เหวี่ยงแฟนคลับ! เผยสาเหตุ ‘ปั่นจั่น ปรมะ’ หลังชักสีหน้าใส่แฟนคลับที่มาขอถ่ายรูป (ภาพ-รายละเอียด)

0
292

เหวี่ยงแฟนคลับ! เผยสาเหตุ ‘ปั่นจั่น ปรมะ’ หลังชักสีหน้าใส่แฟนคลับที่มาขอถ่ายรูป (ภาพ-รายละเอียด)

ทำเอาแฟนๆงงเป็นไก่ตาแตกเพราะพระเอกหนุ่ม ‘ปั่นจั่น ปรมะ’ ที่จู่ๆก็ออกมาโพสต์ทวิตเตอร์ขอโทษแฟนคลับ ซึ่งเจ้าตัวได้ออกมาเผยว่า “ช่วงนี้ทำงานเยอะไม่มีวันหยุด 2 เดือน เลยอยากจะขอโทษแฟนคลับที่เข้ามาขอถ่ายรูปแล้วเผลอชักสีหน้าใส่” นั่นเองจ้า สรุปก็คือ งานเยอะพักผ่อนน้อยก็อาจจะมีหลุดบ้าง ยังไงก็ให้อภัยหนุ่มปั่นจั่นด้วยนะ

ในเส้นทางชีวิตของใครหลายคน ต่างมีทั้งอดีตที่ดี และไม่ดีปะปนกันไป ซึ่งบางคนอาจเคยพลาด และทำตัวไม่น่ารักให้คนรอบข้างต้องหนักใจ เช่นเดียวกับ ปั่นจั่น-ปรมะ อิ่มอโนทัย ศิลปินวง Nice to Meet You อดีตเด็กเกเรที่ครูในโรงเรียนถึงกับส่ายหน้า และเอือมระอากับพฤติกรรมแสบซ่าที่มีเรื่องชกต่อย โดดเรียน และอีกสารพัดเรื่องให้ปวดหัวอยู่บ่อยๆ

แต่หากไม่มีครอบครัวที่เข้าใจมารองรับ และประคับประคองชีวิตในช่วงนั้นแล้ว คงยากที่จะมีปั้นจั่นในวันนี้ “ผมเคยเกเร และทำตัวไม่น่ารักมาก่อน สมัยเรียน ผมถูกเรียกพบผู้ปกครองแทบทุกปี ผมเป็นตัวแสบของโรงเรียน ถามว่าทำตัวแบบนี้ที่บ้านว่าไหม ว่าครับ แต่พ่อกับแม่เข้าใจ และเชื่อมั่นในตัวผมมาก ซึ่งตอนนั้นผมพยายามพิสูจน์ให้พ่อกับแม่ และครูเห็นว่า

ไอ้เด็กเกเรคนนี้ ถึงมันจะไม่เรียนหนังสือ และได้เกรดเฉลี่ยต่ำที่สุดในโรงเรียน แต่มันก็สามารถเป็นกัปตันทีมฟุตบอลนะ มันสามารถเล่นโขนเป็นพระรามได้ เป็นหนึ่งในคณะกรรมการนักเรียนที่รุ่นน้องเข้ามาสวัสดี และยกมือไหว้” ดังนั้น การมีทั้งพ่อและแม่เลี้ยงลูกบนพื้นฐานความรัก และความเข้าใจ แม้จะออกนอกลู่นอกทางไปบ้าง

แต่ปั่นจั่นก็ไม่เคยถลำลึกจนเสียผู้เสียคน และที่สำคัญไปกว่านั้น เขาไม่เคยแสดงพฤติกรรมข้ามหัวผู้ใหญ่ “ผมเป็นเด็กเกเรก็จริง แต่การมีสัมมาคารวะต่อผู้ใหญ่คือสิ่งที่ผมไม่เคยมองข้าม ผมไม่เคยก้าวร้าวใส่ผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นครู หรือพ่อแม่ ผิดคือผิด และพร้อมจะยืดอกรับความผิด” นี่คือสิ่งที่เขาถูกหล่อหลอมมาตั้งแต่เด็ก ๆ

เขาเล่าถึงพ่อว่า “พ่อผมเป็นคนใจใหญ่มาก ซึ่งท่านจะสอนทั้งด้านดี และไม่ดีของท่านให้ผมได้เรียนรู้หลาย ๆ เรื่อง ผมไม่เคยอายที่จะบอกว่า พ่อผมกินเหล้าเยอะ และผมเองก็ผ่านการเที่ยว การดื่มมาพอสมควร แต่พ่อก็สอนให้ผมฉุกคิดอยู่เสมอว่า ถ้าไม่เพลา ๆ เรื่องนี้ลงบ้าง สุขภาพอาจแย่เหมือนพ่อในตอนนี้ได้ ผมโชคดีที่พ่อเข้าใจ และคอยช่วยเหลือผมตลอด”

ส่วนคุณแม่ก็มีบทบาทสำคัญไม่แพ้กัน โดยเขาเล่าว่า แม่เป็นผู้หญิงที่ค่อนข้างมีระเบียบวินัย มีวิธีคิดในการใช้ชีวิต เป็นนักไตร่ตรอง และเป็นคนที่เข้มแข็งมากๆ “แม่ผมเป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่น่ายกย่องมาก ซึ่งท่านเลี้ยงผมแบบใจมาก ๆ อยากทำอะไรทำ ถ้าไม่ดีค่อยมาบอกกัน ทำให้ผมมีความมั่นใจ และไม่ค่อยกลัวอะไร ล้มคือล้ม ล้มแล้วอย่าร้อง ล้มแล้วลุกขึ้นใหม่

พ่อก็เหมือนกันเวลาที่ผมไม่อยากกินอะไร พ่อก็จะบอกว่า ชิมก่อน ถ้าไม่ชอบค่อยคาย สิ่งเหล่านี้ทำให้ผมไม่ค่อยเรื่องมากกับชีวิต ชอบก็คือชอบ ถ้าไม่ชอบก็คือไม่ชอบ” ไม่เพียงเท่านี้ ความซื่อสัตย์ และการรู้จักแบ่งปัน คือคุณลักษณะนิสัยที่เขาได้รับการปลูกฝังจากครอบครัวนี้ “ตอนเด็กๆ เคยหยิบของที่ร้านคุณย่าโดยไม่ได้บอก แล้วไปทำเล่นกับพ่อว่า

นี่ ผมเอามาจากร้านคุณย่า ซึ่งตอนนั้นผมจำได้ว่า คุณพ่อซีเรียสมาก ๆ และท่านก็ดุผม เพราะการหยิบของโดยที่เจ้าของไม่ได้อนุญาตถือเป็นขโมย ถึงแม้จะไม่ได้ตั้งใจก็ตาม ซึ่งท่านก็สอนผม อีกอย่าง ตอนเด็ก ๆ ผมชอบหวงของ และไม่ค่อยแบ่งขนมให้น้องกิน พ่อก็จะเข้ามาสอนให้รู้จักการแบ่งปัน โดยเฉพาะกับน้องสาวที่ต้องรัก และแบ่งกันกินแบ่งกันใช้”

“ส่วนในเรื่องการมองโลก ที่บ้านสอนให้ผมคิดเองตั้งแต่เด็ก ทำให้ทุกวันนี้ เวลาผมจะคิด หรือทำสิ่งใด ผมค่อนข้างมั่นใจในตัวเอง ซึ่งไม่ใช่ความทะเยอทะยาน หรือคิดว่าตัวเองเจ๋งแต่อย่างใด แต่มันเป็นศรัทธาในตัวเองที่เราเชื่อว่า เราก็ทำได้ ดังนั้น ผมไม่ใช่คนที่ยอมแพ้อะไรง่าย ๆ และไม่ค่อยกลัวความผิดหวัง เพราะถึงล้มก็เริ่มใหม่ได้”

ปั้นจั่น-ปรมะ อิ่มอโนทัย..ผมเคยเป็นเด็กไม่ดี แม้ว่าตอนเด็ก ๆ ปั้นจั่นจะมีพี่เลี้ยง แต่หน้าที่ของพี่เลี้ยงคือการดูแลบ้านเป็นหลัก ส่วนหน้าที่เลี้ยงลูกยังคงเป็นหน้าที่ของคุณยาย และคุณแม่ “ผมมีพี่เลี้ยงก็จริง แต่พี่เลี้ยงไม่ได้มีหน้าที่เลี้ยงดูผมมากนัก เพราะส่วนใหญ่ก็ต้องทำงานบ้าน คุณแม่ และคุณยายต่างหากที่เลี้ยงผมมาแบบเต็มตัว ให้ความรัก และความอบอุ่นอย่างเต็มที่

อีกอย่างพี่เลี้ยงของบ้านผม ไม่ได้มีหน้าที่มาคอยเอาใจ และรับใช้ลูกเจ้าของบ้าน ถ้าผมร้องงอแง อยากได้นั่นได้นี่ และสั่งให้พี่เลี้ยงวิ่งเอามาให้ ที่บ้านผมก็จะไม่ให้พี่เลี้ยงเอามาให้ แต่ต้องหัดทำอะไรด้วยตัวเองให้เป็น” ด้านการแสดงความรักต่อกันในครอบครัว ปั้นจั่นบอกสั้น ๆ แค่ว่า “รักนะ แต่ไม่แสดงออก”

“บอกตรง ๆ ว่า บ้านผมไม่ค่อยแสดงความรู้สึกกันเท่าไร รวมถึงตัวผมเองด้วย วันไหนมีวันเกิดแล้วต้องเป่าเค้ก ผมยังรู้สึกอายเลย แต่เรา 4 คน พ่อ แม่ ผม และน้องสาว เรารู้กันว่า เรารักกันมาก เราห่วงใยกันมาก และผมก็ไม่เคยอายเวลาที่ผมหอมแม่เวลาออกไปทำงานในทุก ๆ เช้า หรือเวลาเดินห้าง ผมกอดคอแม่ ผมก็ไม่เคยอาย

ดังนั้น สำหรับผมแล้ว ความรัก และความรู้สึกดีๆ ที่เรามีให้กัน มันยิ่งใหญ่กว่าคำหวานๆ ในการแสดงความรักต่อกันและกัน” ปั้นจั่นให้เหตุผล ปัจจุบัน ปั้นจั่น เป็นทั้งพิธีกร และนักแสดงที่ฝากฝีไม้ลายมือไว้หลายเรื่อง อย่างเรื่องล่าสุด “ไม่ได้ขอให้มารัก it gets better” หนังรักหัวใจสีม่วง ผลงานการกำกับของ กอล์ฟ-ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ ที่เขาทุ่มเทอย่างเต็มที่

นอกจากนี้ยังผันตัวเองเข้ามาเรียนรู้งานเบื้องหลังอีกด้วย “ตอนนี้ไม่ได้อยู่เบื้องหน้าอย่างเดียว ผมทำงานเบื้องหลังด้วย แรก ๆ ก็มีอุปสรรค ล้มบ้างลุกบ้างมันก็คือการเรียนรู้ ตอนนี้เก็บเงินตั้งใจทำงานอย่างเดียว และในหัวผมก็มีสิ่งที่อยากทำอีกเยอะ เพราะอายุตอนนี้ก็ 25 ปีแล้ว บางคนบอกว่ายังเด็กอยู่ แต่ทุกวันนี้เวลามันผ่านไปเร็ว ดังนั้นอยากทำอะไรทำ พออายุ 30 ผมก็คงพักแล้วล่ะ”

เพราะฉะนั้น ชีวิตประมาทไม่ได้ นี่คือสิ่งที่เขาสะกิดใจไปถึงทุกบ้าน “ความไม่ประมาท คือสิ่งที่เราจะต้องท่องให้ขึ้นใจ เพราะเราไม่สามารถคาดหวังความเชื่อมั่นจากคนอื่น ๆ ได้ แต่ตัวเราต้องสร้างความเชื่อมั่น และมั่นคงให้กับตัวเอง และครอบครัว พยายามคิดเยอะ ๆ และหาทางรอดหลาย ๆ ทาง เพราะอนาคตไม่มีอะไรแน่นอน แล้วก็อย่าลืมที่จะใส่ใจดูแลคนข้างตัวให้มาก ๆ เพราะผมรู้สึกว่า สังคมในทุกวันนี้ไม่ค่อยปลอดภัยเท่าที่ควร” ปั้นจั่นทิ้งท้าย

เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวชีวิตที่แสดงให้เห็นว่า พื้นฐานความรัก และความเข้าใจกันในครอบครัวเป็นเสมือนแรงยึดเหนี่ยวสำคัญที่ทำให้เด็กเกเรคนหนึ่ง สามารถก้าวผ่านช่วงวัยรุ่นไปได้ด้วยดี ซึ่งต่อให้หลุดนอกวงโคจร แต่ถ้าบ้านคือสิ่งที่อบอุ่น บ้านคือสิ่งที่ให้อภัย และบ้านคือสิ่งที่รอรับอยู่ตลอด ถึงแม้จะหลุดก็คงหลุดได้ไม่นาน

กระแสตอนนี้กำลังดังมาก แฟนคลับเยอะขึ้น มีคนติดตามในอินสตาแกรมมากขึ้น เป็นเพราะอะไร? ผมว่ามันเป็นเพราะละครที่ผมเล่น ทั้งในปีที่แล้วกับบท ก็คือบท ปีมงคลในกามเทพออกศึก และในปีนี้กับ หมื่นเรือง ใน บุพเพสันนิวาส คาแร็กเตอร์มันถูกใจแฟนๆ ถูกใจคนดู ก็เลยทำให้รู้สึกว่าเราเป็นที่จับตามองมากขึ้น ถ้าในภาษาชาวบ้านอาจเรียกว่าเป็นกระแสมากขึ้นแค่นั้นเอง

เรียกได้ว่าเป็นจังหวะของชีวิตเลยใช่ไหม เพราะว่าเข้าวงการมานานแล้ว? 12 ปีเเล้วครับ ถ้าจะเรียกว่าจังหวะก็ได้ เพราะว่าถ้าพูดไปแล้ว จังหวะเนี่ยมันเกิดขึ้นกับในช่วงชีวิตเราหลายครั้ง แต่จังหวะนี้มันถูกที่ถูกเวลา องค์ประกอบทุกอย่างมันถูก ในช่วงอายุเรา บทเสริมเราไหม อะไรแบบนี้ ผมว่าเวลานี้เป็นเวลาที่มันพอเหมาะที่สุด แล้วมันก็เกิดขึ้นโดยที่ผมไม่ได้คาดคิด

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here