้าน ตามไปดู วิธีเปิดร้านสไตล์ บุฟเฟต์ ให้รอดและรวยกันต่อเลย ร้านสไตล์ บุฟเฟต์ เป็นธุรกิจที่น่าสนใจหลายคนที่คิดจะลงทุนในธุรกิจนี้แต่ด้วยอัตราความเสี่ยงที่มีในตัวเองอยู่พอสมควรทั้งจากคู่แข่งและภาวะเศรษฐกิจทำให้หลายร้านที่ลงทุนไปไม่ได้ผลกำไรงอกงามอย่างที่คิดอย่างไรก็ตามธุรกิจนี้หากบริหารจัดการดีๆโอกาสรอดและรวยก็มีอยู่

1.โชว์จุดเด่นของวัตถุดิบ การที่ลูกค้าจะเลือกเข้าร้านปิ้งย่างแบบบุฟเฟต์ส่วนหนึ่งเพราะวัตถุดิบในร้านที่ยิ่งพิเศษยิ่งดึงดูดความน่าสนใจ เจ้าของร้านต้องโปรโมทความสุดยอดของวัตถุดิบที่ตัวเองมีให้น่าสนใจเช่นที่ร้านมีเนื้อสันนอก สันใน เซอร์ลอย ทีโบน หรือใครที่ไม่ทานเนื้อก็ยังมีเนื้อหมู ไก่ หมึก กุ้ง หรือซีฟู้ด เป็นต้น

 

2.สร้างกำลังใจให้กับพนักงาน คนทำงานย่อมต้องการสิ่งตอบแทนที่คุ้มค่าโดยเฉพาะ บุฟเฟต์ ที่ต้องมีพนักงานจำนวนมากทั้งแผนกอาหารสด แผนกครัว แผนกล้างจาน ร้านบุฟเฟต์ที่อยู่รอดและมีกำไรเขาสามารถซื้อใจลูกน้องได้ นั้นหมายถึงมีการดูแลด้านสวัสดิการที่ดี มีอัตราค่าจ้างที่เป็นธรรม และทำให้พนักงานรู้สึกว่าทำงานที่ร้านแล้วชีวิตมีความมั่นคง

3.แรงงานไทยหายากดูแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านบ้างก็ดี จะว่าไปคนไทยเดี๋ยวนี้หาจ้างยากมากส่วนใหญ่ที่ดีก็มีมากแต่ส่วนใหญ่เช่นกันที่ออกแนวขี้เกียจและไม่ขยันทำงาน เหตุนี้ลองผสมผสานกับแรงงานจากเพื่อนบ้านคัดสรรเอาเฉพาะคนที่น่าไว้ใจ ข้อดีของแรงงานกลุ่มนี้คือขยันและทุ่มเทให้กับการทำงานมาก

4.อย่าลืมเรื่องออนไลน์ สมัยนี้อะไรๆก็ต้องออนไลน์ไว้ก่อน ไม่ว่าจะเป็นเฟสบุ๊ค อินสตราแกรม ยูทูป เจ้าของร้านต้องเล่นกับสื่อเหล่านี้ให้เป็น ถ้าทำได้ก็อาจจะไลฟ์สดให้เห็นบรรยากาศร้าน ความพิเศษของเมนู หรือมีกิจกรรมปังๆ ก็อย่าลืมแชร์ให้โลกรับรู้บ้าง 5.มีกิจกรรมในร้านที่มีอะไรมากกว่าการนั่งกิน ส่วนหนึ่งของคนที่มาร้านปิ้งย่างแบบ บุฟเฟต์ ก็เพราะต้องการสังคม ต้องการพบปะเพื่อนฝูง

ดังนั้นทางร้านควรมีจัดกิจกรรมให้บรรยากาศนั้นคึกคัก ไม่ว่าจะเป็นการแสดงดนตรีสด การจัดจอโทรทัศน์ไว้ฉายฟุตบอลต่างประเทศ สิ่งเหล่านี้จะช่วยดึงดูดลูกค้าได้ดีมาก ส่วนหนึ่งของคนที่มาร้านปิ้งย่างแบบ บุฟเฟต์ ก็เพราะต้องการสังคม ต้องการพบปะเพื่อนฝูง ดังนั้นทางร้านควรมีจัดกิจกรรมให้บรรยากาศนั้นคึกคัก ไม่ว่าจะเป็นการแสดงดนตรีสด การจัดจอโทรทัศน์ไว้ฉายฟุตบอลต่างประเทศ สิ่งเหล่านี้จะช่วยดึงดูดลูกค้าได้ดีมาก

6.มีแผนสำรองรับมือวัตถุดิบร้านที่ขาดแคลน เจ้าของร้าน บุฟเฟต์ ที่ดีต้องมีแผนสำรองในการมองหาวัตถุดิบที่บางครั้งอาจต้องขาดแคลนหรือบางทีราคาเกิดแพงขึ้นเกินความจำเป็นหากยังฝืนใช้อาจส่งผลต่อกำไรที่มี ดังนั้นมีทางเลือกในการคัดสรรวัตถุดิบไว้หลายทางจะช่วยให้ร้านอยู่รอดได้ 7.ลูกค้าเก่าอย่าปล่อยให้หลุดมือ หัวใจสำคัญของธุรกิจคือฐานลูกค้าเดิม

หากไม่มีลูกค้าใหม่เข้ามาก็ต้องหาวิธีรักษาลูกค้าเก่าให้อยู่กับเราได้นานที่สุด ซึ่งก็มีวิธีมากมายที่ใช้ร่วมกันได้เช่นจัดโปรโมชั่น หรือให้สิทธิพิเศษลดราคา หรือมอบของขวัญในวันพิเศษต่างๆ เป็นต้น 8.มีวิธีรับมือในช่วงเวลาที่ลูกค้าเข้าร้านเยอะๆ ลูกค้ามาเยอะถือเป็นเรื่องดีแต่ในมุมกลับกันหากลูกค้ามาแล้วเกิดไม่ได้รับบริการที่ดี งานนี้ก็เป็นดาบสองคมได้เช่นกัน

เจ้าของร้านควรคิดว่าจะทำอย่างไรให้ลูกค้าทุกคนรู้สึกพอใจเช่นมีที่นั่งเพียงพอ อาหารเพียงพอ บริการจัดโต๊ะที่รวดเร็ว เป็นต้น 9.ธุรกิจจะดีจะรอดก็เพราะลานจอดรถ เป็นความจำเป็นที่หากเราจะทำร้านสไตล์นี้ควรมีจุดจอดรถที่ดีและไม่ควรไกลจากร้านเกินไป อาจจะดูเป็นปัจจัยที่ต้องลงทุนมากแต่ถ้าเราเป็นลูกค้าและต้องเลือกระหว่างร้านที่มีที่จอดรถกับร้านที่ไม่มีที่จอดรถ

รับรองว่าเราต้องเลือกร้านแรกก่อนแน่นอน 10.ธุรกิจต้องเน้น Volume ร้านใหญ่ได้เปรียบกว่าหลายคนคิดว่าทำบุฟเฟต์ปิ้งย่างเริ่มจากร้านเล็กๆแล้วค่อยขยาย แต่ในความเป็นจริงหากคิดจะลงทุนก็ควรเพิ่มสัดส่วนร้านให้ใหญ่อย่างพอเหมาะ อย่าลืมว่าร้านสไตล์นี้ต้องเน้นปริมาณลูกค้าให้มาก เพื่อถัวเฉลี่ยระหว่างคนกินมากกับคนกินน้อย หากมีโต๊ะน้อย ลูกค้าน้อยก็อาจไม่คุ้มทุนได้

หรือลูกค้าน้อยแต่ราคาสูงก็ไม่ดึงดูดใจให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการอีกเช่นกัน ธุรกิจปิ้งย่างสไตล์บุฟเฟต์ เป็นการลงทุนที่มีคู่แข่งอยู่ไม่น้อยดังนั้นเรื่องของทำเลและการบริหารจัดการถือว่าสำคัญมาก เราต้องทำให้ลูกค้ารู้สึกพอใจและอยากมากลับมาใช้บริการของเราให้ได้มากที่สุด

เคล็ด (ไม่) ลับ การทำร้านบุฟเฟต์ให้มีกำไร :ทำให้ลูกค้ารู้สึกคุ้มค่า จริงๆ แล้วลูกค้าไม่ได้สนใจว่าราคาบุฟเฟต์ของคุณจะถูกหรือแพง เขาสนใจแค่ว่าคุ้มหรือไม่คุ้มมากกว่า ฉะนั้นไม่ว่าคุณจะตั้งราคาบุฟเฟต์เท่าไหร่ จะ 99 บาทหรือ 1000 บาท จงมั่นใจว่าทุกเมนูที่คุณเสิร์ฟให้ลูกค้า จะทำให้เขารู้สึกคุ้มค่ากับเงินที่เสียไป โดยที่ไม่ได้รู้สึกว่าถูกยัดเยียดหรือเอาเปรียบ จำไว้ว่าลูกค้ามีทางเลือกเสมอ เมื่อเขารู้สึกว่าคุณไม่แฟร์ เขาก็พร้อมจะไปร้านอื่นทันที เพราะไม่ได้มีร้านคุณร้านเดียวที่ขายอาหารแบบนี้

บริหารจัดการต้นทุนให้ดี “You can’t manage what you can’t measure” “คุณไม่สามารถบริหารจัดการอะไรที่คุณไม่สามารถตรวจวัดได้” ก่อนที่คุณจะเริ่มคิดถึงการบริหารจัดการต้นทุน คุณต้องรู้ก่อนว่าในแต่ละเมนูมีต้นทุนเท่าไหร่ มีส่วนประกอบอะไรบ้าง อย่างละกี่กรัม เมนูไหนออกมากหรือออกน้อย เหล่านี้เป็นเรื่องพื้นฐานที่คนทำร้านอาหารบุฟเฟต์มักละเลย

เพราะชอบคิดว่าดูไปทำไม ในเมื่อเราไม่สามารถบังคับลูกค้าให้กินอย่างที่เราต้องการได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ถ้าเรารู้ว่าเมนูไหนมีต้นทุนที่สูงและไม่เป็นที่นิยม แค่เราตัดออกจะทำให้เราสามารถลด food costs ได้ทันที บริหารของเสียให้เหลือน้อยที่สุด ยิ่งคุณทำให้ของเสียในร้านเหลือน้อยเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้คุณมีกำไรที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น หากคุณใส่ใจในรายละเอียดและรู้จักมองหาไอเดียอะไรใหม่ๆ

อาจทำให้คุณได้เมนูใหม่โดยที่ต้นทุนวัตถุดิบแทบไม่เพิ่มขึ้นเลยก็ได้ ยกตัวอย่างเช่น ปลาแซลมอน 1 ตัว แทนที่เราจะแล่เอาหนังหรือเอาส่วนหัวปลาทิ้งไป คุณอาจเอามาทำหัวปลาต้มซีอิ๊ว หรือหนังปลาทอดกรอบ ก็จะทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าไลน์บุฟเฟต์ของคุณหลากหลายมากขึ้น โดยที่คุณแทบจะไม่เหลือเศษทิ้งเลย

เหล่านี้รวมไปถึงการทำให้ portion ของอาหารน้อยลง ก็อาจลดโอกาสที่ลูกค้าจะกินเหลือให้น้อยลงได้ เนื่องจากพฤติกรรมของคนที่กินบุฟเฟต์มักชอบลองอะไรหลายๆ อย่าง การที่แต่ละเมนูมีขนาดไม่ใหญ่นัก จะทำให้ลูกค้ามีโอกาสลองเมนูอื่นๆ มากขึ้น 4.คิดให้ดีก่อนทำโปรโมชั่น ท่าไม้ตายที่คนทำร้านบุฟเฟต์ส่วนใหญ่ใช้ในการทำการตลาดก็คือการลดราคา ไม่ว่าจะเป็นลด 30%

จากราคาเต็ม มา 4 จ่าย 3 หรือแม้กระทั่งมา 4 จ่าย 2 แน่นอนลูกค้าคุณอาจเพิ่มขึ้นอย่างถล่มทลายในระยะเวลาอันสั้น แต่เมื่อไหร่ที่คู่แข่งคุณลดราคาถูกกว่า หรือมีโปรโมชั่นที่ดึงดูดมากกว่า ก็มีโอกาสที่ลูกค้ากลุ่มนี้จะไหลไปร้านคู่แข่งคุณในทันที และสุดท้ายเกมมักจบลงที่ ไม่คุณก็คู่แข่งขาดทุนย่อยยับและต้องออกจากธุรกิจนี้ไป ฉะนั้นก่อนที่จะทำให้โปรโมชั่น

ให้กลับมาดูที่จุดยืนของแบรนด์ (Brand Positioning) ของคุณด้วยว่า ขายอะไรและขายใคร คุณอาจจะได้ลูกค้ากลุ่มใหม่ที่มาเพราะโปรโมชั่น แต่ในขณะเดียวกันคุณก็อาจเสียลูกค้ากลุ่มเดิมที่จงรักภักดีกับร้านคุณไป เพราะเขาคิดว่าคุณสูญเสียความเป็นตัวตนไปแล้ว และอาจทำให้คุณภาพของอาหารและการบริการที่เขาเคยได้รับลดลง รสชาติและบริการคือพื้นฐานที่สำคัญที่สุด

คนทำร้านบุฟเฟต์มักคิดว่า ลูกค้าที่มาร้านบุฟเฟต์เขาคงดูที่ความคุ้มด้านปริมาณเป็นหลัก รสชาติอาหารหรือบริการคงไม่ซีเรียสมาก ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง คงไม่เป็นไร ซึ่งเป็นสิ่งที่ผิดมหันต์ แท้จริงแล้วไม่ว่าลูกค้าจะเสียเงินให้คุณเพื่อมากินบุฟเฟต์หรืออะลาคาร์ท คงไม่มีใครอยากกินอาหารที่ไม่อร่อยหรือไม่มีคุณภาพแน่นอน

ฉะนั้นควรตั้งใจทำอาหารทุกจาน รวมถึงใส่ใจในการบริการให้ดีที่สุดไม่ต่างจากร้านอาหารทั่วไป และถ้าคุณต้องการลดค่าใช้จ่าย ขอให้คุณเลือกที่จะบริหารจัดการต้นทุนก่อนที่จะลดคุณภาพของอาหารหรือบริการ เพราะเมื่อไหร่ที่คุณเลือกลดคุณภาพของวัตถุดิบ โอกาสที่ลูกค้าของคุณจะเลิกใช้บริการร้านคุณก็ย่อมมีมากขึ้นด้วยเช่นกัน

Leave your vote

0 points
Upvote Downvote

Total votes: 0

Upvotes: 0

Upvotes percentage: 0.000000%

Downvotes: 0

Downvotes percentage: 0.000000%

Comments

comments

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here