เพจดังสาปส่ง ‘ลูกตาซาเล้ง’ หลังช่วยระดมเงิน ปลูกบ้านให้ใหม่ ยังจะขอเงินไปซื้อรถอีก (รายละเอียด)

0
405

เพจดังสาปส่ง ‘ลูกตาซาเล้ง’ หลังช่วยระดมเงิน ปลูกบ้านให้ใหม่ ยังจะขอเงินไปซื้อรถอีก (รายละเอียด)

จากกรณีเหตุการณ์สุดสะเทือนใจเมื่อวัยรุ่นรายหนึ่งก่อเหตุเตะ ตาซาเล้ง วัย 80 ปี จนตกรถ ทำให้บาดเจ็บนอนโรงพบาบาล จนเสียชีวิตในเวลาต่อมา โดยพบว่า ครอบครัวฐานะขัดสน ประชาชนจึงร่วมกันบริจาค สมทบทุน โดยมีเพจดังหลายรายเข้าร่วมกัน จนสามารถสร้างบ้านหลังใหม่น่าอยู่น่าอาศัยให้ แต่ปรากฎว่า หลังจากงานศพไม่นาน เกิดปัญหาลูกอยากเอาเงินไปซื้อรถจนเพจดังออกมาพูดถึงเหตุการณ์ดังกล่าวไปแล้วครั้งหนึ่งนั้น

ล่าสุดพบว่า คุณยายกับลูกชาย ได้แจ้งความลงบันทึกประจำวันที่ สภ.บางไทร เรื่องทองหาย และมีความสงสัยในตัวลูกสาว ซึ่งมีการทะเลาะมีปากเสียงกัน โดยเพจเฟซบุ๊ก “เตชะ ทับทอง” ได้โพสต์ถึงกรณีดังกล่าวว่า ได้ทราบว่าเงินค่าชดเชยการเสียชีวิตของคุณตาซาเล้ง จำนวนนับแสนบาท ที่ได้จากกระทรวงยุติธรรม ลูกสาวไม่ได้นำไปฝากเข้าบัญชีกลางตามที่ตกลงกันไว้ แต่ก็เป็นปัญหาที่อยู่นอกเหนือในความรับผิดชอบ

ทั้งนี้ ล่าสุด เพจแหม่มโพธิ์ดำ ซึ่งเป็นหนึ่งในเพจที่ได้ระดมเงินเพื่อช่วยเหลือครอบครัวได้ดังกล่าว ได้โพสต์ข้อความว่า “กูและนักข่าวอีกหลายช่อง ปวดหัวกับอีเจี๊ยบลูกตาซาเล้งเหลือเกิน ชาตินี้อย่าพบอย่าเจอกันอีก กูย่าน” โดยแหม่มโพธิ์ดำ ได้เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ลูกสาวได้แช็ตมาส่วนตัวต่อว่า เรื่องเกี่ยวกับเงินบริจาคและยังบอกอีกว่า ให้พวกตนเอาแม่ไปเลี้ยงเองเลย ซึ่งตนและผู้ที่ให้ความช่วยเหลือเสียความรู้สึกอย่างมากในเรื่องที่เกิดขึ้น ไม่ขอพูดอะไรมากกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่พูดได้ว่า เข็ด

“ก่อนที่จะทำเคสนี้ มีการทักมาเตือนเยอะ ว่า เคสนี้มีปัญหา แต่พยายามทำให้รัดกุมที่สุดในเรื่องการเบิกถอนเงิน เพื่อให้นำเงินไปใช้ตามวัตถุประสงค์การบริจาค จึงมีการตั้งเป็นรูปแบบคณะกรรมการร่วมเบิกถอน แต่ทำให้ญาติไม่พอใจ ที่เบิกถอนไม่สะดวก จึงเริ่มเกิดปัญหา ว่าอยากนำเงินไปซื้อรถก่อน แต่ทางคณะกรรมการไม่ยินยอมเลยกลายเป็นเรื่องดังกล่าว ซึ่งขณะนี้คณะกรรมการได้ร่วมกันนำเงินที่เหลือไปฝากในซื้อคุณยายเรียบร้อยแล้ว”แหม่มโพธิ์ดำ เปิดเผย


จากกรณี นายนราธร หรือจ๊อด โสดติยัง อายุ 21 ปี กระโดดเตะ นายจรูญ มีพันธ์ อายุ 82 ปี จนตกจากรถซาเล้งหัวฟาดพื้นสลบคาที่ หลังเกิดขี่รถจยย.เฉี่ยวกัน ก่อนที่ญาติจะนำตัวส่งโรงพยาบาล ซึ่งหลังจากนั้นนายจรูญ ก็เริ่มมีอาการทรุดลง กระทั่งเสียชีวิตเมื่อช่วงกลางดึกวันที่ 29 มี.ค.ที่ผ่านมา หลังจากนั้นญาติก็ได้นำศพไปตั้งบำเพ็ญกุศลที่วัดห่อหมก ต.ห่อหมก อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งนายนราธร ก็ได้โกนหัว นุ่งหุ่มขาวไปร่วมงานศพ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าเมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 4 เม.ย. ที่วัดห่อหมก ต.ห่อหมก อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศงานฌาปนกิจศพของนายจรูญ ซึ่งเต็มไปด้วยความโศกเศร้า ท่ามกลางบรรดาญาติพี่น้องและบรรดาลูกหลานที่มาร่วมงาน โดยมีวงมโหรีงานศพมาเล่นพร้อมกับมีการแสดงรํามโนราห์ หน้าศพอีกด้วย ขณะเดียวกันไม่พบว่านายนราธร ไม่ได้มาร่วมงานฌาปนกิจแต่อย่างใด

ด้านนายประพจน์ มณีพันธ์ อายุ 48 ปี ลูกชายนายจรูญ กล่าวว่า ในวันนี้ นายนราธร ไม่ได้เดินทางมาเผาศพคุณพ่อ เนื่องจากติดรายงานตัวเกณฑ์ทหาร แถวห้วยขวาง และก็ไม่ได้รับการติดต่อมาจากทางญาติว่าจะมา แต่เมื่อวานนายนราธร ก็ได้บอกกับทางครอบครัวตนไว้แล้วว่าติดเกณฑ์ทหาร ไม่สามารถมาได้ โดยส่วนตัวแล้วช่วงแรกๆ ก็รู้สึกโกรธ

แต่พอนานไปเริ่มรู้สึกเบื่อมันด้านชาหมดแล้ว จะมาไม่มาก็ช่างเถอะ ทำกรรมไว้เอง ก่อมาก็ได้รับไป แต่ในตอนนี้ไม่รู้สึกโกรธหรือติดค้างอะไร เบื่อ ปล่อยแล้ว อยากให้เรื่องนี้จบ ต่างคนต่างอยู่ สบายใจกว่าอีก เรามีแม่และลูกที่ต้องดูแล ไม่ขอยุ่งเกี่ยวอีก ในส่วนของเงินเยียวยาที่ทางครอบครัวต้องได้จาก นายนราธร จำนวน 80,000 นั้น ทางครอบครัวนายนราธร ก็ได้ให้มาครบแล้ว

ส่วนงานศพที่ทางญาติบอกว่า นายนราธร เป็นคนจ่ายนั้น ได้รวมกับค่าเยียวยา 80,000 บาทแล้ว ซึ่งไม่พอค่าจัดงานศพ แต่โชคดีได้มีเงินบริจาคมาช่วยจัดงาน ทำให้งานผ่านไปได้ด้วยดี ส่วนเรื่องของคดีให้เป็นหน้าที่ของตำรวจดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ทางด้าน น.ส.วนิดา กล่าวว่า ปกติแล้วพ่อเป็นคนอารมณ์ดีและรักลูกมาก อะไรที่ให้ลูกอยากได้พ่อจะหาให้เสมอคอย และคอยให้คำปรึกษาลูกตลอด

เมื่อพ่อเสียชีวิตไปแล้ว ตนก็รู้สึกเหงาแต่ก็ทำใจได้แล้ว ซึ่งตนไม่เคยฝันถึงพ่อเลย มีแต่พี่ชายที่ฝันว่า พ่อกลับมาอาบน้ำที่บ้านเท่านั้น โดยหลังจากเผาศพเรียบร้อยแล้ว จะนำกระดูกพ่อแยกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกจะนำไปไว้กับที่เก็บกระดูกของตระกูล และส่วนที่ 2 จะนำไปไว้ที่บ้าน จ.พระนครศรีอยุธยา และหลังนี้จะทำบุญ 7 วันให้พ่อที่บ้าน

ในวันที่ 31 มี.ค. ที่ผ่านมา เวลา 13.40 น. นายนราธร โสติยัง หรือ “จ๊อด” ได้เดินทางมาที่วัดสุนทราราม ด้วยชุดขาว โกนผม เตรียมบวชหน้าไฟ พร้อมกับ นายรพีพงศ์ โสติยัง หรือ “โจ้” พี่ชาย ภรรยาและเพื่อนสนิท เมื่อเดินทางมาถึงนายจ๊อด ได้เดินเข้าไป กราบขอขมาศพตาจรูญ ที่หน้าโลงศพ จากนั้นได้เข้ามาขอขมาน้องสาวของตาจรูญ และขออนุญาตบวชเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับตาจรูญ และสำนึกผิดกับสิ่งที่ได้ทำลงไป

ทันทีที่ขอขมาเสร็จ เพื่อนสนิทของนายจ๊อด ได้พาตัวนายจ๊อดกลับขึ้นรถทันที ซึ่งทีมข่าวพยายามถามนายจ๊อด ว่าอยากพูดอะไรกับสังคมหรือไม่ แต่ไม่ได้รับคำตอบใดๆกลับมา ขณะที่เพื่อนสนิทจ๊อด กลับต่อว่าผู้สื่อข่าวว่า “ถามไม่สร้างสรรค์” เนื่องจากที่มาวันนี้เพราะตั้งใจมาขอโทษ ด้าน นายรพีพงศ์ หรือ “โจ้” พี่ชายของนายจ๊อด กล่าวว่า

วันนี้นายจ๊อดมาเพราะอยากมาบวชให้กับตาจรูญ อยากมาขอโทษแต่ยังติดเรื่องของคดี และต้องมีการยินยอมจากครอบครัวก่อน ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้นายจ๊อดเครียด เก็บตัวไม่คุยกับใคร และในตอนนี้ได้สำนึกผิดแล้ว ส่วนการช่วยเหลือเยียวยา เมื่อวานนี้ได้โอนเงินให้กับครอบครัวตาจรูญเพิ่มอีก 1 หมื่นบาท เป็นค่าทำศพ และยืนยันว่า ตั้งแต่เกิดเรื่องก็ติดต่อครอบครัวตาจรูญอยู่ตลอดไม่ได้หายไปไหน

นายโจ้ กล่าวว่า อยากขอโทษแทนน้องชาย ที่ทำลงไปเพราะใจร้อน ซึ่งตนพยายามเตือนนายจ๊อดมาตลอด หลังเกิดเรื่องแม่ไล่นายจ๊อดออกจากบ้าน มีเพียงตนที่คอยปลอบนายจ๊อด เพราะกลัวว่าจะคิดสั้น ส่วนเรื่องทีี่มีการตั้งข้อสงสัย เรื่องการรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลตาจรูญ จำนวน 80,000 บาท ที่ตกลงไว้ว่าจะผ่อนจ่าย

แต่กลับมีเงินจ่ายไปประกันตัวนายจ๊อดที่ศาล จำนวน 180,000 บาท นั้น นายโจ้ กล่าวว่า เป็นเงินที่ยืมเพื่อนมา ตอนนี้นายจ๊อดลำบากมาก ขนาดลูกสาวของนายจ๊อดตนยังต้องนำมาเลี้ยง จากนั้นเพื่อนสนิทของนายจ๊อด ได้เดิินเข้ามาเตือนนายโจ้ว่า พูดเยอะแล้ว ก่อนที่นายโจ้จะหยุดให้สัมภาษณ์ จากนั้นนางสาววนิดา มณีพันธ์ ได้เดินมาตามสื่อ ให้ไปเป็นพยานในการเจรจาเรื่องค่าชดใช้ และการบวช

แต่ นายโจ้ พี่ชาย นายจ๊อด ไม่ยินยอมและพยายามจะขอตกลงกันเป็นการส่วนตัวแต่ไม่สำเร็จ ทั้งหมดจึงกลับขึ้นรถและขับรถออกจากวัดไปทันที ด้าน นายประพจน์ มณีพันธ์ หรือ “ไก่” ลูกชายลุงจรูญ กล่าวถึง ข้อสรุปการเจรจา ระหว่างครอบครัวตนกับคู่กรณี “นายโจ้” พี่ชาย ของ “นายจ๊อด” ว่า หลังจากที่นายจ๊อดเข้ามาขอโทษ และไหว้เคารพศพ ก็ยังไม่ได้มีการเจรจากันอีก

ส่วนที่นายโจ้ บอกว่า นายจ๊อดอยากบวชให้ลุงจรูญ แต่กลัวไม่ปลอดภัย กลัวคนมาฆ่ามาทำร้ายน้อง จึงจะให้บวชในวันเผาศพ คือวันพุธที่ 4 เม.ย.นี้ และหลังจากพิธีฌาปนกิจเสร็จก็จะสึกทันที ส่วนเรื่องเงินช่วยเหลือที่มีการตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้ว่า นายจ๊อดยังไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่บอกว่า ขอกลับไปปรึกษากันก่อน ซึ่งจนถึงตอนนี้ตนได้รับเงินมาเพียง 13,000 บาทเท่านั้น

ส่วนตนเองก็เริ่มไม่อยากจะคุยอะไรแล้ว เพราะตอนแรกที่คุย นายโจ้ บอกว่านายจ๊อดอยากจะบวช แต่เมื่อพระที่วัดจะบวชให้ กลับไม่บวช ฟังแล้วเวียนหัว กลับไปกลับมา นายประพจน์ กล่าวว่า ส่วนตัวแล้ว เริ่มไม่เหลือความเชื่อใจให้กับนายจ๊อด เพราะเจ้าตัวไม่เคยทำได้อย่างที่พูดเลยสักครั้ง ใจจริงก็ไม่อยากยอมความ แต่แม่กับน้องสาวไม่อยากเอาเรื่อง ตนก็ไม่อยากขัดใจกับที่บ้าน แต่ก็จะรอคุยกันกับครอบครัวอีกครั้งว่า

“ถ้าจ๊อดลำบากมาก ก็ไม่ต้องมา ไปบวชที่วัดอื่น” ทั้งนี้ ตนยอมรับว่าไม่พอใจ ที่นายจ๊อดมาถึงแต่ไม่อยู่ฟังสวด แล้วรีบกลับ โดยตนรู้สึกว่านายจ๊อดไม่ใช่ลูกผู้ชาย ส่วนเรื่องเงินชดเชย ที่นายจ๊อดตกลงจะผ่อนจ่ายให้งวดละ 3,000 บาท แต่ไม่ได้มีการทำสัญญากันอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งตอนที่พี่ชายนายจ๊อดเข้ามาขอเจรจา ตนได้เรียกให้มาตกลงกันต่อหน้าสื่อฯ

แต่ฝั่งนายจ๊อดไม่ยอม มา อ้างว่ากลัวมีคนจะมารุมทำร้าย ไม่กล้าอยู่ฟังสวด ทำให้จากเดิมที่ตนเริ่มรู้สึกใจอ่อนอยากอโหสิกรรมให้ ยิ่งกลับรู้สึกโกรธเพิ่มขึ้น ตนคิดว่าจะบอกแม่ตนว่า ไม่ต้องให้จ๊อดมาบวชแล้ว และเงินก็ไม่ต้องเอา นายประพจน์ ยังฝากถึงนายจ๊อดว่า “พูดอะไรแล้วต้องทำได้ พูดแล้วทำไม่ได้อย่าพูด บอกว่าจะมารับพ่อกลับจาก รพ. ก็ไม่มา

บอกจะบวชให้ 4 วัน แต่มาแล้วก็กลับบ้าน งั้นก็โกนหัวแล้วนอนอยู่บ้านไป หากจะให้ยืนยันว่านายจ๊อด จะไม่ถูกทำร้ายถ้ามาร่วมงานคงยืนยันให้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่ได้ แต่ยืนยันได้ว่าชาวบ้านที่นี่มีศีลมีธรรม ไม่ทำร้ายใครเพราะที่นี่คือวัด” ด้าน นางฉลวย จริตเอก หรือ ป้าฉลวย ภรรยาของลุงจรุญ เปิดเผยว่า

ตนทราบว่าวันนี้ นายจ๊อด ได้นุ่งขาวห่มขาวมาเพื่อที่จะบวช แต่บอกว่าจะบวชในวันเผาศพ คือวันที่ 4 เม.ย. ซึ่งตนไม่อยากให้นายจ๊อดบวชแล้ว แต่การที่ไม่ให้บวชนั้น ไม่ได้เกิดจากความอคติแต่อย่างใด สำหรับเรื่องเงินช่วยเหลือที่มีการตกลงกัน นางฉลวย บอกเพียงว่า ตนก็สงสัยว่าทำไมถึงมีเงินประกันตัวออกมา แต่ไม่มีเงินจ่ายให้กับครอบครัวตน ซึ่งอยากบอกนายจ๊อดว่า เงินถวายพระยังไม่พอเลย ไม่สงสารยายหรือ เพราะตนก็ต้องเสียเงินไปเป็นจำนวนมากเช่นกัน

ขณะที่ นางสาววนิดา มณีพันธ์ ลูกสาวลุงจรูญ เปิดเผยว่า ตนทราบว่านายจ๊อดได้เดินทางมาที่วัด ส่วนเรื่องงานบวชหน้าไฟ ที่จะบวชให้กับพ่อของตนวันที่ 4 เม.ย.ตนไม่อยากให้บวช เพราะรู้สึกว่านายจ๊อด เป็นคนพูดจากลับไปกลับมา และไม่สามารถเชื่อถือคำพูดได้ โดยเชื่อว่าการบวชของนายจ๊อดครั้งนี้ ต้องมีผู้สั่งให้บวชไม่ได้เกิดจากความรู้สึกผิดจริง และไม่ได้มีสำนึกต่อสิ่งที่เกิดขึ้น

ส่วนเรื่องที่พี่ชายของนายจ๊อด บอกว่า นายจ๊อดโดนไล่ออกจากบ้านนั้น ตนไม่เชื่อเพราะคิดว่าคู่กรณีใช้คำพูดเหล่านี้เพื่อมาต่อรอง เนื่องจากทราบว่าตนมีจุดอ่อนที่เป็นคนขี้สงสาร และสำหรับเรื่องเงินนั้น ตนอยากบอกเพียงว่า ถ้านาย จ๊อดเป็นลูกผู้ชาย ก็ควรที่จะรักษาคำพูดและตนอยากทราบว่าเงิน 180,000 บาท ที่ใช้ประกันตัว นายจ๊อดไปเอาเงินมาจากไหน แล้วทำไมเงินที่จะให้กับทางตน 80,000 บาท จึงไม่มีให้

“จ๊อด” ยิ้มออก รอดทหาร แต่ผิดหวังไม่ได้ร่วมเผา “ลุงซาเล้ง” จ่อบวชอุทิศ ขอโอกาสกลับตัว วัดพรมวงศาราม เขตดินแดง กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นสถานที่คัดเลือกทหารกองเกินประจำปี 2561 เวลาประมาณ 8.20 น. นายนราธร โสดติจัง หรือ “จ๊อด” เดินทางมาเพื่อตรวจคัดเลือกทหาร โดยเปิดเผยว่า ตั้งใจมาจับใบดำใบแดง เพราะปีก่อนมีธุระที่ต่างจังหวัด จึงไม่ได้จับ ยอมรับว่าไม่กังวลอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้

หลังจากนั้น เวลาประมาณ 19.40 น. นายจ๊อดได้เข้าจับสลาก ปรากฎว่าจับได้ใบดำ โดยหลังจากนั้นนายจ๊อดได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ตนรู้สึกเฉยๆ คิดเอาไว้ว่าจะเป็นทหารหรือไม่เป็นก็ได้ ส่วนการที่ไม่ได้ไปร่วมงานฌาปนกิจนายจรูญนั้น ตนรู้สึกผิดหวังในตัวเอง ที่ไปบวชให้ไม่ได้ ซึ่งหลังจากนี้ ตนจะกลับไปปรึกษาพี่ชายและครอบครัวก่อนว่าจะทำอย่างไรต่อไป เพราะหลายอย่างตนตัดสินใจเองไม่ได้

รวมทั้งเรื่องของการบวชให้ตาจรูญ ซึ่งตั้งใจว่าจะทำในคราวเดียวกัน กับการบวชเพื่อทดแทนพระคุณพ่อแม่ นอกจากนี้ นายจ๊อดยังฝากไปขอโทษครอบครัวนายจรูญด้วย ที่ได้ล่วงเกินทำผิดกับครอบครัว และหากตอนนี้ นายจรูญสามารถรับรู้ได้ ตนอยากบอกว่า รู้สึกผิดจริงๆ และอยากขอโทษสังคม ตนเป็นคนไม่ดี แต่ตนมั่นใจว่าจะเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ และให้เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนครั้งใหญ่ในชีวิต

Leave your vote

-3 points
Upvote Downvote

Total votes: 3

Upvotes: 0

Upvotes percentage: 0.000000%

Downvotes: 3

Downvotes percentage: 100.000000%

Comments

comments

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here