สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา เปิดรับสมัครเป็นพนักงานราชการรัฐสภา วุฒิ ม.3 ขึ้นไป เงินเดือน 18,000 บาท

0
240

สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา เปิดรับสมัครเป็นพนักงานราชการรัฐสภา วุฒิ ม.3 ขึ้นไป เงินเดือน 18,000 บาท

สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา รับสมัครสอบเป็นพนักงานราชการรัฐสภา (ไม่ต้องผ่านภาค ก.) วันที่ 1- 8 มิ.ย. 61 เดี๋ยวเราจะมาดูถึงประวัติกันนะค่ะว่ามีความมั่นคงในการทำงานมากน้อยเพียงใด ความเป็นมาของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาประเทศไทย เกิดขึ้นมาตั้งแต่ ปี 2518 ทางสภานิติบัญญัติได้ทำหน้าที่ในการออกกฎหมายการจัดระเบียบทางราชการทางฝ่ายรัฐสภา

เปิดให้มี สำนักงานเลขาธิการรัฐสภา และส่วนของสำนักงานราชการในชื่ออื่นๆ หน้าที่ของ สำนักงานเลขาธิการรัฐสภา ต้องทำหน้าที่เกี่ยวกับงานราชการทั่วไปของรัฐสภา และเป็นผู้รักษาความปลอดภัยความสงบในรอบรัฐสภา และมีเลขาธิการเป็นคนคอยบัญชาข้าราชการ และรับผิดชอบในการดูแลการปฏิบัติราชการ ขึ้นตรงต่อประธานรัฐสภา และมีรองเลขาธิการคอยช่วยดูแลข้าราชการ

และยังสามารถช่วยเลขาธิการในการปฏิบัติงานด้วยก็ได้ ต่อมาภายในปี 2534 ทางนิติบัญญัติแห่งชาติได้มีการแก้ไขกฎหมายราชการสังกัดรัฐสภา โดยได้สั่งมอบหมายให้คณะกรรมการข้าราชการให้ปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสำนักงานเลขาธิการ ให้มีความสอดคล้องเหมาะสมกับข้าราชการอื่นๆ แล้วจึงนำมาเสนอต่อคณะรัฐมนตรีให้พิจารณา

โดยทางรัฐมนตรีได้เสนอร่างพระราชบัญญัติจัดระเบียบงานราชการ คือ ให้ทางสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา และสำงานงานเลขาธิการผู้แทนราษฎร ให้เทียบเท่ากรม และได้เป็นนิติบุคคล ให้มีอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับงานสำนักงานเลขาธิการรัฐสภา และบรรดาอำนาจทั้งหลายของเจ้าหน้าที่สำนักงานเลขาธิการรัฐสภาตั้งแต่ กิจการ สิทธิ ทรัพย์สิน หนี้ ข้าราชการ ลูกจ้าง

รวมไปถึงเงินงบประมาณของสำนักงานเลขาของรัฐสภามาเป็นของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา และสำนักงานเลขาธิการผู้แทนราษฎร โดยมีเลขาธิการรัฐสภา และรองเลขาธิการรัฐสภา ดำเนินงานร่วมกัน โดยคำขอเหล่านี้ให้มีกำหนดใช้ถัดจากวันประกาศในราชการกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาประเทศไทย ได้มีส่วนร่วมทำหน้าที่คอยดูแลรักษาความเป็นอยู่ของราษฎรไทยให้น่าอยู่

และยังช่วยหน่วยงานของรัฐในการจัดงบประมาณต่างๆ ทั้งเรื่อง ทรัพย์สิน , กิจการ , ลูกจ้าง , งบประมาณ ต่างๆ ให้มีความสมดุลทางด้านงบประมาณให้เกิดประโยชน์ และไม่ให้เกิดความสิ้นเปลืองในงบประมาณนั้น ทุกวันนี้การเมืองของประเทศไทยนั้นยังไม่คงที่ทางหน่วยงานราชการต่างๆ จึงต้องร่วมมือกันแก้ไขสถานการณ์ในตอนนี้ให้ดียิ่งขึ้นไปอีก

ในปี พ.ศ. ๒๕๑๘ สภานิติบัญญัติแห่งชาติทำหน้าที่รัฐสภา ได้ออกกฎหมายว่าด้วยการจัดระเบียบปฏิบัติราชการฝ่ายรัฐสภา ซึ่งได้กำหนดให้มีส่วนราชการสังกัดรัฐสภา คือ สำนักงานเลขาธิการรัฐสภา และส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น โดยได้กำหนดให้ สำนักงานเลขาธิการรัฐสภามีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการประจำทั่วไปของรัฐสภา และรักษาความสงบเรียบร้อยในบริเวณรัฐสภา

มีเลขาธิการรัฐสภาเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการและรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการ ขึ้นตรงต่อประธานรัฐสภา และจะให้มี รองเลขาธิการรัฐสภาเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการและช่วยเลขาธิการรัฐสภาปฏิบัติราชการด้วยก็ได้ ต่อมาปี พ.ศ.๒๕๓๔ สภานิติบัญญัติแห่งชาติทำหน้าที่รัฐสภาได้มีการปรับปรุงกฎหมายของส่วนราชการในสังกัดรัฐสภา

เพื่อให้มีความเหมาะสมและเสริมสร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติราชการของข้าราชการ รัฐสภาสามัญให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ดังนั้น สภานิติบัญญัติแห่งชาติ โดย ดำริของ ฯพณฯ นายอุกฤษ มงคลนาวิน ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ มีแนวนโยบายที่จะจัดตั้ง ส่วนราชการขึ้นใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการ บริหารราชการ

โดยให้คณะกรรมการข้าราชการฝ่ายรัฐสภาพิจารณา ปรับปรุง กฎหมายที่เกี่ยวข้อง กับสำนักงานเลขาธิการรัฐสภา และข้าราชการฝ่ายรัฐสภาให้เหมาะสม และสอดคล้องกับข้าราชการประเภทอื่นๆ และได้นำเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา โดยคณะรัฐมนตรีได้เสนอร่างพระราชบัญญัติจัดระเบียบปฏิบัติราชการฝ่ายรัฐสภา (ฉบับที่..) พ.ศ. …. และร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายรัฐสภา

(ฉบับที่..) พ.ศ. …. เข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติ แห่งชาติ ในคราวประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติทำหน้าที่รัฐสภา ครั้งที่ ๑๕ / ๒๕๓๕ ที่ประชุมได้ลงมติรับหลักการแห่งร่าง พระราชบัญญัติ ทั้งสอง ฉบับ โดยยังคง ให้มี สำนักงาน เลขาธิการ รัฐสภาไว้เช่นเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง แต่ในการพิจารณาปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว

ได้มีสมาชิกสภา นิติบัญญัติแห่งชาติ ได้เสนอให้มีการพิจารณาปรับปรุงส่วนราชการสังกัดรัฐสภาซึ่งกำหนดให้มี สำนักงานเลขาธิการ วุฒิสภา และสำนักงานเลขาธิการสภา ผู้แทนราษฎรเป็นส่วนราชการสังกัดรัฐสภา โดยยุบเลิกสำนักงานเลขาธิการ รัฐสภา ข้อเสนอนี้ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมาธิการการบริหารและการ ยุติธรรม และ ได้เสนอรายงานผลการ พิจารณาร่าง

พระราชบัญญัติทั้งสองฉบับเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทำหน้าที่รัฐสภาในคราว ประชุมครั้งที่ ๑๗ / ๒๕๓๕ ที่ประชุมได้ลงมติในวาระที่ ๓ เห็นชอบให้ ประกาศใช้เป็นกฎหมายได้ พระราชบัญญัติจัดระเบียบปฏิบัติราชการฝ่ายรัฐสภา (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ และพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายรัฐสภา (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๓๕

ที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทำหน้าที่รัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบให้ประกาศใช้เป็นกฎหมายนั้น หากจะกล่าวแล้วมีข้อสรุปในหลักสาระสำคัญบางประการดังนี้ ให้มีส่วนราชการสังกัดรัฐสภา คือ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา สำนักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎร และส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น ส่วนราชการเหล่านี้มีฐานะเทียบเท่ากรม และเป็น นิติบุคคล

สำหรับส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นหากจะจัดตั้งขึ้นก็ต้องทำเป็นพระราชบัญญัติ ให้โอนบรรดาอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการของสำนักงานเลขาธิการรัฐสภา และบรรดาอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่สำนักงานเลขาธิการรัฐสภาตามมาตรา ๒๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดระเบียบปฏิบัติราชการฝ่ายรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๑๘ มาเป็นของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา

และสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรหรือของเจ้าหน้าที่สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา และของเจ้าหน้าที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรตามพระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้ ตามที่ ก.ร. กำหนดแล้วแต่กรณี ให้โอนบรรดากิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ หนี้ ข้าราชการ ลูกจ้าง และเงินงบประมาณของสำนักงานเลขาธิการรัฐสภา ตามมาตรา ๒๔

แห่งพระราชบัญญัติจัดระเบียบปฏิบัติราชการฝ่ายรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๑๘ มาเป็นของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา และสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรตามพระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้ ตามที่ ก.ร. กำหนด แล้วแต่กรณี เพื่อให้การโอนบรรดาอำนาจหน้าที่และกิจการเป็นไปโดยเรียบร้อย ได้กำหนดให้เลขาธิการรัฐสภาและรองเลขาธิการรัฐสภาร่วมกันดำเนินการดังนี้

(๑) แบ่งส่วนราชการภายในและกำหนดสถานที่ทำงานของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา และสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร
(๒) จัดอัตรากำลังของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา และสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร
(๓) จัดแบ่งบรรดากิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ หนี้ ข้าราชการ ลูกจ้าง และเงินงบประมาณของสำนักงานเลขาธิการรัฐสภา ให้แก่สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาและสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

ให้เสนอผลการดำเนินการตาม (๑) (๒) และ (๓) ต่อคณะกรรมการข้าราชการฝ่ายรัฐสภา ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวัน นับแต่วันที่พระราชบัญญัติจัดระเบียบปฏิบัติราชการฝ่ายรัฐสภาประกาศในราชกิจจานุเบกษา (ประกาศราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๑๐๙ ตอนที่ ๓๕ ลงวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๓๕) ในคราวประชุมคณะกรรมการข้าราชการฝ่ายรัฐสภา

ครั้งที่ ๖/๒๕๓๕ วันพุธที่ ๙ กันยายน ๒๕๓๕ ที่ประชุมได้มีมติแต่งตั้ง นายพินิต อารยะศิริ เป็นเลขาธิการวุฒิสภา และได้มีมติให้จัดแบ่งลูกจ้างให้แก่สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา และสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ต่อมาในคราวประชุม คณะกรรมการข้าราชการฝ่ายรัฐสภา ครั้งที่ ๗/๒๕๓๕ วันศุกร์ที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๓๕ ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบในการจัดแบ่งข้าราชการให้แก่สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา

และสำนักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎร และมีมติอนุมัติให้กำหนดชื่อตำแหน่งในสายงาน ตำแหน่งประเภท และคุณสมบัติพิเศษเฉพาะตำแหน่งให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา และสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร โดยข้าราชการรัฐสภาสามัญที่แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในสังกัดสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภานั้น มีจำนวนทั้งสิ้น ๑๙๓ ราย

ซึ่งจำนวนกรอบอัตรากำลังข้าราชการรัฐสภาสามัญของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาที่ ก.ร. พิจารณาอนุมัติ มีทั้งสิ้น ๓๔๒ อัตรา ลูกจ้างประจำของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา มีจำนวน ๖๒ ราย จากกรอบอัตรากำลังลูกจ้างประจำที่ ก.ร. กำหนด ๗๔ อัตรา เพื่อปฏิบัติงานราชการประจำของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา และมีประกาศรัฐสภาแบ่งส่วนราชการสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา

ตามความในมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติจัดระเบียบปฏิบัติราชการฝ่ายรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๑๘ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติจัดระเบียบปฏิบัติราชการฝ่ายรัฐสภา (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ ประกอบด้วยมาตรา ๑๖ แห่งพระราชบัญญัติจัดระเบียบปฏิบัติราชการฝ่ายรัฐสภา (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ ประธานรัฐสภาด้วยความเห็นชอบของคณะกรรมการข้าราชการฝ่ายรัฐสภา

และโดยผลของประกาศรัฐสภาฉบับนี้ ข้อ ๑ ได้กำหนดให้ประกาศรัฐสภามีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป (ประกาศราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๐๙ ตอนที่ ๙๓ ลงวันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๓๕) จึงถือว่าสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาได้ตั้งขึ้นในวันที่ ๑๒ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๕

Leave your vote

0 points
Upvote Downvote

Total votes: 0

Upvotes: 0

Upvotes percentage: 0.000000%

Downvotes: 0

Downvotes percentage: 0.000000%

Comments

comments

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here