ฉลองรักหวานครบ 3 ปี ‘ทอย ธันวา’ ควงแขน ‘เกีย’ แฟนสาวเที่ยวทะเล (ชมภาพ)

0
467

ฉลองรักหวานครบ 3 ปี ‘ทอย ธันวา’ ควงแขน ‘เกีย’ แฟนสาวเที่ยวทะเล (ชมภาพ)

“เดอะ ทอยส์” สวีทแฟนสาว “เกีย” ริมหาด ครบรอบรัก 3 ปี ทอย ธันวา บุญสูงเนิน หรือ “เดอะ ทอยส์” นักร้องดาวรุ่งสุดฮอต ควง “เกีย” แฟนสาวนอกวงการ เดินทางไปพักผ่อนที่ทะเล โดยฝ่ายหญิงโพสต์ภาพเเละเขียนแคปชั่นเป็นภาษาอังกฤษเอาไว้ใต้ภาพว่า “3rdAnv” ซึ่งหมายถึง ครบรอบ 3 ปี ทั้งนี้ความรักของ ทอย และ เกีย รู้จักกันมาอย่างยาวนานตั้งเเต่สมัยเรียน ป.2 ก่อนที่จะค่อยๆ พัฒนาความสัมพันธ์จากคำว่าเพื่อน สู่สถานะคนรักในที่สุด

‘เด็กสมัยนี้โตไวเนอะ’ หากใครเป็นหนึ่งใน 46 ล้านวิวที่เข้าไปคลิกฟังเพลง หน้าหนาวที่แล้ว ย่อมได้ยินประโยคนี้ก่อนเข้าบทเพลง และเมื่อมีใครบางคนถามเด็กหนุ่มเจ้าของประโยคนั้นถึงที่มาของมัน เขาตอบเพียงสั้นๆ ว่า เอาไว้โตก่อนแล้วจะบอก เด็กหนุ่มที่ว่าคือ The TOYS หรือ ทอย-ธันวา บุญสูงเนิน ณ วันนี้ใครที่วนเวียนอยู่กับการฟังดนตรี เราเชื่อว่าคงเหลือน้อยคนเต็มทีีที่ไม่รู้จักเขา

- Advertisement -

สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับคือวงการเพลงบ้านเราช่วงหลังค่อนข้างขาดแคลนเรื่องน่าตื่นเต้น ศิลปินที่เล่นเป็นวงปิดในคอนเสิร์ตยังเป็นหน้าเดิมๆ มาเป็นสิบปี ท่ามกลางความแห้งแล้งนั้น เราตื้นเต้นกับการเกิดขึ้นของ The TOYS ในวงการดนตรี ลองนึกภาพเด็กคนหนึ่งที่เป็นโปรดิวเซอร์ให้ศิลปินตั้งแต่อายุ 17 ปี ตอนอายุ 19 แต่งเพลง หน้าหนาวที่แล้ว

และคว้าแชมป์ Overdrive Guitar Contest มาครองได้โดยที่ขณะนั้นเขาไม่มีแม้กระทั่งกีต้าร์เป็นของตัวเอง ตอนนี้เขาได้เซ็นสัญญาเป็นศิลปินในสังกัด What the duck มีเพลงฮิตมากมาย ได้ไปปรากฏตัวเป็นศิลปินรับเชิญบนเวทีตัดสิน Miss Universe Thailand 2017 และล่าสุดเขาได้ร่วมเขียนซิงเกิ้ลใหม่ที่ชื่อ Bad Luck ให้กับวงลิปตา

ด้วยโปรไฟล์ที่ร่ายมา สถานะการเป็นทายาทอดีตนักร้อง นิตยา บุญสูงเนิน และหลานชายของเจินเจิน บุญสูงเนิน แทบไม่จำเป็นต้องหยิบมาเอ่ยอ้างเพื่อเรียกร้องความสนใจใดๆ เพิ่มเติม เรานัดกันในช่วงที่คิวงานของศิลปินวัย 21 ยาวเหยียดไปถึงปีหน้าเรียบร้อย เขาเดินทางมาถึงที่นัดหมายพร้อมกีต้าร์ (ใช่ วันนี้เขามีกีต้าร์ของตัวเองแล้ว) และจากการพูดคุยราวชั่วโมงเศษๆ ทำให้เราย้อนนึกถึงประโยคที่เขาพูดก่อนเข้าเพลง หน้าหนาวที่แล้ว อีกครั้ง

‘เด็กสมัยนี้โตไวเนอะ’ เห็นตารางงานเดินสายของคุณใน Facebook แทบไม่เห็นวันว่างเลย เดือนนี้คุณได้นับไหมว่าอยู่กรุงเทพฯ กี่วัน (นับนิ้ว) 4 วันครับ เคยรู้สึกไหมว่าเรามาถึงจุดนี้เร็วเกินไป ผมรู้สึกว่าผมเริ่มต้นเร็ว ผมก็เลยไม่ได้รู้สึกว่าการที่เราอายุเท่านี้แล้วทำไม่ได้ ผมคิดว่านี่แหละสิ่งที่มันควรจะเป็นไป สิ่งนี้แหละถูกแล้ว

คิดว่าตัวเองผ่านโลกมามากพอที่จะทำสิ่งนี้ได้ ใช่ ผมหมายถึงในเรื่องประสบการณ์การทำงานนะ ไม่นับเรื่องของโลกภายนอก เรื่องงานผมไม่ต่างอะไรจากคนที่ทำงานมาเท่ากันไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ ซึ่งมีหลายคนเรียนจบดนตรี มาร์เก็ตติ้ง โปรดักชัน หรือธุรกิจดนตรี ทุกคนก็ล้วนแต่จบไปแล้วจึงเริ่มทำงาน แต่ว่าผมมีโอกาสเร็วกว่าคนอื่น คือเราเริ่มที่จะศึกษาจากสิ่งที่เรียกว่าความท้าทาย

แล้วคุณเรียนดนตรีจากไหน เรื่องของดนตรีผมว่ามันเหมือนภาษา เปรียบเทียบเหมือนคนที่ไม่เคยเรียนภาษาเยอรมันแต่พูดภาษาเยอรมันได้ เพียงแค่เขาไปอยู่ประเทศเยอรมนีเขาก็จะพูดได้โดยที่ไม่ได้เรียนที่ไหนมาก่อน ผมว่ามันเป็นแพตเทิร์นเดียวกันกับที่ผมเป็น ผมเจอดนตรีในหลายรูปแบบ เราต้องเข้าใจว่าดนตรีมันเป็นวัฒนธรรม วัฒนธรรมก็คือสิ่งที่มันถูกถ่ายทอดเรื่อยๆ มันถูกนำเสนอขึ้นมาทุกรูปแบบ เราก็ซึมซับมาเรื่อยๆ แล้ววันหนึ่งเราก็เข้าใจ

เรียนรู้ด้วยตัวเองแล้วรู้ได้ยังไงว่าสิ่งไหนถูก สิ่งไหนผิด ในดนตรี ผมไม่เคยเจอสิ่งที่เรียกว่าผิด ผมไม่เคยเจออะไรก็ตามแต่ที่แบบ เฮ้ย นั่นผิดนะ มันอาจจะผิดจากทฤษฎี แต่คำว่าดนตรีจริงๆ แล้วคนที่เสพเขาไม่สนใจหรอกว่ามันจะผิดทฤษฎี คุณจะออกนอกแพตเทิร์น ออกนอกความคิด ออกนอกระบบ หรืออะไรก็แล้วแต่ สุดท้ายมันอยู่ที่ระบบประมวลผลในสมองของคนฟัง

แล้วในชีวิตเคยคุยกับคนที่เรียนทฤษฎีมาบ้างไหม คุยกับเขารู้เรื่องหรือเปล่า ผมเพิ่งมีโอกาสเป็นวิทยากรรับเชิญที่มหาวิทยาลัยมหิดล ไปพูดให้นักศึกษาปริญญาโททั้งห้องฟัง ผมรู้สึกว่าผมเกร็งมาก ที่ต้องพูดทฤษฎีที่หลายๆ คนมีความรู้มากกว่าผม เราไม่ได้นั่งอยู่ในห้องบรรยายนั้น แต่อยากรู้ว่าคนอายุ 21 ที่ไม่ได้เรียนดนตรีมาพูดอะไรให้คนเรียนปริญญาโทฟัง

ผมบอกทุกคนว่าจริงๆ แล้วในห้องนี้เป็นห้องที่ผมอยากเข้ามาอยู่ที่สุด ตอนเด็กผมอยากเรียนดนตรีที่สุดแล้วในชีวิต เพียงแต่ว่าด้วยปัญหาทางบ้าน มันทำให้เราไม่ได้รับโอกาสในการศึกษาดนตรี ในห้องนี้ทุกคนได้รับโอกาสที่ผมไม่เคยได้รับมาก่อน แล้วผมอยากให้ทุกคนเข้าใจว่ามันมีค่ามาก บางคนอาจจะบอกว่าค่าเทอมแพง เรียนจบไปกี่ชาติกว่าจะได้คืน บางคนอาจจะเรียนไปทั้งหมดแล้ว

หลังจากนั้นก็ไม่รู้ว่าเส้นทางชีวิตจะเป็นยังไงต่อ แล้วดันไปทำอย่างอื่นต่อ หรือว่าไปทำแค่ 10 เปอร์เซ็นจากความรู้ที่เรียน ผมก็เลยพูดแนวทางที่มันสามารถต่อยอดได้ ในแต่ละสาขาที่เขาเรียน จริงๆ คนเราเข้าใจผิดว่านักดนตรีไส้แห้ง ที่เขาไส้แห้งเพราะว่าเขาไม่ได้เจ๋งจริง ผมว่ามันก็เหมือนกับเสื้อผ้า ถ้าคุณรับเสื้อผ้ามาขายแล้วคุณไม่อัพเดทคอลเลกชันของมัน

คุณก็จะขายได้แค่เดือนเดียว ทำไมพี่บอย โกสิยพงษ์ ถึงมีอาชีพที่มั่นคง ดำรงชีวิตไปจนประสบความสำเร็จ ผมว่ามันก็เหมือนคนทำงานทุกอาชีพก็คือการพัฒนาตัวเองอยู่ตลอด เห็นว่าคุณดร็อปเรียนเอาไว้ เป็นเพราะคุณคิดว่าปริญญาหรือการเรียนไม่สำคัญหรือเปล่า จริงๆ ปริญญาความรู้มันสำคัญสำหรับทุกคน แต่ว่าที่ผมดร็อปไว้เพราะเรื่องเวลา ผมไม่สามารถเรียนไปด้วยทำงานไปด้วยได้

ถ้าเราทำอย่างงั้น เราต้องไปเรียนอีกแบบหนึ่งซึ่งผมไม่ชอบเลย ผมไม่ชอบการที่เราแค่ไปสอบ ผมชอบการที่เราได้ไปรับความรู้จริงๆ ผมเลยเลือกที่จะแยกไปเลย ปีนี้ทำงานๆ แล้วเราค่อยไปเรียนตอนที่พร้อมดีกว่า ที่ว่าที่บ้านไม่ค่อยสนับสนุนให้เรียนดนตรี เขาให้เหตุผลกับคุณว่าอะไร เหตุผลก็คือเรียนจบไปแล้วจะทำอะไร ซึ่งคงเป็นเหตุผลที่ทุกวันนี้ทุกคนคงต้องเจอ

ผมคิดว่าเขาเจอกับตัวเองมากกว่าว่ามันไม่ยั่งยืน ด้วยเหตุผลบางอย่างเช่นรสนิยมที่เปลี่ยนไป การฟังเพลงของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป เหตุผลอะไรบางอย่างที่มันไม่นิ่ง ทุกอย่างมันมีการเปลี่ยนแปลง มันเสี่ยง ไม่มั่นคง ซึ่งมันก็คงเป็นเรื่องจริง 50 เปอร์เซ็นต์ แต่อีก 50 เปอร์เซ็นต์ มันเป็นมุมที่เขายังไม่เคยเห็นหรือเปล่า เราก็แค่อยากลองทำในมุมของเรา

ซึ่งตอนนั้นคุณก็ตอบเขาไม่ได้ว่าจบไปทำอะไร คือเขาบอกว่าค่าเทอมเป็นแสน เรียนจบไปกี่ปีจะคืนทุน ตอนนั้นไม่ได้ตอบ ได้แต่อึ้ง แต่ว่าเขาเริ่มปล่อยหลังจากที่ผมได้เริ่มทำงานแรก คือผมจะดื้อในสิ่งที่ผมไม่เชื่อ แต่ในสิ่งที่ผมเชื่อว่ามันเป็นจริงหรือเป็นสิ่งที่ผมพิสูจน์ได้ว่ามันไม่ดี ผมฟัง เราจะต้องการพิสูจน์อะไรบางอย่างที่มันไม่จริง แต่คุณเชื่อไปแล้วว่ามันจริง

ป้าเจินเจิน บุญสูงเนิน เคยตั้งสเตตัสพูดถึงคุณว่า “หลานชายที่มีพรสวรรค์ของฉัน” ในครอบครัวคุณปกติชื่นชมกันแบบนี้อยู่แล้วไหม ไม่เลย เขาปล่อยให้ไปลุยเอง เขาไม่ค่อยชมกัน มีบ้างที่ให้เราทำตามที่เขาบอก แต่เราก็ไม่ค่อยทำ เลยรู้สึกว่าเขาไม่ค่อยชมเราเลย แต่ว่าไม่ใช่ดื้อนะ เพียงแต่ว่าผมชอบเส้นทางที่ผมเดิน นอกจากป้าเจินเจินของคุณ คนมักพูดว่าทอยเป็นนักดนตรีที่มีพรสวรรค์ คุณเคยนึกเถียงในใจมั้ยว่าจริงๆ แล้วมันเกิดจากการทำงานหนัก

ผมไม่มีพรสวรรค์อะไรทั้งนั้น ผมไม่รู้สึกถึงพรสวรรค์เลย พรสวรรค์คือสิ่งที่เกิดมาแล้วสามารถสร้างสรรค์ หรือทำอะไรก็ได้ แต่ว่าผมไม่มี ผมไม่รู้สึก ไม่ได้ยินเสียงพรสวรรค์อะไรในหัวเลย ผมแค่อยากทำอะไรให้มันสำเร็จ เรียกว่าพรแสวงหรือเปล่าที่เขาเรียกกัน ในขณะที่บางคนจับกีตาร์มาซ้อมเล่นทั้งวันทั้งคืน แต่คุณในวัยเพียง 19 ปี ไม่มีแม้กระทั่งกีตาร์ของตัวเองตอนไปแข่งเวที Overdrive Guitar Contest แล้วได้แชมป์ สิ่งนี้ไม่ใช่พรสวรรค์เหรอ

มันเป็นเรื่องมุมมอง มันเหมือนมีโจทย์ ผมจะทำการบ้านก่อนว่าผู้เข้าแข่งขันทั้งหมด เอาเพลงอะไรมาเล่น แล้วทำให้ผมได้รู้ว่าคนส่วนใหญ่เอาเพลงร็อกมา แต่ความจริงบางคนเก่งกว่าผมด้วยซ้ำ แต่ว่าผมทำการบ้านมาดี ผมได้เห็นแต่ละคนว่า 7 คนที่เข้ารอบสุดท้ายเขาเอาร็อกมา เราก็แค่ไม่เล่นเพลงร็อก แม้ว่าเราจะลงจากเวทีไปแล้วอย่างน้อยกรรมการก็จำเราได้ มันเป็นการวางแผน ไม่เกี่ยวกับพรสวรรค์เลย

คุณดูเป็นคนถ่อมตัวมาก ผมว่ามันคือเรื่องจริง เราไม่ได้เก่ง มันไม่มีอยู่แล้วในวงการเพลงหรือว่าในดนตรีทุกแบบ ผมยังตามหาสิ่งนี้ไม่ได้ สมมติคนบอกว่าคนนั้นเก่งมาก คนนี้เก่งมาก เก่งอยู่ตรงไหน อะไรจุดที่ทำให้คนบอกว่าคนนั้นเก่ง คือดนตรีมันเป็นแค่การสร้างความสุขเล็กๆ น้อยๆ มันเป็นเรื่องของรสนิยม 80 เปอร์เซ็นต์ อีก 20 เปอร์เซ็นต์เป็นเรื่องของการถ่ายทอดมากกว่า บางคนถ่ายทอดได้ดี บางคนถ่ายทอดได้ใหม่ บางคนถ่ายทอดได้แปลก แค่นั้น

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here