ฟังเหตุผลจริงๆ จากปาก ‘หนูแหม่ม สุริวิภา’ หลังถูกถอดจากรายการ ‘ศึก12 ราศี’ ลั่นงานน้อยลงแต่สุขมากขึ้น (ชมคลิป)

0
174

ฟังเหตุผลจริงๆ จากปาก ‘หนูแหม่ม สุริวิภา’ หลังถูกถอดจากรายการ ‘ศึก12 ราศี’ (ชมคลิป)

“หนูแหม่ม สุริวิภา” เคลียร์ทุกเรื่อง อายุเยอะขึ้น เลือกงานที่สนุก ไม่ยึดติดพิธีกรช่วงไพรม์ไทม์ เพราะช่วงเวลาดังกล่าวไม่ใช่เวลาที่ดีและไม่ได้เรียกเรตติ้งเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป ไม่น้อยใจถูกถอดจากรายการศึก 12 ราศี รับไม่ผ่านเงื่อนไขของทางสถานีที่ต้องการพิธีกรเฟรซและเซ็กซี่ เข้าใจวัฎจักร ปัดเกาเหลา “หมอลักษณ์” ไม่ปฏิเสธโอกาสร่วมงาน “แหม่ม คัทลียา”

แต่ต้องไม่ใช่ทอล์กโชว์ในรูปแบบเดิมเพราะไลฟ์สไตล์ต่างกัน ยันชีวิตทุกวันนี้สุขมากขึ้น งานน้อยลง แต่เงินไม่ลดลง ไม่ยึดติดความดัง ถือว่าเป็นตัวแม่พิธีกร สำหรับ “หนูแหม่ม สุริวิภา กุลตังวัฒนา” ยิ่งเมื่อก่อนแฟนๆ เห็นหน้าเจ้าตัวกันถี่ แต่ปัจจุบันนี้ งานน้อยลง แต่ก็ยังคงมาตรฐานในการทำงาน โดยเจ้าตัวเปิดใจในงาน Exclusive Meet & Eat ร่วมรับประทานอาหาร

พร้อมเปิดตัว 2 รายการอาหารสุดเด็ด “เมนูเมียสั่ง My wife rules Thailand” และ “เซฟทัวร์ ครัวติดดิน street chefs” บอกถึงจะมีงานน้อยกว่าเมื่อก่อน แต่ชีวิตมีความสุขมากขึ้น พร้อมเคลียร์ถูกถอดจากรายการ “ศึก 12 ราศี” “เราเลือกงานแบบที่เราอยากทำ เอาที่เรารู้สึกสนุกแล้วก็ไม่ดึงเวลาเรามามากเกินไป เพราะว่าอายุเราเยอะแล้ว จะไปทำที่มันเยอะๆ มันก็นะ

แต่บางครั้งมันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้นะคะ มันก็ต้องยอม บางรายการมันอาจจะดึกบ้างเล็กน้อย แต่ส่วนใหญ่เราจะเลือกที่เราอยากสนุก อยากทำ” “การเป็นพิธีกรเราใช้พลังเยอะ หน้าที่พิธีกรคือรวบรวมเอาความฝันของรูปแบบรายการของทั้งโปรดิวเซอร์ ครีเอทีฟ ของทุกคน ที่เขาประชุมกันเสร็จแล้ว เขาต้องเตรียมข้อมูลทั้งหมดไว้แล้ว เราเป็นแต่คนเอามาย่อยเรียงลำดับให้เป็นภาพที่เห็นในทีวี

เพราะฉะนั้นเราจะขาดคนใดคนหนึ่งไปไม่ได้ เราก็ทำงานส่วนของเรา เพราะฉะนั้นการลำดับ ก็คือการเอาทุกอย่างมาย่อยให้ทุกคนได้เห็นภาพ ก็ถือว่าถ้าไม่ได้คิดว่ามาแล้วทำให้มันเสร็จๆ “ถามว่าทำให้เสร็จๆ ทำได้มั้ย แต่มันไม่ได้อยู่ในรูปแบบของการทำงานของเรา เพราะฉะนั้นเราไปถึง เราก็อยากให้ทุกคนพอใจกับทุกส่วน โปรดิวเซอร์เลือกเรามาแล้วเขาก็ต้องอยากได้อะไร เพราะฉะนั้นก็ต้องใส่ให้มันเต็มที่

แล้วการที่อัดไปแล้วเซฟเสียงไว้ เพื่อที่จะอัดเทปต่อไป เพราะบางทีเราไม่ได้อัดแค่เทปเดียว เซฟเสียงไว้ เซฟแรงไว้ เราทำไม่เป็น มันต้องปล่อยหมด ความเหนื่อยมันก็ต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน” บอกเมื่อก่อนเขาจ้างก็ทำ อาทิตย์หนึ่ง 7-8 รายการจนไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง “เมื่อก่อนอะไรที่เขาจ้างมาเหมือนเลือกไม่ได้หรอก ถ้าว่างตรงกัน งานมันเหมาะสมกับรูปแบบที่เขาจ้างก็ทำเลย เราก็ทำหมด เยอะมาก 7-8 รายการเลยอาทิตย์หนึ่ง

ตอนนั้นเวลาส่วนตัวไม่มีเลย แต่ปัจจุบันสบาย มีเวลาวิ่ง มีเวลาออกกำลังกาย มีเวลาส่งสามีไปเรียนทำอาหาร มาทำกินกัน” “ถามว่าอะไรทำให้เราเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องงาน รูปแบบการใช้ชีวิต พอเราอายุมากขึ้น เรามีความพร้อมในบางส่วน เรามีความพอในบางจุด มันก็ดึงเราไปอยู่ในจุดที่เลือกทำอันที่มันเหมาะสม ด้วยวัยที่เปลี่ยนไป เราจะมานั่งพูดเจื้อยแจ้วเหมือนเมื่อก่อนมันก็ไม่ใช่ จริงๆ คนดูเขาก็ดูออก อายุ 50 แล้ว

แต่เราก็ไม่ได้ทิ้งบุคลิกที่เป็นตัวเรา ความสนุก ยังสนุกอยู่ ยังสัมภาษณ์แบบเป็นทางการได้อยู่” “ทางผู้จัดเป็นคนเลือก แล้วเราก็เป็นคนเลือก จริงๆ งานต้องเกิดจากผู้จัดก่อน ผู้ว่าจ้างต้องการรูปแบบแบบไหน ความเหมาะสมของพิธีกรที่เขาเลือกมาเป็นใคร ถ้าเขาจิ้มมาแล้วว่ามันใช่ เราก็โอเค อย่างของพี่แหม่ม พี่เขาให้เกียรติมากเลย พอเลือกเราแล้ว เราก็มานั่งดูเทปรายการของต่างประเทศว่ามันน่ารัก เราทำได้นะพี่ เราชอบ”

ไม่ยึดติดต้องเป็นพิธีกรช่วงไพรม์ไทม์ ยันช่วงเวลาดังกล่าว ก็อาจไม่ใช่เวลาที่ดีเสมอไป ไม่ใช่เวลาที่เรียกเรตติ้งได้แบบเมื่อก่อน “ถ้าเราไปติดอยู่กับเวลา ว่าไม่ฉันต้องทำแต่ไพรม์ไทม์ ความสนุกที่มันเกิดขึ้นในเวลาอื่นๆ เราก็จะไม่ได้สัมผัสมันเลย เราก็จะไม่รู้เลย แล้วอีกอย่าง รูปแบบการใช้ชีวิตของคนเปลี่ยนไปเยอะมาก พอเขาเปลี่ยนไปไลฟสไตล์เปลี่ยนไป อย่างเราเอง เรายังไม่มีเวลาที่จะกลับไปเปิดทีวีดู ดูอันโน้นอันนี้ บางทีก็ดูย้อนหลังบ้าง รูปแบบมันเปลี่ยนไป”

“แต่เดี๋ยวนี้รายการที่เป็นไพรม์ไทม์ ก็ไม่ได้เป็นเวลาที่ดีเสมอไป ก็ไม่ใช่เป็นเวลาที่เรียกเรตติ้งได้แบบเมื่อก่อนเสมอไป คือไลฟสไตล์คนดูมันเปลี่ยน รายการทรงคุณค่าอยู่ เวลาทรงคุณค่าอยู่ แต่คนดูเขาไม่ดูก็ไม่รู้จะทำให้ใครดู เพราะฉะนั้นเราก็ต้องทำตามผู้บริโภค ทำตามคนดู ว่ามันไหลไปทางไหน ทุกคนมีพื้นที่ของตัวเอง มีไลฟ์ของตัวเอง มีความสนุกของตัวเอง ทีนี้เราก็ต้องทำนั่งเลือก ว่าเราสนุกกับอะไรก็ทำอันนั้น มันเป็นตัวเรามากที่สุด ไม่ต้องมาฝืน ไม่ต้องมาเหนื่อย”

หลังจากที่มาทำรายการ “เมนูเมียสั่ง My wife rules Thailand” ออกอากาศตอนบ่ายโมง วันพุธ – พฤหัสบดี ฟีดแบ็กเป็นอย่างไร แตกต่างจากการที่ทำก่อนหน้านี้หรือไม่ หนูแหม่มเปิดใจว่า “ไม่เลย ไม่แตกต่าง เพราะว่าเราทำรายการกลางวันก็เยอะอยู่ เพียงแต่ว่ามันไม่ได้เป็นรายการที่เป็นประเภทสั้นๆ อันนี้แค่ครึ่งชั่วโมง รายการค่อนข้างสั้น แต่ก็แบ่งเป็น 2 วัน

เพราะฉะนั้นการทำงาน ฟีดแบ็กเนี่ยคือแม่จะชอบมาก เพราะว่าเขาจะไม่ต้องนอนดึก ไม่ต้องตั้งตารอดูลูก เปิดมาบ่ายโมงมีเวลาให้ผู้ใหญ่ทำโน่นนี่ เขาก็จะทักว่านี่ไงๆ แม่ก็แฮปปี้มาก” “กลุ่มแฟนๆ ของเรา เขาก็โตตามเรา สังเกตง่ายๆ ตอนไปวิ่งกับพี่ตูน บอดี้สแลม เมื่อไหร่ที่พี่ตูนวิ่งผ่านตลาด เสียงจะเงียบกริบ กับเวลาเราวิ่งผ่านถ้าเป็นกลุ่มแฟนคลับนักร้องก็จะเงียบ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เราวิ่งผ่านตลาด แทบดึงแทบทึ้ง

จนพวกน้องๆ ที่คอยดูแลเขาถามว่าพี่เป็นอะไรมั้ย เราก็บอกพี่ไม่เป็นไร คือมันเป็นแบบนี้แหละ กลุ่มคนคนดูมันชัดเจน ถ้าเป็นรุ่นเด็กๆ ที่รู้จักเรา เขาก็จะขอถ่ายรูปหน่อยค่ะ แม่หนูชอบ ถ่ายรูปไปให้แม่” แฮปปี้เป็นขวัญใจคนทุกรุ่น โดยเฉพาะรุ่นผู้ใหญ่ “หนูแหม่มแฮปปี้ค่ะ เพราะว่าปู่ย่าตายาย พอเห็นเราก็อยากจะจับ หรือแม่ๆ ที่เดินในตลาด เราก็ชื่นใจ ยังบอกกับบ๊อบบี้ว่าแฟนคลับเรากลุ่มนี้เลยนะ

เขาก็บอกผมรู้แล้ว เวลาผ่านโรงเรียน ผ่านสถานศึกษาจะเงียบเชียว เราก็บอกไม่ตกใจเขาไม่รู้จักเรา แต่ถ้าเขารู้จักแสดงว่าเขาดูกับแม่” สบายใจเลือกงานที่อยากทำ ยันละครไม่ใช่ทาง นับถือความอดทนของทุกคนที่รับละคร “การเลือกรับงานของเราทุกวันนี้เราสบายขึ้น มีเวลาเยอะขึ้น เพราะหนึ่งเราไม่ใช่สายละคร เมื่อก่อนเล่นละครเพราะเราเลือกไม่ได้ มันคืองาน มันคืออาชีพที่ต้องเลี้ยวครอบครัวเรา มันก็ทำ แต่ว่าก็ไปสุดทางมันได้แค่นั้น

ไม่สามารถเป็นอย่างอื่นได้อีกเลย เพราะคนไม่รู้สึกเชื่อ ที่ไม่รู้สึกเชื่อเพราะหนูแหม่มก็ไม่เชื่อว่าหนูแหม่มทำได้” “เราเป็นพิธีกร พิธีกรมันมีเวลาของมัน พอทำรายการเสร็จกี่โมงๆ แล้วเลิก เราไม่ต้องมาว่า 6-8 เดือน ต้องอยู่กับความรับผิดชอบในเรื่องหนังเรื่องละครนั้นๆ ต้องบอกเลยว่านับถือคนที่รับละคร เขามีความอดทนมาก พวกเราก็มีเวลาที่หยุด แล้วก็ไม่ใช่อัดๆ ทุกวัน เดี๋ยวอาทิตย์หน้าพัก เดี๋ยวอีกอาทิตย์อัด บางรายการเดือนหนึ่งอัด 2 ครั้ง ก็สบาย”

บอกเมื่อก่อนงานพิธีกรเยอะเพราะตัวเลือกไม่มาก ปัจจุบันงานน้อยลงแต่อย่างน้อยได้รายการที่เหมาะกับวัยมากที่สุด “ส่วนใหญ่เราจะไม่ปฏิเสธ (คนเลือกเราไปทำรายการเยอะมากเลยมั้ย?) เดี๋ยวนี้มันไม่ได้เยอะขนาดนั้น เมื่อก่อนจะเยอะมากเพราะตัวเลือกมันไม่มาก แต่ตอนนี้ตัวเลือกมันเยอะ น้องใหม่เกิดขึ้นมาเยอะแยะ เขาก็ถูกเลือกเหมือนกัน ความเหมาะสมก็แตกต่างกันออกไป เพราะฉะนั้นของเราก็จะได้รายการที่เหมาะสมกับวัย กับความสามารถ กับสถานการณ์ที่เป็นเรา”

“ซึ่งผู้จัดเขาก็เข้าใจ หลังๆ เราก็เริ่มมีระเบียบ ซึ่งก็ต้องตกลงกันก่อนว่าเลิกกี่โมง ของเราเลิกได้ไม่เกิน 4 ทุ่ม เขาก็ถามว่า 4 ทุ่มไหวมั้ย เราก็บอกไหวแต่ถ้าเป็นปีเราไม่ไหว มันก็จะไม่อยากทำ ถ้าสมมุติเป็นปี แล้ววันรุ่งขึ้นเรามีงาน เจ้าของงานคนต่อไป เขาไม่ได้คาดหวังว่าเราจะต้องไปแบบไม่ 100 เปอร์เซ็นต์ ทุกคนก็ต้องคาดหวังให้เราไปงานเขาแบบ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นเขาไม่ต้องมารับผิดชอบหรือมารับรู้ว่าเมื่อวานเราทำอะไร

เมื่อวานเราเหนื่อยแค่ไหน มันไม่ใช่หน้าที่ของเขา เราต้องเป็นคนรับผิดชอบตัวเราเองว่าเราได้แค่นี้นะ ถ้ามันสุดขีดจริงๆ ห้ามเกินเที่ยงคืนนะ อะไรแบบนี้” เป็นพิธีกรอยู่ในสายเลือด ไม่ต้องทำการบ้าน แก้ไขตามสถานการณ์เฉพาะหน้า “มันอยู่ในสายเลือดแล้ว นับห้ามันมาแล้ว เป็นออโต้แล้ว นับห้าทุกคนจะเงียบเลย ถามว่าสร้างคาแรคเตอร์ยังไงไม่ให้ซ้ำกัน อืม…รายการมันไม่ได้มีคาแรคเตอร์อยู่ที่พิธีกรอย่างเดียว

รูปแบบของรายการมันมีลายเซ็นของโปรดิวเซอร์แต่ละคนอยู่แล้ว ถามว่าเหมือนมั้ย มันก็อาจจะมีที่มันคล้ายกันบ้าง เป็นรายการกิน รายการเที่ยว แต่ว่าเราก็พยายามที่จะไม่ให้มันเยอะอยู่แล้ว” “เราไม่ต้องทำการบ้านเลย แต่บางทีปรับไม่ทันก็มี เอารายการนี้มาใส่รายการนี้ แต่มันก็ไม่ได้รุนแรงเพราะมันเป็นรายการอัดเทป เราสามารถแก้ไขได้ แต่บางครั้งก็ขึ้นอยู่กับแขกรับเชิญด้วย ทุกคนมีส่วนหมดเลย ถ้าแขกมาสนุกเต็มร้อย เราทำงานแค่ 10 เปอร์เซ็นต์เอง”

“ทุกๆ วันนี้ ใครก็เป็นพิธีกรได้ ก็เพราะทุกคนมีพื้นที่ของตัวเอง ส่วนจะมืออาชีพมั้ยก็คงตัดสินให้ใครไม่ได้ว่าเขาเป็นมืออาชีพหรือไม่เป็น เราว่าคนดูจะเป็นคนตัดสินเขาเอง ว่าเขาสบายตามั้ย สบายหูมั้ย” ถูกยกเป็นต้นแบบเพราะในวันที่เริ่มต้นไม่มีอะไรง่าย มาตรฐานบังคับให้อดทน “อาจจะเป็นเพราะว่าในวันที่เราเริ่มเป็นพิธีกร เรามีคนรอบข้างที่เข้มงวด

แล้วอีกอย่างการสอบใบผู้ประกาศมันเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับหน้าที่พิธีกร กว่าจะไปสอบใบผู้ประกาศได้ต้องซ้อมที่บ้านเป็นเดือน ซ้อมอ่านหนังสือ ซ้อมพินเสียงดังๆ เพื่อที่จะออกเสียง ข่าวพระราชสำนัก ข่าวกีฬา ข่าวต่างประเทศ เพื่อที่จะไปสอบใบผู้ประกาศ และทุกคนก็บอกว่ามันไม่ง่าย ถ้าไม่ผ่านก็ต้องสอบใหม่” “มาตรฐานตอนนั้นมันบังคับให้พวกเราจำเป็นต้องอดทนเพื่อที่จะทำให้มันออกมาดีที่สุด

แต่มาตรฐานที่มันถูกยกเลิกไปในบางข้อบางกรณี มันอาจจะทำให้คุณภาพของหน้าที่ที่คุณต้องการ มันอาจจะไม่เหมือนเดิม หรือรูปแบบของการเสพของการดูเปลี่ยนไป ไม่ได้อยากได้อะไรที่พูดชัด พูดตรง บางทีพูดแบบเหยาะๆ แหยะๆ คนก็ชอบแล้วก็มี มันเดาไม่ถูกว่าคุณจะชอบแบบไหน แต่สำหรับเรา เราดันมาเดินอยู่ในเส้นทางที่เต็มไปด้วยผู้คนที่ไม่ปล่อยผ่านง่ายๆ”

Leave your vote

0 points
Upvote Downvote

Total votes: 0

Upvotes: 0

Upvotes percentage: 0.000000%

Downvotes: 0

Downvotes percentage: 0.000000%

Comments

comments

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here