เฟซบุ๊กเพิ่มฟีเจอร์ ‘หาคู่’ เอาใจคนโสดที่มีมากกว่า 200 ล้านคน (ภาพ-รายละเอียด)

0
333

เฟซบุ๊กเพิ่มฟีเจอร์ ‘หาคู่’ เอาใจคนโสดที่มีมากกว่า 200 ล้านคน (ภาพ-รายละเอียด)

จากกรณีเมื่อ 2 พ.ค. เอพีรายงานวิเคราะห์ผลการแถลงข่าวของ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งและซีอีโอเฟซบุ๊ก โซเชียลมีเดียรายยักษ์ใหญ่ของโลก ในงาน เอฟ 8 ที่นครซาน โจเซ่ รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยไฮไลต์ของปีนี้ อยู่ที่การประกาศรุกตลาดนัดบอดออนไลน์ ซึ่งซักเคอร์เบิร์ก รีบย้ำทันทีว่า บริการใหม่ที่ว่านั้นได้รับการออกแบบมาโดยเล็งเห็นถึงความสำคัญของการรักษาข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้เป็นหลักเพราะทางเฟซบุ๊กไม่ต้องการให้เกิดปัญหาเดิมอีก

ซักเคอร์เบิร์ก กล่าวว่า ผู้ใช้เฟซบุ๊กที่ระบุว่าตัวเองมีสถานะโสดนั้นมีอยู่กว่า 200 ล้านคน หัวใจหลักของเฟซบุ๊กคือการสร้างความสัมพันธ์ และเครือข่ายความเชื่อมโยงระหว่างผู้ใช้ จึงไม่มีสิ่งใดเหนือไปกว่าความสัมพันธ์แบบความรักอีก ฟีเจอร์ดังกล่าวจะได้รับการเพิ่มเข้าไปในเฟซบุ๊ก และจะมุ่งไปที่ “ความสัมพันธ์ในระยะยาว” ต่อกัน ไม่ใช่เป็นเพียงแค่การหาคู่ธรรมดาๆ และระบบดังกล่าวจะไม่นับรวมผู้ที่มีสถานะเป็นเพื่อนอยู่แล้วมาเป็นคู่รัก

- Advertisement -

การประกาศดังกล่าวสร้างความฮือฮาในที่จัดการประชุม ขณะที่มูลค่าหุ้นของ ทินเดอร์ แอพพลิเคชั่นหาคู่รักที่เฟซบุ๊กเป็นเจ้าของนั้นปรับตัวลดลงทันทีถึงร้อยละ 22 สะท้อนความไม่มั่นใจในชะตากรรมของทินเดอร์ หลังยักษ์ใหญ่อย่างเฟซบุ๊กประกาศจะลงสนามเอง ขณะที่สังคมโลกออนไลน์ต่างมีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ถึงฟีเจอร์ดังกล่าวที่ออกมาว่า

ทุกวันนี้เฟซบุ๊กก็แทบแย่อยู่แล้ว หากใส่ฟีเจอร์ “หาคู่” เข้าไปเพิ่มเหมือนแอพ Tinder ที่เป็นเว็บหาคู่ง่ายดายเพียงการปัดหน้าจอ เฟซบุ๊กจะการเป็นแหล่ง “นัดยิ้ม” ที่ใหญ่สุด และมีแต่เรื่องอนาจารเต็มเฟซอย่างแน่นอน บางส่วนมองว่า ซักเคอร์เบิร์ก กำลังยุ่งวุ่นวายกับชีวิตผู้ใช้เฟซบุ๊กมากขึ้นเรื่อยๆ และไม่โอเคที่มีฟีเจอร์เช่นนี้เข้ามา โดยบางคนแสดงความเห็นว่า การเทคโอเวอร์หรือซื้อแอพหาคู่อื่น น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

“มีคน 200 ล้านคนบนเฟซบุ๊กที่ตั้งสถานะโสด” มาร์คบอก แล้วประกาศวันนี้ (2 พ.ค) ว่าเฟซบุ๊กจะเพิ่มฟีเจอร์ใหม่เพื่อใช้หาคู่ ดูจากหน้าตาในรูปก็เดาว่าจะมีวิธีเล่นคล้ายๆ ทินเดอร์ คือสามารถมองเห็นโปรไฟล์คร่าวๆ ของคนที่ไม่ได้อยู่ในเฟรนด์ลิสต์ และกดปุ่มจีบได้ –ใช่แล้ว มันก็ Hi5 ดีๆ นี่เอง แม้มาร์คจะบอกว่า สิ่งที่เฟซบุ๊กจะทำ นั้นคือการ

“สร้างความสัมพันธ์ที่งดงาม” (building meaningful relationship) ไม่ใช่การ “นัดยิ้ม” (hook up) แต่แหม…เราก็เห็นทุกแอ็พหาคู่ก็พูดงี้หมดแหละ สุดท้ายก็เอาไว้นัดซั่มกัน อั่กๆๆๆ ทันที่มาร์คประกาศจบ หุ้นของเครือ Match Group เจ้าของ Tinder ก็ตกลงทันที 23% บ๋าย-บาย คนเล่น Tinder ส่วนใหญ่ จะใช้แอคเคาท์เฟซบุ๊กสร้างโปรไฟล์ทินเดอร์

นี่คงเป็นบทเรียนของทินเดอร์ ว่าตนควรเป็นที่พึงแห่งตน ไม่ควรเอาตัวองไปผูกกับแพล็ตฟอร์มอื่นตั้งแต่แรก ก็รู้กันอยู่ว่า นิสัยของเฟซบุ๊กคือ เจออะไรฮิตก็ไปช้อน ไปซื้อมา ถ้าเขาไม่ขายก็ทำเลียนแบบ เมื่อเฟซบุ๊กประกาศแบบนี้ สิ่งที่น่าจับตามองคือ 1. เฟซบุ๊กจะกลายเป็นแหล่งนัดยิ้มที่ใหญ่ที่สุดในโลกหรือเปล่า เพราะมีหลายคนที่ยังรู้สึกเขินๆ ว่าไม่ควรใช่ Facebook เป็นเครื่องมือหาคู่ หรือส่งข้อความไปหาคนไม่รู้จัก

เมื่อเฟซบุ๊กทำเช่นนี้ ก็เท่ากับว่ามันโอเคอย่างเป็นทางการแล้ว ที่เราจะใช้เฟซบุ๊กหาคู่ 2. ทินเดอร์จะมีลูกเล่นอะไรเพิ่ม เพราะตอนนี้ ทินเดอร์ยังใช้มุกอยากหาคู่ง่ายขึ้น ก็จ่ายตังค์แล้วจะเพิ่มปุ่มนี่นั่นให้ แต่เฟซบุ๊กฟรีทุกอย่างแน่ๆ หรือต่อให้ทินเดอร์ให้ฟรีทุกสิ่งอย่าง มันยังมีเหตุผลอะไรให้ใช้อยู่อีก ในเมื่อโปรไฟล์ทินเดอร์ก็สร้างจากเฟซบุ๊ก 3. ตลาด app นัดยิ้มจะเหลือใคร เพราะส่วนใหญ่ก็ต้องใช้ FB ในการ log in

แม้แต่ตัวแข็งๆ อย่าง Grindr แอ็ปหาคู่ของเกย์ ก็อาจจะไม่รอด 4. ฟีเจอร์นี้อาจทำให้คนที่เบื่อๆ รู้สึกอยากเลิกเล่น Facebook ซึ่งมีเยอะขึ้นเรื่อยๆ ตัดสินใจเลิกเล่นได้ง่ายขึ้น 5. เราคงได้เห็นโฆษณาถุงยาง เจลหล่อลื่น สบู่ล้างจิ๋ม หรือยาดมป๊อปเปอร์กันบ่อยขึ้น และ 6. ใครยังโสดอยู่ต้องรีบปิดจ๊อบ เพราะจากนี้คู่แข่งจะล้นตลาดค้านก โปรดติดตามตอนต่อไปในอีกไม่กี่เดือนนี้

Facebook คือ บริการบนอินเทอร์เน็ตบริการหนึ่ง ที่จะทำให้ผู้ใช้สามารถติดต่อสื่อสารและร่วมทำกิจกรรมใดกิจกรรม หนึ่งหรือหลายๆ กิจกรรมกับผู้ใช้ Facebook คนอื่นๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งประเด็นถามตอบในเรื่องที่สนใจ โพสต์รูปภาพ โพสต์คลิปวิดีโอ เขียนบทความหรือบล็อก แชทคุยกันแบบสดๆ เล่นเกมส์แบบเป็นกลุ่ม (เป็นที่นิยมกันอย่างมาก) และยังสามารถทำกิจกรรมอื่นๆ ผ่านแอพลิเคชั่นเสริม (Applications) ที่มีอยู่อย่างมากมาย

ซึ่งแอพลิเคชั่นดังกล่าวได้ถูกพัฒนาเข้ามาเพิ่ม เติมอยู่เรื่อยๆ Facebook เป็น social network ที่ได้รับความนิยมอีกแห่งหนึ่งในโลก ซึ่งถ้าในต่างประเทศ ความยิ่งใหญ่ของ facebook มีมากกว่า Hi5 เสียอีก แต่ในประเทศไทยของเรา Hi5 ยังครองความเป็นเจ้าในด้าน social network ในหมู่คนไทย ประวัติความเป็นมาของ facebook เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ปี พุทธศักราช 2548 Mark Zuckerburg ได้เปิดตัวเว็บไซต์ facebook

ซึ่งเป็นเว็บประเภท social network ซึ่งตอนนั้น เปิดให้เข้าใช้เฉพาะนักศึกษาของมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ดเท่านั้น และเว็บนี้ก็ดังขึ้นมาในชั่วพริบตา เพียงเปิดตัวได้สองสัปดาห์ ครึ่งหนึ่งของนักศึกษาที่เรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด ก็สมัครเป็นสมาชิก facebook เพื่อเข้าใช้งานกันอย่างล้นหลาม และเมื่อทราบข่าวนี้ มหาวิทยาลัยอื่นๆ ในเขตบอสตั้นก็เริ่มมีความต้องการ และอยากขอเข้าใช้งาน facebook บ้างเหมือนกัน

มาร์คจึงได้ชักชวนเพื่อของเค้าที่ชื่อ Dustin Moskowitz และ Christ Hughes เพื่อช่วยกันสร้าง facebook และเพียงระยะเวลา 4 เดือนหลังจากนั้น facebook จึงได้เพิ่มรายชื่อและสมาชิกของมหาวิทยาลัยอีก 30 กว่าแห่ง
Facebook คืออะไร ประวัติ Facebook ไอเดีย เริ่มแรกในการตั้งชื่อ facebook นั้นมาจากโรงเรียนเก่าในระดับมัธยมปลายของมาร์ค ที่ชื่อฟิลิปส์ เอ็กเซเตอร์ อะคาเดมี่

โดยที่โรงเรียนนี้ จะมีหนังสืออยู่หนึ่งเล่มที่ชื่อว่า The Exeter Face Book ซึ่งจะส่งต่อ ๆ กันไปให้นักเรียนคนอื่น ๆ ได้รู้จักเพื่อน ๆ ในชั้นเรียน ซึ่ง face book นี้จริงๆ แล้วก็เป็นหนังสือเล่มหนึ่งเท่านั้น จนเมื่อวันหนึ่ง มาร์คได้เปลี่ยนแปลงและนำมันเข้าสู่โลกของอินเทอร์เน็ต เมื่อประสบความสำเร็จขนาดนี้ ทั้งมาร์ค ดัสติน และ ฮิวจ์ ได้ย้ายออกไปที่ Palo Alto ในช่วงฤดูร้อนและไปขอแบ่งเช่า อพาร์ทเมนท์ แห่งหนึ่ง

หลังจากนั้นสองสัปดาห์ มาร์คได้เข้าไปคุยกับ ชอน ปาร์คเกอร์ (Sean Parker) หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Napster จากนั้นไม่นาน ปาร์คเกอร์ก็ย้ายเข้ามาร่วมทำงานกับมาร์คในอพาร์ตเมนท์ โดยปาร์คเกอร์ได้ช่วยแนะนำให้รู้จักกับนักลงทุนรายแรก ซึ่งก็คือ ปีเตอร์ ธีล (Peter Thiel) หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Paypal และผู้บริหารของ The Founders Fund โดยปีเตอร์ได้ลงทุนใน facebook เป็นจำนวนเงิน 500,000 เหรียญสหรัฐฯ

ด้วยจำนวนสมาชิกหลายล้านคน ทำให้บริษัทหลายแห่งสนใจในตัว facebook โดย friendster พยายามที่จะขอซื้อ facebook เป็นเงิน 10 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในกลางปีพ.ศ. 2548 แต่ facebook ปฎิเสธข้อเสนอไป และได้รับเงินทุนเพิ่มเติมจาก Accel Partners เป็นจำนวนอีก 12.4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในตอนนั้น facebook มีมูลค่าจากการประเมินอยู่ที่ประมาณ 100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

facebook ยังเติบโตต่อไป จนถึงเดือนกันยายนปีพ.ศ. 2549 ก็ได้เปิดในโรงเรียนในระดับมัธยมปลาย เข้าร่วมใช้งานได้ และในเดือนถัดมา facebook ได้เพิ่มฟังค์ชั่นใหม่ โดยสามารถให้สมาชิก เอารูปภาพมาแบ่งปันกันได้ ซึ่งฟังชั่นนี้ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม ในฤถูใบไม้ผลิ facebook ได้รับเงินจากการลงทุนเพิ่มอีกของ Greylock Partners, Meritech Capital พร้อมกับนักลงทุนชุดแรกคือ Accel Partners และ ปีเตอร์ ธีล เป็นจำนวนเงินถึง 25 ล้านเหรียญสหรัฐ

โดยมูลค่าการประเมินมูลค่าในตอนนั้นเป็น 525 ล้านเหรียญ หลังจากนั้น facebook ได้เปิดให้องค์กรธุรกิจหรือบริษัทต่าง ๆ ให้สามารถเข้าใช้งาน facebook และสร้าง network ต่าง ๆ ได้ ซึ่งในที่สุดก็องค์กรธุรกิจกว่า 20,000 แห่งได้เข้ามาใช้งาน และสุดท้ายในปีพ.ศ. 2550 facebook ก็ได้เปิดให้ทุกคนที่มีอีเมล์ ได้เข้าใช้งาน ซึ่งเป็นยุคที่คนทั่วไป ไม่ว่าเป็นใครก็สามารถเข้าไปใช้งาน facebook ได้เพียงแค่คุณมีอีเมล์เท่านั้น

ในช่วงฤดูร้อนปี 2550 ครั้งนั้น Yahoo พยายามที่จะขอซื้อ facebook ด้วยวงเงินจำนวน 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยมีรายงานว่ามาร์คได้ทำการตกลงกันด้วยวาจาไปแล้วด้วยว่า จะยอมขาย facebook ให้กับ Yahoo และเพียงแค่สองสามวันถัดมา หุ้นของ Yahoo ก็ได้พุ่งขึ้นสูงเลยทีเดียว แต่ว่าข้อเสนอซื้อได้ถูกต่อรองเหลือเพียงแค่ 800 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ทำให้มาร์คปฎิเสธข้อเสนอนั้นทันที

ภายหลังต่อมา ทาง Yahoo ได้ลองเสนอขึ้นไปที่ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ อีกครั้ง คราวนี้มาร์คปฎิเสธ Yahoo ทันที และได้รับชื่อเสียงในทางไม่ดีว่า ทำธุรกิจเป็นเด็กๆ ไปในทันที นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มาร์คปฎิเสธขอเสนอซื้อบริษัท เพราะเคยมีบริษัท Viacom ได้เคยลองเสนอซื้อ facebook ด้วยวงเงิน 750 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และถูกปฎิเสธไปแล้วในเดือนมีนาคมปี 2550

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here