คูเมืองเชียงใหม่ กับแผนสร้างมนต์เสน่ห์ เพื่อเป็นทางเลือก ในการท่องเที่ยวรับทัวร์จีน

0
172

คูเมืองเชียงใหม่ กับแผนสร้างมนต์เสน่ห์ เพื่อเป็นทางเลือก ในการท่องเที่ยวรับทัวร์จีน

“คูเมืองเชียงใหม่” สร้างในรัชสมัยพระญามังราย เมื่อปีพ.ศ.1839 ตามคติความเชือของการสร้างความมั่นคง แห่งราชธานี แบบเดียวกับกรุงสุโขทัย และทำหน้าที่เป็นปราการปกป้องเมือง จากการรุกรานของอริราชศัตรู ประวัติศาตร์บันทึกไว้ว่า กว้าง 900 วา ยาว 1 พันวา เป็นสี่เหลี่ยมล้อมรอบเขตเมืองชั้นในด้านละประมาณ 1.8 กม. ปัจจุบันมีความกว้างราวๆ 13 เมตร จากเดิม 25 เมตร

ลึกโดยเฉลี่ย 3-4 เมตร ระหว่างคูเมืองแต่ละทิศ มี 5 ประตูทางเข้าเมือง เป็นทางขวางคูเมือง โดยมีท่อลอดเชื่อมระบบไหลเวียนของน้ำ ได้รับการบูรณะในรัชสมัยพญาเมืองแก้ว สมัยล้านนา และสมัยพระยากาวิละในสมัยรัตนโกสินทร์ จนถึงปัจจุบันมีการขุดลอก ปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง อยู่ในความดูแลของ ทน.เชียงใหม่ ในอดีตภาพของคูเมืองที่โดดเด่น

- Advertisement -

คือ ทำหน้าที่ แหล่งเล่นน้ำช่วงเทศกาลสงกรานต์ และเป็นพื้นที่แก้มลิงรับน้ำจากดอยสุเทพ ทางระบายน้ำที่ไหลมาจามทางราบลุ่ม ท่วมขังรอการระบายในแต่ละจุด จะมี คูเมืองช่วยรับลดปริมาณน้ำในช่วงฤดูฝน มีช่วงหนึ่งที่คณะผู้บริหาร ทน.เชียงใหม่ นำเสนอโครงการ ปรับปรุงคูเมือง ซึ่งมี 4 แจ่ง คือแจ่งศรีภูมิ, ขะต๊ำ, กู่เฮือง และแจ่งหัวลิน จะมีรูปสัตว์มงคลพ่นน้ำเช่นสิงโตพ่นน้ำ

ที่ลือชื่อของสิงคโปร์ แต่มีการร้องเรียนเรื่องงบ ทำให้เห็นแค่โครงสร้างฐาน ตามหัวมุมแจ่งต่างๆ รอบคูเมือง อีกทั้งเคยมีเอกชนนำเสนอแผน ขอสัมปทานบริการ จักรยานปั่นในน้ำในคูเมือง บริเวณตรงข้ามสวนบวกหาด , บริเวณใกล้ประตูช้างเผือก จนนำไปสู่การพัฒนาบริเวณดังกล่าว ให้มีน้ำตก มีทางลาดลงใช้บริการ แต่มีการเปลี่ยนแปลงคณะผู้บริหาร ทน.เชียงใหม่ ล่าสุดมีความพยายามของกลุ่มร่วมทุนไทย-จีน ขอปัดฝุ่นโปรเจคท์นี้อีกครั้ง ชาวเชียงใหม่เห็นด้วยกับสร้างมนต์เสน่ห์คูเมือง เพื่อทางเลือก ในการท่องเที่ยวรับทัวร์จีนรูปแบบนี้หรือไม่

ตาไปดูเรื่องราว คู่เมือง เชียงใหม่ 4 แจ่ง 5 ประตู หากใครกำลังเดินทางมาในตัวเมืองเชียงใหม่ แล้วขับรถวนรอบเมือง จะสังเกตเห็นซากอิฐและกำแพงเก่าๆ รอบตัวเมืองเชียงใหม่ ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติ ในปี พ.ศ. 2478 ประตูเมืองในปัจจุบัน จะเป็นประตูเมืองของกำแพงชั้นใน ซึ่งมีทั้งหมด 5 ประตู ได้แก่

1.ประตูช้างเผือก  เดิมมีชื่อว่า ประตูหัวเวียง เป็นประตูชั้นในด้านทิศเหนือ สมัยก่อนเป็นประตูเอกของเมือง ในพระราชพิธีบรมราชาพิเษก กษัตริย์จะเสด็จเข้าเมืองยังประตูนี้ ประตูนี้เปลี่ยนชื่อในรัชสมัยของพระเจ้ากาวิละ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 1 เนื่องจากได้โปรดให้สร้างอนุสาวรีย์รูปช้างเผือกขึ้น สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง ได้แก่ อนุสาวรีย์สามกษัตริย์, วัดหัวข่วง, วัดโลกโมฬี, หอประวัติศาสตร์, พิพิธภัณฑ์ถิ่นล้านนา, วัดอินทขิล

2. ประตูท่าแพ  เดิมมีชื่อว่า ประตูเชียงเรือก เป็นประตูชั้นในด้านทิศตะวันออก ที่มาของชื่อเนื่องจากประตูด้านนี้เป็นประตูที่จะไปยังท่าน้ำของแม่น้ำปิง ซึ่งมีแพจำนวนมากอยู่ ปัจจุบันถือเป็นแลนด์มาร์คของนักท่องเที่ยว และเป็นลานที่ใช้จัดงานเทศกาลต่างๆด้วย สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง ได้แก่ ลานจัดกิจกรรมประเพณีต่างๆ , ถนนคนเดิน(ทุกวันอาทิตย์), กาดวโรรส, สะพานนวรัฐ

3.ประตูเชียงใหม่  เดิมมีชื่อว่า ประตูท้ายเวียง เป็นประตูชั้นในด้านทิศใต้ ถือเป็นประตูธุรกิจ เพราะตั้งอยู่ในแหล่งธุรกิจ ตลาด ร้านค้า เป็นจุดจอดรถโดยสารเชื่อมไปอำเภอต่างๆทางใต้ของเมืองเชียงใหม่ สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง ได้แก่ ตลาดประตูเชียงใหม่, วัดเจดีย์หลวง, วัดเจ็ดลิน, วัดช่างแต้ม, ถนนคนเดินวัวลาย(ทุกวันเสาร์)

4. ประตูแสนปุง หรือ ประตูสวนปรุง เป็นประตูที่เจาะกำแพงชั้นในด้านใต้สร้างขึ้นใหม่ในรัชสมัย พญาสามฝั่งแกน เนื่องจากในรัชสมัยของพระองค์ได้สร้างเจดีย์ราชกุฏคารขึ้น เพื่อความสะดวกแก่พระราชชนนีที่โปรดประทับอยู่ที่ตำหนักนอกกำแพงเมืองจะได้ทรงสะดวกในการเสด็จมาสักการะพระเจดีย์ และตั้งชื่อว่า ประตูสวนแร ต่อมาบริเวณนั้นเป็นที่ใช้ประหารนักโทษ ใช้หอกหลาวทิ่มแทงปุง (พุง) ชาวบ้านจึงเรียกว่าประตูสวนปุง หรือ ประตูแสนปุง

5.ประตูสวนดอก  เป็นประตูชั้นในด้านทิศตะวันตก ที่มาของชื่อเนื่องจากบริเวณนั้นเป็นเป็นที่ตั้งของพระราชอุทยานของพญามังรายมหาราช สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง ได้แก่ วัดพระสิงห์, วัดสวนดอก, วัดปันเสา, นิมมานเหมินท์

สำหรับ แจ่งเมือง กำแพงเมืองเชียงใหม่มีแจ่ง (มุม) 4 แจ่ง ซึ่งถือเป็นป้อมปราการของเมืองในอดีต แต่ละมุมจะออกไปยังสถานที่สำคัญต่างๆ เดิมชื่อ แจ่งสะหลีภูมิ เป็นแจ่งทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มาของชื่อหมายถึง ศรีแห่งเมือง ถือเป็นจุดแรกเริ่มของการสร้างเมืองเชียงใหม่เชื่อมต่อถนนอัษฏาธร ออกไปยังตลาดคำเที่ยง และถนนวิชยานนท์ ออกไปยังตลาดเมืองใหม่, เจดีย์ขาว

1. แจ่งศรีภูมิ  เดิมชื่อ แจ่งสะหลีภูมิ เป็นแจ่งทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มาของชื่อหมายถึง ศรีแห่งเมือง ถือเป็นจุดแรกเริ่มของการสร้างเมืองเชียงใหม่ เชื่อมต่อถนนอัษฏาธร ออกไปยังตลาดคำเที่ยง และถนนวิชยานนท์ ออกไปยังตลาดเมืองใหม่, เจดีย์ขาว

2.แจ่งก๊ะต้ำ หรือ แจ่งขะต๊ำ  เป็นแจ่งทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ที่มาของชื่อหมายถึง กับดัก เป็นเครื่องจับปลาชนิดหนึ่ง เพราะมุมด้านนี้อยู่ต่ำสุดมีปลาชุกชุม จึงมีผู้คนมาดักปลาโดยใช้ ขะต๊ำ เชื่อมต่อถนนศรีดอนชัย ออกไปยังไนท์บาร์ซ่า, ขัว(สะพาน)เหล็ก, ถนนช้างคลาน

3.แจ่งกู่เฮือง เป็นแจ่งทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ที่มาของชื่อเนื่องจากเป็นที่เก็บอัฐิของ อ้ายเฮือง ที่ได้เป็นผู้คุมของพญาคำฟู ซึ่งได้ถูกนำมาคุมขังที่นี่ภายหลังถูกจับกุม เนื่องจากก่อนหน้าได้ชิงราชสมบัติจากพญาแสนภู ซึ่งพญาไชยสงคราม พระบรมเชษฐาของพญาแสนภูปกครองเชียงรายอยู่รับสั่งให้มาปราบ

4.แจ่งหัวลิน  เป็นแจ่งด้านตะวันตกเฉียงเหนือ ที่มาของชื่อเนื่องจากเป็นจุดรับน้ำจากห้วยแก้ว(ดอยสุเทพ) ผ่านราง(ลิน) ถือว่าเป็นภูมิปัญญาของระบบน้ำประปาแบบโบราณ เชื่อมต่อถนนสุเทพ ออกไปยังดอยสุเทพ, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, สวนสัตว์เชียงใหม่

คูเมือง สมัยก่อนคูเมืองใช้ป้องกันข้าศึกที่มารุกราน และยังเป็นแหล่งประมงและแหล่งน้ำสำหรับเมืองเชียงใหม่ ซึ่งน้ำในคูเมืองเป็นน้ำที่รับมาจากดอยสุเทพ  ในปัจจุบัน เนื่องจากไม่มีกำแพงเมืองแล้ว จึงเรียกแนวกำแพงเมืองเชียงใหม่นี้ว่า “คูเมือง” เป็นคูน้ำความกว้างราว 10 เมตร (เคยกว้างสูงสุด 25 เมตร) ลึกสุด 4 เมตร ตลอดคูเมืองจะมีน้ำพุ และจุดกลับรถกั้นเป็นระยะๆ ซึ่งในเทศกาลสงกรานต์นิยมเล่นน้ำสงกรานต์กันรอบคูเมือง

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here