โตเป็นสาวแล้ว! เปิดภาพ ‘น้องอันดา’ อดีตดาราเด็กที่ประกบคู่ ‘เบลล่า’ ในละครพรพรหมอลเวง (ชมภาพ)

0
347

โตเป็นสาวแล้ว! เปิดภาพ ‘น้องอันดา’ อดีตดาราเด็กที่ประกบคู่ ‘เบลล่า’ ในละครพรพรหมอลเวง (ชมภาพ)

เวลาผ่านไปเร็วมาก เผลอแปปเดียว ดาราเด็ก น้องอันดา กุลฑีรา ยอดช่าง ที่เคยผ่านผลงานละครเรื่อง พรพรหมอลเวง และ เลือดรักทระนง ปัจจุบันตอนนี้ก็อายุ 11 ขวบแล้ว โตมากๆ แถมยังสวยไม่เบา ดูเป็นสาวขนาดนี้อีกไม่กี่ปี สงสัยเราคงได้ว่าที่นางเอกแถวหน้าคนใหม่มาประดับวงการแน่ๆ ไปชมภาพกันจ้าาา

ย้อนกลับไป 5 ปีก่อนสาวน้อยน่ารักวัย 6 ขวบ ถูกยกให้เป็นซุปตาร์ฟันน้ำนม เพราะจากฝีไม้ลายมือการแสดงที่เก่งเกินวัยในบทน้องเมย์จากละคร “พรพรหมอลเวง” จึงทำให้สาว “น้องอันดา กุลฑีรา ยอดช่าง” แจ้งเกิดและโด่งดังเป็นพลุแตก และด้วยบุคลิกการพูดจาที่ฉะฉานดูเป็นผู้ใหญ่สาวน้อยอันดาจึงถูกขนานนามว่าเป็นเด็กที่มีความคิดโตเกินตัว

ปัจจุบันแม้ว่าน้องอันดาจะยังมีผลงานแสดงละครบ้างเล็กน้อยเพราะต้องทุ่มเทเวลาให้กับการเรียนส่วนใหญ่ จึงทำให้เธอค่อยๆ หายหน้าหายตาไปจากหน้าจอทีวี ซึ่งเธอเปิดใจกับทีมข่าว Sanook News! ว่าแอบกลัวไม่น้อยที่แฟนๆ ละครจะลืมกัน เพราะในบางครั้งที่เวลาไปไหนมาไหนทุกอย่างก็ไม่เหมือนตอนรับบทเป็นน้องเมย์

“ตอนนั้นหนูก็ยังเด็กมากๆ และก็ไม่มีใครรู้จัก แต่พอละครพรพรหมออกอากาศไปซักพักหนูก็ดังไปเลย ก็รู้สึกดีใจนะคะที่มีคนรู้จัก ดีใจที่มีคนมาขอถ่ายรูป ก็รู้สึกเราเป็นที่รู้จักของหลายๆ คน มันก็ทำให้การใช้ชีวิตตอนนั้นยากเหมือนกันอย่างสมมติเวลาไปเดินห้างในช่วงนั้นก็จะมีคนจำได้ ก็จะมาขอถ่ายรูปตลอดทาง ใช้เวลานานเหมือนกันกว่าจะถึงจุดหมายที่เราจะไป และก็ทำงานทุกวันปิดเทอมหนูก็ไม่ว่างเลยเดินสายไปงานตลอด”

ทำงานตั้งแต่เด็กคือความชอบและสนุกสาวน้อยอันดาบอกว่าการที่ตัวเองได้โอกาสทำงานตั้งแต่เด็กนั้นไม่เคยคิดว่าเหนื่อยแต่กับชอบและมีความสุขโดยเฉพาะเวลาที่ได้แสดงละครเหมือนเราจะเป็นใครก็ได้ในละคร และทำให้คนรู้จักเรามากขึ้นได้โชว์ความสามารถของตัวเองอีกด้วย

“คือตอนแรก ๆ ช่วงที่หนูยังไม่ได้เล่นละครเวลาหนูดูละครหนูก็ชอบเอาไปเล่นกับเพื่อนๆ แล้วพอหนูได้มาลองมาแคสงานแล้วได้เล่นละครพรพรหมอลเวงหนูดีใจมากเพราะมันเป็นงานละครเรื่องแรกของหนูเลยค่ะ พอได้เล่นละครก็เลยรู้สึกชอบที่จะทำงานแสดงละครเพราะมันสนุกดี และก็ยังอยากอยู่ในวงการต่อไปเพราะตัวหนูก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าอยากเป็นอะไร แต่หนูรู้สึกว่าหนูชอบในการแสดงก็เลยอยากเป็นนักแสดงไปก่อนแล้วกัน”

แต่ในขณะที่กำลังมีชื่อเสียงโด่งดังสาวน้อยอันดากลับค่อยๆ หายหน้าไปจึงทำให้กระแสและชื่อเสียงที่มีค่อยๆ แผ่วลง “เพราะหนูต้องเรียนด้วย ป.6 แล้วค่ะ แต่ว่าหนูตัวเล็กก็เลยยังไม่เหมือนเด็ก ป.6 แล้วก็เริ่มเรียนมากขึ้น บางคนก็อาจจะลืมหนูไปแล้ว เขาก็เลยไม่ได้นึกถึงหนูเวลาเขามีบทอื่นๆ แต่ว่าหนูก็ยังเล่นละครอยู่นะคะ”แฟนละครลืม คนจำไม่ได้ คือสิ่งที่อันดาแอบกลัว

“คือตอนแรกหนูก็ไม่ได้รู้สึกอะไรที่ไม่มีคนรู้จัก แต่พอมีคนรู้จักพอไปไหนมันก็เหมือนแบบไม่ค่อยมีคนจำได้แล้วมันก็เฟลๆ บ้างแบบไม่มีคนจำหนูได้แล้วหรอ แต่ถามว่ายังมีอยู่ไหมที่จำหนูได้ก็ยังมีแต่ก็น้อยลง หรือเมื่อก่อนตอนที่คนจำหนูได้เข้ามาหาหนูมาถ่ายรูปหนูก็อาจเผลอบ้างทำหน้าเหนื่อยๆ เขาก็อาจจะคิดว่าหนูหยิ่งก็ไม่ชอบหนูไปเลย จริงๆ หนูไม่ได้หยิ่งและก็เฟรนด์ลี่กับทุกคน

เพียงแต่ตอนนั้นงานหนูอาจจะเยอะมันก็เลยทำให้ดูว่าเข้าถึงยาก ก็อยากบอกว่าคนที่ยังรักและติดตามหนูก็อยากให้ติดตามกันต่อๆ ไป และก็เป็นกำลังใจให้อันดาด้วยนะคะ” ถามต่อถึงแนวคิดของเด็กวัย 11 ขวบกับชีวิตที่ทำงานและเรียนไปในเวลาเดียวกัน หลายๆ คนอาจจะคิดว่าหนักเกินไปสำหรับเด็ก แต่สาวน้อยอันดาบอกกับเราได้อย่างน่าสนใจ

“หนักไหมสำหรับหนูไม่นะคะ แม่หนูบอกว่าหนูเป็นเด็กที่มีความอดทน และอย่างที่บอกหนูสนุกที่จะได้ทำงานก็เลยไม่รู้สึกว่าเหนื่อยที่ทำงานด้วยไปเรียนด้วย เวลาที่หนูได้ทำงานได้แสดงมันสนุกเพราะได้ปลอดปล่อยตัวเองแล้วพอผลงานที่ออกมาคนดูชื่นชมมันก็เลยทำให้หนูปลื้มเข้าไปอีกค่ะ” สุดท้ายกับคำถามที่หลายๆ คนคงอยากจะรู้ไม่น้อยเช่นกันก็คือรายได้จากการทำงาน

คำตอบของสาวน้อยอันดากับทำให้เราทึ้งเลยว่าสมแล้วที่เธอได้สมยานามว่าดาราเด็กที่ความคิดโตเกิดตัว “หนูก็เก็บเอาไว้ให้ตัวเองตอนโตค่ะ และก็เพื่อไม่ให้พ่อกับแม่ลำบากด้วย และถ้าเกิดตอนนี้พ่อแม่อยากได้อะไรหนูก็ซื้อให้พ่อแม่ได้ เพราะพ่อกับแม่ก็ซื้อมาให้หนูเยอะแล้ว ก็แล้วแต่ว่าพ่อกับแม่เขาอยากได้อะไร แต่เขาก็มีบ่นๆ กันว่าอยากได้รถ หนูก็เลยบอกว่ารอก่อนๆ นะคะ” (หัวเราะ)

เรื่องย่อพรพรหมอลเวง บนชั้นธุรกิจที่มืดมิดและเงียบสงบของสายการบินเยอรมัน ในยามที่ผู้โดยสารทุกคนยังหลับสนิท มีเพียงแต่ตันหยงเท่านั้นที่ยังนั่งเหม่อลอยยิ้มคนเดียว ไม่อ่านหนังสือหรือแม้แต่ดูหนัง พนักงานต้อนรับเดินมาดูความเรียบร้อยจึงนั่งลงถามว่าจะเอาอะไรหรือเปล่า แต่ตันหยงก็ไม่รับทั้งเครื่องดื่มหรือของทานเล่นจนพนักงานสงสัย ตันหยงรับว่าเธอตื่นเต้นที่จะได้กลับบ้าน

เพราะตลอดเวลา 2 ปี ที่มุมานะไปเรียนจนจบปริญญาโท เธอยังไม่เคยกลับบ้านเลย จากวันนี้ไปเธอจะได้เริ่มต้นชีวิต ความสุข ความหวังกับการแต่งงานกับคนที่เธอรักเสียที พนักงานฟังแล้วยิ้มอดดีใจไปด้วยไม่ได้ ที่สนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อรับกระเป๋าแล้ว ตันหยงก็รีบเดินออกมาเพื่อจะพบกับพ่อและแม่แต่ไม่มีวี่แววว่าจะได้เจอใคร ตันหยงจึงโทรศัพท์หาแม่

ซึ่งแม่กับพ่อก็ยืนยันว่ามารอรับตันหยงอยู่ ตันหยงพยายามเดินตามหาจนได้ยินเสียงชายหนุ่มคนหนึ่งถามเธอว่า “ต้องการให้รถไปส่งที่บ้านหรือเปล่า?” วินาทีที่ได้ยินแม้จะเรียกจากด้านหลังเธอก็จำได้ว่าเป็นพิราม คู่หมั้นสุดที่รักของเธอนั่นเอง ตันหยง ดีใจมากที่พิรามเซอร์ไพรส์มารับเธอ พิรามเองก็ดีใจที่ผู้หญิงที่เขาเพียรรอมาสองปีกลับมายืนอยู่ตรงหน้า พิรามจะเข้าไปกอดแต่ตันหยงให้ได้อย่างมากก็แค่จับมือ พิรามเองนั้นชินกับความหัวโบราณของตันหยงและครอบครัวแล้ว

เพราะเขาเองก็เคยขอไปเยี่ยมเธอในระหว่างเรียน แต่ตันหยงและพ่อแม่ก็เห็นว่าไม่สมควรคนจะว่าเอาได้ พิรามจึงอดทนรอมาด้วยความเข้าใจจนวันนี้ และอีกไม่นานกับการแต่งงานที่จะเริ่มขึ้น ซึ่งเขาก็จะได้ครอบครองตันหยงสุดที่รักทั้งกายและใจ ตันหยงดีใจมากที่พิรามเห็นคุณค่าในตัวเธอ เมื่อกลับมาบ้าน ตันหยงแกล้งต่อว่าพ่อกับแม่ที่ร่วมมือกับพิรามแกล้งอำเธอ แต่พ่อกับแม่บอกว่ายังไงหลังแต่งงานพิรามก็ต้องดูแลตันหยงแบบนี้อยู่ดี

พิรามเองก็รับปากต่อหน้าพ่อกับแม่ตันหยงว่าเขาจะดูแลตันหยงให้ดีอย่างนี้ตลอดไป ตันหยงรู้สึกว่าเธอช่างเป็นผู้หญิงที่ดีและสมบูรณ์แบบจริง ๆ ระหว่างที่นั่งคุยกันอยู่นั้นพิรามก็มีโทรศัพท์เข้ามา เขาจึงขอตัวกลับเพราะเป็นสายลูกค้าสำคัญ ตันหยงยังไม่ทันจะหยิบของฝากให้ แต่พิรามก็รีบไปเสียก่อน ตันหยงแอบน้อยใจ แต่พ่อกับแม่บอกว่าให้มองอีกมุมสิ พิรามอุตส่าห์สละเวลางานไปรับตันหยงแล้ว เรื่องของแค่นี้ค่อยให้วันหลังก็ได้ ตันหยงจึงรู้สึกดีขึ้น

ณ บ้านโภควันต์ น้องเมย์ หรือ ด.ญ.เมริน เด็กผู้หญิงวัยห้าขวบ ที่ผลการเรียนในระดับอนุบาล 1 และ 2 ช่างต่างจาก ปรงแก้วและปรงขวัญ สองศรีพี่น้องที่เก่งไปซะหมดทั้งวิชาการ และความสามารถพิเศษทั้งด้านดนตรี และศิลปะ เพราะนอกจากเด็กหญิงทั้งสองจะสอบได้คะแนนสูงติดอันดับแล้ว ปรงแก้วคนพี่ก็ยังสอบเข้าเรียน ป.1 ในโรงเรียนเอกชนที่คัดแต่หัวกะทิ

หนำซ้ำปรงขวัญที่อายุเท่ากับน้องเมย์และเรียนชั้นอนุบาล 3 เหมือนกันก็ยังเรียนแบบคะแนนทิ้งห่างอย่างเหนือชั้นอีกด้วย ปรางค์ทิพย์ผู้เป็นป้าจึงคอยข่มน้องเมย์เพื่อจะพาลไปเหน็บประภัสสรกับเมธี ที่เลี้ยงลูกไม่ถูกทางจนน้องเมย์จะกลายเป็นเด็กโง่ไปแล้ว แม้ต่อหน้าคุณหญิงปรงทอง ประมุขของบ้าน โภควันต์ ปรางค์ทิพย์ก็ยังอดใจเหน็บไม่ได้เพราะปรางค์ทิพย์เห็นแล้วว่า

หลังจากจบอนุบาล 3 น้องเมย์คงสอบเข้าป.1 ไปเรียนโรงเรียนเดียวกับลูก ๆ ของเธอไม่ได้แน่ ๆ เมธี ที่ไม่พอใจปรางค์ทิพย์จึงบอกว่าเขาไม่แคร์ว่าลูกจะเรียนเก่งหรือไม่ แต่ขอให้ลูกเป็นคนดีก็พอ ปรางค์ทิพย์โมโหจึงจี้จุดอ่อนเมธี ว่าเขาคิดแบบนี้ได้สิเพราะเมธีก็ใช้ความดีจนคุณหญิงปรงทองที่ชุบเลี้ยงมาต้องเปิดบริษัทให้โดยไม่ต้องใช้ความเก่งใด ๆ นอกจากความดี เมธีโกรธมากแต่ไม่อยากตอบโต้ใด ๆ

เพราะประภัสสรขอไว้ ปฐวี หมอหนุ่มน้าชายของน้องเมย์ และเป็นน้องชายคนเล็กของประภัสสรกับปรางค์ทิพย์ รู้สึกสงสารน้องเมย์จึงชวนน้องเมย์ออกไปเดินเล่นด้วยกัน ยังความไม่พอใจให้กับปรางค์ทิพย์มาก เมื่อกลับมาที่บ้านของปรางค์ทิพย์ ๆ ก็ดุปรงแก้วกับปรงขวัญที่ไม่รู้ประจบเอาใจปฐวีให้มาก ๆ เสกสรรที่เพิ่งกลับเข้าบ้านจึงโดนหางเลขไปด้วย เพราะเสกสรรเองก็ไม่ค่อยประจบเอาใจปรงทอง

เมื่อทุกคนไม่พร้อมใจแบบนี้อีกหน่อยสมบัติก็คงตกไปอยู่กับประภัสสรและปฐวีมากที่สุด อย่างน้อยตอนนี้ปฐวีก็ได้เป็นผู้จัดการมรดก พร้อม ๆ กับดูแลโรงพยาบาลไปเรียบร้อยแล้ว ต่อไปพวกอาคารสำนักงานให้เช่าแถวสาธร รวมกับทรัพย์สินอื่น ๆ ก็คงตกเป็นของประภัสสรมากกว่าของเธอ เสกสรรเห็นภรรยาหงุดหงิดจึงพยายามเอาใจสารพัดจนปรางค์ทิพย์ค่อยดีใจ อย่างน้อยเสกสรรก็อยู่ในโอวาทเธอและไม่เหมือนเมธี

Leave your vote

0 points
Upvote Downvote

Total votes: 0

Upvotes: 0

Upvotes percentage: 0.000000%

Downvotes: 0

Downvotes percentage: 0.000000%

Comments

comments

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here