ร้องไห้หนักสงสารลูก! สายเต็มไปหมด ‘ป๋อ-เอ๋’ หัวอกพ่อแม่ ส่งกำลังใจให้ ‘น้องภู’ (ภาพ-รายละเอียด)

0
140

ร้องไห้หนักสงสารลูก! สายเต็มไปหมด ‘ป๋อ-เอ๋’ หัวอกพ่อแม่ ส่งกำลังใจให้ ‘น้องภู’ (ภาพ-รายละเอียด)

น้องภู ลูกชายต้องถูกใส่สายระโยงระยางไปหมด หัวอกคนเป็นแม่ เอ๋ พรทิพย์ ภรรยาคนสวยของ ป๋อ ณัฐวุฒิ โพสต์ภาพลูกชายคนโต พร้อมแคปชั่นว่า “พี่ภูเอ้ยยย สู้ๆนะลูก มาตรวจการนอนหลับ สงสารจริงๆ สายเต็มไปหมด คงรำคาญน่าดู ร้องไห้ก่อนนอนหนักมาก เป็นเราล่ะก็นอนไม่หลับแน่ๆ #phudisskidjai 7/05/61”

โดยมีคนเข้ามาคอมเมนต์สอบถามจำนวนมากว่า น้องภู ป่วยเป็นอะไรรุนแรงหรือไม่ พร้อมให้กำลังใจ รวมทั้งเพื่อนแม่ อย่าง สาวนิหน่า สุฐิตา ด้วย ก็เข้ามาให้กำลังใจว่า สู้ๆ น้า ขณะที่หลายคนเข้ามาบอกเล่าประสบการณ์ในไอจีของสาวเอ๋ ทำเอาหลายคนบอกน่ากลัว ต้องพาลูกไปตรวจบ้าง

ป๋อ-ณัฐวุฒิ สกิดใจ ออกตัวว่าเขาห่างจากการถ่ายแบบมานานมาก ระหว่างถ่ายภาพปกเซ็ตนี้ เขาคอยถามสไตลิสต์ของเราอยู่เรื่อยๆ ว่า ต้องทำอย่างนี้ๆ ใช่มั้ย “อ๋อ! เข้าใจละ มันก็คือการเก๊กไปเก็กมา” ป๋อเปลี่ยนท่าทางตามคำพูด “ผมจะเกิดก็คราวนี้ล่ะ” เขาหัวเราะ ทีมงานของเราก็พลอยขำไปด้วย เขาเป็นคนอารณ์ดีเหมือนภาพจำที่เราคุ้นเคยเกี่ยวกับตัวเขา คอยสร้างความครื้นเครงให้กับทีมงาน

ช่วยให้บรรยากาศในการทำงานผ่อนคลาย และเป็นไปอย่างราบรื่น วันนั้นนอกจากจะมี ป๋อ ณัฐวุฒิ มาเยือนออฟฟิศเราแล้ว ก็ยังมี ซอ จียอน และ ติช่า-กันติชา ชุมมะ ซึ่งแยกย้ายกันไปให้สัมภาษณ์และถ่ายภาพ ทั้ง 3 คนนี้มารวมตัวกันได้เพราะโปรเจ็กต์ Journey The Series ซีซั่น 4 ภาคกลาง นั่นเอง ป๋อเคยมาเป็นปกของ GM หลายต่อหลายครั้งแล้ว แต่ละครั้งก็พูดคุยในประเด็นที่แตกต่างกันไป

และตัวเขาเองก็เติบโตขึ้นตามวันเวลาที่ผ่านไป สำหรับครั้งนี้เขามาพร้อมกับผลงานใหม่ที่เกี่ยวกับการเดินทาง เราจึงนำเอาเรื่องนี้เป็นธีมในการสนทนากับเขา ทั้งการเดินทางในชีวิต และสิ่งที่เขาได้เรียนรู้ เมื่อแสงไฟสตูดิโอดับลง แอพลิเคชั่นบันทึกเสียงก็เริ่มทำงาน และป๋อก็นั่งลงเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้เราฟังอย่างออกรสออกชาติ

ออกไปเจอความท้าทายนอก Comfort Zone “บอกตรงๆ ว่ารายการท่องเที่ยวในตอนแรกก็ไม่ได้ดึงดูดใจเรามากเท่าไรนะ” ป๋อพูดถึง Journey The Series ผลงานใหม่ของเขา “เพราะรายการท่องเที่ยวมีเยอะอยู่แล้ว แต่ต้องบอกว่าเซอร์ไพรส์มากๆ เพราะว่าหลังจากที่ได้พูดคุยกับคุณปกรณ์ (พงศ์วราภา) ก็เห็นความตั้งใจว่าเขาอยากทำรายการท่องเที่ยวของประเทศไทยในมิติใหม่

คือไม่ใช่รายการท่องเที่ยวที่เล่าเรื่องผ่านพิธีกรในลักษณะที่มาแนะนำสถานที่ แต่เป็นการท่องเที่ยวผ่านเรื่องราวของละคร “จริงๆ ผมร้างราจากการเป็นพิธีกรมาไม่ต่ำกว่า 6-7 ปีแล้ว ตั้งแต่ ‘จันทร์พันดาว’ สาเหตุที่ไม่ทำเพราะว่าอยากจะหยุดพักงานพิธีกรของตัวเองเพื่อไปโฟกัสกับงานนักแสดง แต่พอฟังคุณปกรณ์แล้วรู้สึกเคลิ้มและอยากดู พอได้มาดูเทปที่มีน้องนน์ (ธนน จำเริญ) เต้ย (พงศกร เมตตาริกานนท์) และแนท (อนิพรณ์ เฉลิมบูรณะวงศ์)

ก็เห็นว่าภาพสวยมากและวิธีการดำเนินเรื่องก็แปลกมาก ซึ่งไม่ค่อยได้เห็นแบบนี้เท่าไรนัก ก็รู้สึกว่าน่าสนใจ ต่อมาเราเห็นซีซั่นอื่นๆ ตามมาก็เริ่มกระตือรือร้นอยากจะให้ถึงซีซั่นของเราเร็วๆ” ด้วยรูปแบบที่แตกต่างออกไปซึ่งเขามองว่าเป็นสิ่งที่น่าสนใจ แล้วในการทำงานจริงมีความยากง่ายและแตกต่างไปจากการแสดงปกติอย่างไร

“ยาก ต้องบอกเลยว่ายาก” ป๋อยอมรับ “เพราะว่าทางโปรดิวเซอร์เขาไม่ต้องการให้เราเป็นพิธีการดำเนินรายการ ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นจะง่ายมากเลย แต่พอเขาอยากได้เป็นละคร จริงๆ ก็เป็นเรื่องง่ายสำหรับเราเหมือนกันเพราะเราก็ถนัดทางละครอยู่แล้ว แต่ความยากคือเราต้องไปผสมกับจียอนและติช่า ซึ่งจียอนเขาจะเก่งมากในเรื่องของการอิมโพรไวซ์ซึ่งฮามากและสนุกมาก

ส่วนติช่าเขามีความใหม่ มีความไม่รู้ มีความเป็นเด็กที่ไม่ได้เห็นเมืองไทยมามากนัก ก็เลยเป็นส่วนผสมของความยากว่าเราจะต้องดีลกับน้องๆ ทั้งสองคนยังไง ขณะเดียวกันน้องเขาก็ยากในการที่จะดีลกับเรา เพราะฉะนั้นหมายความว่ามันจะเป็นสคริปต์ 100% ก็ไม่ได้ จะเป็นอิมโพรไวซ์ทั้งหมดก็ไม่ได้ เราต้องหาตรงกลางซึ่งยากมาก เราก็ต้องคุยกับโปรดิวซ์ว่าเราจะเป็นละครดีหรือเราจะเป็นดาราไปเที่ยวดี ซึ่งก็ยอมรับตามตรงว่าเทปแรกๆ เรายังงงๆ กันอยู่ แต่ก็เป็นความงงที่สดดี”

ชีวิตส่วนตัวคุณเดินทางท่องเที่ยวเยอะไหม? “ผมไม่ได้เดินทางเยอะจากการท่องเที่ยว ผมเดินทางเยอะจากการทำงาน อาชีพนักแสดงมีข้อได้เปรียบตรงนี้นิดนึง เพราะว่าได้เดินทางไปทั่วประเทศไทย ถ้าไม่ได้ไปถ่ายละครก็ไปโชว์ตัว ร้องเพลง หรือร่วมงานตามอีเวนต์ต่างๆ เราไปมาเกือบทั่วประเทศ แต่เราไม่เคยได้ไปเที่ยวเลย เพราะเราต้องไปอยู่กับงานตรงนั้น

เราถึงคิดว่ารายการนี้ช่วยเปิดใจและเปิดโลกเราอีกแบบหนึ่ง คือเราไม่ได้คิดว่ามันเป็นการทำงานทั้งหมดหรอก ก็คิดว่าได้ไปเที่ยวด้วย ไปเรียนรู้ เช่น ในนครปฐม นอกจากพระปฐมเจดีย์ก็มีอย่างอื่นให้เที่ยวมากมาย คือเป็นเรื่องของความรู้กับความไม่รู้ อย่างคำว่าศาลายามาจากอะไรรู้ไหม คือแถวนั้นเคยมีศาลาที่เกี่ยวข้องกับการรักษาโรคและยาต่างๆ ซึ่งคนที่รู้เรื่องพวกนี้ก็อาจจะมีไม่มาก

เพราะผมก็เพิ่งมารู้ คือเป็นการเปิดโลกเราอีกแบบหนึ่งและผมก็รู้สึกว่าคนดูคงรู้สึกแบบเดียวกัน”เรายังอยากได้คำตอบว่า และจริงๆ แล้วเขาชอบการท่องเที่ยวไหม “ชอบนะ แต่การท่องเที่ยวของผมคือจะไม่ชอบไปช้อปปิ้ง ผมชอบท่องเที่ยวแบบที่ได้ไปเห็นศิลปะ วัฒนธรรมต่างๆ กึ่งๆ จะ Slow life ด้วยซ้ำ ผมไม่ชอบไปเที่ยวสั้นๆ แต่ผมจะเที่ยวแบบถ้าไปญี่ปุ่นผมก็จะไปเลย 2 อาทิตย์

คือผมชอบฝรั่งที่ไปอยู่ตามตำบลต่างๆ ของไทย แล้วก็เรียนรู้จักคนที่นั่น ชอบที่จะอยู่ในที่ใหม่ๆ และอยู่นานๆ ฉะนั้นเวลาผมไปเที่ยวที่ไหนเอ๋ (พรทิพย์ สกิดใจ – ภรรยา) ก็จะต้องเข้าใจผมนิดนึง คือผมกับเอ๋จะคนละทางกันเพราะเอ๋เขาก็จะชอบไปช้อปปิ้ง อีกอย่างผมชอบไปหาร้านอาหารที่ไม่ดังมาก สมมุติเขาบอกว่าเชียงใหม่ร้านนี้ดังมาก ผมก็จะไม่ค่อยไปหรอก จะไปหาร้านอื่นๆ ลองดูเอง คือไม่ได้ต่อต้านนะ

แต่พยายามหาทางเลือกใหม่ๆ และผมก็จะสนุกกับวัฒนธรรมพื้นเมือง กับโลกที่ไม่ได้หวือหวามากนัก แต่มีกลิ่นของความบ้านๆ คืออาจจะเพราะว่าตัวผมเป็นคนต่างจังหวัดด้วยมั้ง ผมก็เลยชอบบรรยากาศแบบนี้” จากเพชรบุรีถึงอังกฤษ และการเดินทางของชีวิต เขาเป็นพระเอกมหาชนที่เราเห็นกันมานาน และค่อนข้างชินตากับภาพความ ‘บ้านๆ ‘ เป็นคนต่างจังหวัด เป็นคนเมืองเพชรของเขา

จนบางทีหลายคนอาจจะลืมๆ ไปว่า จริงๆ แล้วอีกด้านหนึ่งป๋อเป็นนักเรียนนอกด้วย เขาเรียนจบวิศวะแล้วไปต่อโทเอ็มบีเอที่อังกฤษอยู่ 3 ปี เราจึงอยากรื้อฟื้นเรื่องนี้ขึ้นมาคุยกับเขาอีกสักครั้ง เพราะถือเป็นการเดินทางที่สำคัญครั้งหนึ่งในชีวิต ว่ามันมีส่วนในการหล่อหลอมเขามาอย่างไรบ้าง “คือผมเป็นคนที่ไม่ค่อยได้อยู่กับพ่อแม่เท่าไรอยู่แล้ว ชีวิตของเด็กต่างจังหวัดจะเป็นแบบนี้

เมื่อเข้ามหา’ลัยก็มาอยู่ในกรุงเทพฯ แล้วห่างจากที่บ้านไป 4 ปี พอจบก็ไปเรียนต่างประเทศต่อ ในช่วงเวลาตอนนั้นก็เป็นประสบการณ์ที่ดี เพราะเราไปอยู่ในฐานะของนักเรียนไทยที่ต้องไปทำงานด้วย เพราะฉะนั้นเราก็จะเห็นวิถีอีกวิถีหนึ่งที่เงินซื้อไม่ได้ คือมันต้องใช้แรงกาย แรงใจในการอดทนต่อสู้และอยู่ในประเทศที่เราพูดภาษาเขาไม่ได้เท่าไร แต่ว่ามันก็จะมีกลุ่มคนที่ไปอยู่ที่นั่นแล้วทำงานที่ร้านอาหาร

บ้างก็เป็นพนักงานทำความสะอาด ซึ่งคนเหล่านี้บางทีก็จบปริญญาตรีจากมหาลัยดังๆ ในไทยมา แต่เขาก็ไปต่อสู้เพื่อตามหาความฝันของเขาโดยมีเป้าหมายคือเพื่อเรียนหนังสือ ต่างคนก็ต่างมีเป้าหมายของตัวเอง ช่วงนั้นก็สนุกและได้เรียนรู้ชีวิตเยอะมาก “ผมมาจากครอบครัวที่มีฐานะปานกลาง พ่อกับแม่เป็นข้าราชการ ไม่ได้ใช้ชีวิตลำบากอะไรนัก แต่การใช้ชีวิตอยู่ที่อังกฤษผมต้องไปใช้ชีวิตแบบรากหญ้า ทำงานระดับแรงงาน

จนทุกวันนี้ผมก็จะมีความเข้าใจคนเกือบทุกระดับ เพราะเคยทำมาหลายอาชีพ ตัดหญ้า ตกแต่งต้นไม้ก็เคย ล้างจานก็เคย ขนของ เก็บขี้หมา ก็ทำมาหมด ซึ่งมันก็เป็นภูมิอย่างหนึ่งที่สร้างให้ผมแข็งแรงขึ้นมาจนทุกวันนี้” “จริงๆ ผมก็ไม่ค่อยชอบภาพของนักเรียนอังกฤษเท่าไรหรอก ผมชอบภาพที่ผมเป็นคนเพชรบุรีมากกว่า ผมมีความรู้สึกว่ามนุษย์ทุกคนมีที่มาที่ไป

และที่มาที่ไปของผมคือเพชรบุรี ไม่ว่าเราจะทำอะไรเราก็จะนึกถึงแหล่งกำเนิดของเราเสมอ ซึ่งอังกฤษก็เป็นเส้นทางหนึ่ง เป็นจุดแวะหนึ่งในชีวิตของผมและผมก็ประทับใจ มีทั้งเรื่องที่ดีที่สุด เลวร้ายที่สุด ดีใจที่สุดและเสียใจที่สุด ซึ่งเราก็ผ่านตรงนั้นมาแล้ว มันจึงเป็นภูมิคุ้มกันชั้นดีที่ทำให้เราโตขึ้นและเปิดโอกาสให้เราในอีกหลายด้านๆ”

Leave your vote

0 points
Upvote Downvote

Total votes: 0

Upvotes: 0

Upvotes percentage: 0.000000%

Downvotes: 0

Downvotes percentage: 0.000000%

Comments

comments

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here