เปิดบ้านใหม่-สวยหรูอลังการ ‘หนึ่ง จักรวาล’ นักดนตรีระดับประเทศ

0
290

เปิดบ้านใหม่-สวยหรูอลังการ ‘หนึ่ง จักรวาล’ นักดนตรีระดับประเทศ

ต้องบอกเลยว่า “หนึ่ง จักรวาล” เป็นอีกคนที่ทำให้ปรากฏการณ์ The Mask Singer ประสบความสำเร็จ ในฐานะผู้เรียบเรียงท่วงทำนองไพเราะติดหูสำหรับให้ผู้เข้าแข่งขันขับร้อง นั่นหมายความว่า ผู้ชมได้เห็นศักยภาพของชายคนนี้ อย่างครบเครื่อง และทำให้เขากลายเป็นขวัญใจมหาชน โดยที่ไม่ได้สวมบทบาทอะไรเลย นอกจากเป็นตัวเอง ซึ่งชั่วโมงนี้คงไม่มีใครที่ไม่รู้จักเค้าแล้ว

ต้องบอกว่าตอนนี้ผู้ชายคนนี้เป็นคนนึงที่ขาดไม่ได้เลยในรายการ I Can See Your Voice เขาให้ทั้งความรู้เกี่ยวกับเพลงรวมทั้งสร้างสีสันและเสียงหัวเราะให้เราได้สนุกสนานกัน แต่นอกจากเบื้องหน้าที่เราเห็นกันนั้น เบื้องหลังของชายคนนี้ นั้นน่าสนใจมากๆ เพราะ ล่าสุดเจ้าตัวก็ได้พาไปเปิดบ้านราคา 20 ล้าน ที่เจ้าตัวนั้นตั้งใจที่จะสร้างมาเพื่อเซอร์ไพรส์คุณแม่

โดยเจ้าตัวได้วางแผนไว้ว่าถ้าบ้านหลังนี้เสร็จเมื่อไหร่จะพาแม่มาดูเป็นคนแรกเลย ซึ่งต้องบอกเลยว่าแผนนั้นได้พังลงไปแล้วหลังคุณแม่ได้รู้ความลับจากภรรยาไม่นานมานี้ เอาเป็นว่าบ้านราคา 20 ล้าน  หนึ่ง จักรวาล คนนี้เป็น 1 ในนักดนตรีแถวหน้าที่ได้รับการยอมรับและยกย่องอย่างมากในประเทศไทย ผ่านการทำงานมาทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังในเส้นทางสายดนตรีมาอย่างยาวนานจนกลายเป็นที่ยอมรับ

“ถ้าพูดถึงเปียโน มันดูเป็นเครื่องดนตรีที่ต้องมีฐานะ แต่บ้านผมไม่มี ต้องอาศัยแอบดู แอบซ้อม ซึ่งชีวิตช่วงนั้นผมซ้อมหนักมาก ตีห้าต้องถึงโรงเรียน สี่โมงก็ซ้อมถึงห้าโมง ก็ต้องรีบออกไปทำงานเลิกตีสี่ กลับบ้าน อาบน้ำ แล้วไปมหาลัยต่อ ผมทำแบบนี้เป็นประจำทุกวัน ต้องบอกว่าชีวิตผมไม่เคยเห็นเตียงเลย เวลานอนของผมคือเวลาเรียน

แต่พอทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ ช่วงหลังๆ สภาพร่างกายเริ่มไม่ไหว ตัวดำๆ ผอมๆ เลยโดนเชิญผู้ปกครอง ครูเห็นเราเป็นเด็กคลองเตย ก็ถามแม่ว่าจักรวารติดยาหรือเปล่า… แต่ถึงสภาพตอนเรียนจะไม่ไหว พอได้ขึ้นเวทีมันกลายเป็นคนละคน ลงจากเวทีปุ๊บ อ้าว…นี่เราป่วยนี่หว่า แต่ผมไม่ได้มองว่านี่เป็นการทรมานตัวเองนะ ผมมองว่า มันคือความสุข

โดยชายคนนี้เริ่มต้นชีวิตจากบ้านที่อยู่ในสลัมคลองเตยตอนวัยเด็ก ซึ่งเป็นที่มาของการเริ่มเล่นดนตรีของเขา เนื่องจากครูคนแรกของพี่หนึ่งนั้นคือเพื่อนของพ่อ โดยพี่หนึ่งเรียกแทนเพื่อนพ่อคนนี้ว่า ป๊า ซึ่งเป็นนักดนตรีเล่นแอคคอเดียน และได้ทำการสอนพี่หนึ่งมา นอกจากนี้คุณพ่อของพี่หนึ่งยังเคยเป็นครูที่สอนนักร้องอย่างระดับคุณอา ไวพจน์ เพชรสุพรรณ ที่ตอนนี้กลายเป็นศิลปินแห่งชาติไปแล้วอีกด้วย

ต้องบอกว่าจากชีวิตในวัยเด็กที่มาจากสลัมของพี่หนึ่งนั้น ก้าวมาเป็นนักดนตรีระดับแถวหน้าของประเทศนั้นก็ไม่ธรรมดาแล้วนะครับ แต่ทุกวันนี้ชายคนนี้ยังมาในอีกบทบาทที่ดูสนุกสนานมากขึ้น อย่างในรายการ I Can See Your Voice ที่เราไม่อยากจะเชื่อเหมือนกันว่า ชายหน้าดุๆ คนนี้จะมีมุมฮาๆ ที่สามารถรับขุมตลกแต่ละอย่างที่โยนใส่มาให้พี่เค้าได้เป็นธรรมชาติมาก

จนทำให้แฟนๆ ที่ติดตามรายการได้อมยิ้มกันไม่หยุดเลย ถึงแม้ว่ามุมตลกนั้นจะขัดกับบุคลิกของตัวเองแต่ตัวของพี่หนึ่งก็ทำมันออกมาได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ “ในสมัยนั้นเราไม่คิดว่านักร้องเหล่านี้คือซูเปอร์สตาร์ เราเด็กมาก ไม่รู้เรื่อง ผมนั่งฟังคุณพ่อร้องเพลง เห็นคุณพ่อสอนคุณอาแต่ละคน พ่อบอกว่าวิธีการเล่นดนตรี การร้องเพลง คือการจินตนาการ บ้านเราไม่มีตังค์ซื้อคีย์บอร์ดหรือเครื่องดนตรีสักอย่าง

ไม่มีตังค์ส่งเสียเราเรียนดนตรี ให้เราใช้จินตนาการ ใช้หูฟังและสังเกต ในชีวิตช่วงหนึ่งเคยมีคีย์บอร์ดตัวเล็ก ๆ ที่ไม่สามารถเล่นคอร์ดได้ เล่นได้ทีละตัว เวลาคุณพ่อสอนคุณอาร้องเพลง ก็บอกให้เรากดโน้ตตาม ให้เราหาจากเสียงนั้นให้เจอ พ่อบอกให้สังเกต พยายามเก็บบรรยากาศตรงนั้น แล้วดึงเสียงพวกนั้นมาสู่จินตนาการของเราทำตามคุณพ่อไปเรื่อยๆ สักพักหนึ่ง

พ่อก็บอกให้ทำวงลูกทุ่งเล็ก ๆ ตอนอายุ 7 ขวบ ให้ไปเล่นตามบ้านเพื่อนพ่อ งานโกนจุก งานขึ้นบ้านใหม่ งานวันเกิด ผมเล่นออร์แกน มีคุณอาแต่ละท่านมาร้องเพลงให้ ทุกวันของการเล่น เราได้เห็นผู้คนมากมายผลัดกันหมุนเวียนเข้ามาร้องเพลง ร้องโดยที่ไม่ถามผมสักคำว่าผมเล่นได้รึเปล่า (เรียกเสียงหัวเราะดังทั่วห้อง) เล่นทุกวันจนรู้สึกว่าผูกพัน ผมคิดว่าต้องเอาตัวรอดแต่ละวันให้ได้

มันก็เลยเป็นเกมอย่างหนึ่งของผม เพลงไหนเล่นได้ก็เล่นไป เล่นไม่ได้ก็ต้องเล่นให้ได้ เล่นมั่วไป” นั่นคือชีวิตวัยเด็กของหนึ่ง จักรวาล จากนั้นเขาได้เรียนดนตรีจริงจังตอน ม.1 ที่วิทยาลัยนาฏศิลป์ “พ่อบอกให้ไปเรียนเปียโน ไปวันแรก ครูถามว่าใครจะเรียนเปียโน ทุกคนยกหมดเลย มีผมคนเดียวที่ไม่ยก เพราะผมไม่รู้จักเปียโน ผมรู้แต่ว่าไอ้ที่ผมเล่นที่บ้านมันคือคีย์บอร์ดและออร์แกน แล้วผมก็โดนจับเรียนไวโอลิน จบเอกไวโอลินมา”

แต่เขาก็พยายามขวนขวายหาวิธีเรียนเปียโนจนได้ “วิธีการเรียนเปียโนของผมคือ ไปแอบดูครูซ้อมครับ เราไปเล่นเองไม่ได้ เพราะว่ากฎเหล็กของวิทยาลัยนาฏศิลป์คือห้ามจับเครื่องมือที่ไม่ใช่วิชาเอกของเรา วันที่สองของการเรียน ผมมาโรงเรียนเช้ามาก ตีห้าครึ่ง ผมได้ยินเสียงเปียโนลอยมา ผมก็เดินตามเสียงเปียโนไปถึงห้องซ้อมเปียโน มีครูท่านหนึ่งนั่งเล่นเปียโนอยู่

มีหนังสือเพลงอยู่ข้างหน้า เราเข้าไปไม่ได้ก็แอบดูจากข้างหลัง แล้วก็เอาเงินที่หาได้จากการเก็บเศษกระดาษ เศษเหล็ก เก็บขวดชั่งกิโลขายไปซื้อหนังสือโน้ตเพลงเล่มนี้ แล้วกลับมาที่เดิม แอบฟังครูเล่นเปียโน เปิดหนังสือหน้าเดียวกันแล้วยืนมอง แล้วก็แอบมาเล่นอีกห้องหนึ่ง คิดว่าถ้าครูได้ยินแล้วมาด่าก็ไม่เป็นไร ยอม

ครั้งแรกที่ได้นั่งเก้าอี้เปียโน เปิดหนังสือ อ่านโน้ตไม่ออก ซื้อมาทำไม แล้วคำสอนของพ่อเข้ามา เวลาเล่นดนตรีอะไรก็แล้วแต่ …ฟัง เราก็กลับไปดูว่าครูเปิดหน้าไหนแล้วฟังว่าเสียงเป็นยังไง แล้วสังเกตว่าเสียงแบบนี้โน้ตมันเป็นแบบนี้ แล้วก็กลับไปเล่นอีก วิ่งไปวิ่งมาแบบนี้อยู่ 3 เดือน แต่ในใจคิดว่าเราจะทำแบบนี้ตลอดชีวิตไม่ได้ เราต้องเข้าใจให้เร็วที่สุด

ก็เลยเอาตัวไปลงสนามจริง ขอพ่อแม่ไปเล่นในคาเฟ่เดือนแรกเล่นโดยไม่เอาเงิน ไปนั่งอยู่ข้างมือคีย์บอร์ด เพลงไหนเล่นได้ก็ขอเขาเล่น เพลงไหนเล่นไม่ได้ก็นั่งดูแล้วถามเขา พอเดือนที่สองเริ่มมีวิชาความรู้ ย้ายไปเล่นอีกที่หนึ่ง แต่เตรียมใจไว้แล้วว่าโดนนักร้องด่าแน่นอน ก็เป็นไปตามความตั้งใจ นักร้อง 10 คนรุมด่า เพราะเล่นได้บ้างไม่ได้บ้าง 3 เดือนเสียงด่าเงียบ

มันเหมือนเป็นพี่น้องกันแล้ว เขาบอกวันนี้เล่นไม่ได้ไม่เป็นไร เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็เล่นได้ แต่ในความรู้สึกเรามันไม่ได้ ใจต้องสู้ มันเหงาไม่มีใครด่า ก็คิดว่าต้องไปที่ที่หนักกว่านี้ ไปอีกคาเฟ่หนึ่ง มีนักร้อง 20 คน เหตุการณ์ก็เหมือนเดิมครับ 3 เดือนเสียงด่าเริ่มเงียบ ก็ต้องไปหาที่อื่น” หนึ่งเล่นดนตรีกลางคืนมาเรื่อย ๆ สั่งสมประสบการณ์พัฒนาฝีมือ จากเล่นคาเฟ่ ขยับไปเล่นผับคนจีนที่ลูกค้ามีแต่คนจีน

เล่นไปเรื่อย ๆ ได้ไปเล่นดนตรีให้ศิลปินนักร้องที่มีชื่อเสียง แล้วเริ่มมีทักษะความสามารถในการทำเพลงเอง “ความสามารถด้านการเป็นมิวสิกไดเร็กเตอร์มันมาจากผมอยากแต่งเพลงได้ ทำดนตรีได้ ตามความฝันของพ่อ แต่เราไม่มีปัญญาไปเรียน เราก็อาศัยประสบการณ์จากสิ่งที่เราได้โอกาส สมมุติผมเล่นให้ศิลปินท่านหนึ่ง เวลาขึ้นคอนเสิร์ตแต่ละครั้งต้องแกะเพลงเล่นตามในแผ่น

แต่ผมรู้สึกว่าเล่นทุกวันมันเบื่อครับ และคิดว่าถ้าเราแก่แล้วใครจะมาจ้างเราต่อ เราเลยคิดว่าต้องเอาเวลาที่มีอยู่ทำให้มันมีค่าที่สุด ด้วยความซนก็เอาเพลงมานั่งทำที่บ้าน (เอาเพลงเดิมมาเรียบเรียงดนตรีใหม่) แล้วก็ซ้อมกับเพื่อน ผมโดนเพื่อนด่าว่าทำทำไมวะ ทำไปก็เหนื่อยเปล่า ผมก็ไม่เป็นไร วันนี้ทำฟรีแต่วันหน้าคงไม่ฟรีหรอก”

หนึ่งบอกว่า ศิลปินหลายคนที่เขาร่วมงานด้วยมีส่วนในการสร้างชื่อเสียงความสำเร็จของนักดนตรีชื่อ หนึ่ง จักรวาล เขาอธิบายว่า ตัวเขาเองเป็นเพียงนักดนตรีคนหนึ่ง หากนักร้องที่อยู่หน้าเวทีไม่ให้เกียรติพูดถึง และแนะนำชื่อเขาให้คนดูได้ยิน ก็คงไม่มีใครสนใจนักดนตรีที่เล่นอยู่ด้านหลังนักร้อง แต่เขาได้รับเกียรติจากศิลปินทุกคนที่เอ่ยชื่อเขาจนผู้ชมคุ้นชื่อ

จากนักดนตรีที่ตั้งเป้าจะขึ้นเวทีเล่นดนตรีกับฮีโร่ของตัวเอง วันนี้ หนึ่ง จักรวาล เป็นฮีโร่ที่นักดนตรีมากมายอยากร่วมเวทีด้วย “เขาเป็นนักดนตรีที่มีความแพรวพราวมาก ผมคิดว่าเขาเป็นตัวจริงของวงการดนตรี และเป็นผู้ที่มีความเพียร เป็นผู้ที่แสดงตัวตนออกมาอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ จนทุกคนเห็นในวันหนึ่ง มวลประชาชนทั้งหลายอาจจะเพิ่งเห็นพี่หนึ่งในช่วงที่ผ่านมา แต่จริง ๆ พี่หนึ่งทำมานานมากแล้ว แล้ววันหนึ่งสิ่งที่พากเพียรมันก็ได้ปรากฏออกมา”

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here