งูจงอางยักษ์! ความยาวเกือบ 4 เมตร เลื้อยพาดหลังคาเก๋ง (ภาพ-รายละเอียด)

0
604

งูจงอางยักษ์! ความยาวเกือบ 4 เมตร เลื้อยพาดหลังคาเก๋ง (ภาพ-รายละเอียด)

กลายเป็นภาพที่แชร์กระหึ่มโลกออนไลน์ทันที โดยเฉพาะในช่วงใกล้ออกสลากกินแบ่งรัฐบาลแบบนี้ โดยภาพที่ว่า คือ ภาพงูจงอางตัวขนาดใหญ่ เลื้อยอยู่กลางรถเก๋งคันหนึ่ง ซึ่งดูด้วยตาแล้วน่าจะยาวถึง 4 เมตรเลยทีเดียว ซึ่งงูจงอางตัวนี้ เลื้อยอยู่บนหลังคารถ เก๋ง ทะเบียน กบ 1353 ก่อนที่จะค่อยๆ เลื้อยลงมาที่พื้น งานนี้นักเสี่ยงโชคถึงกับหยิบปากกามาจดแล้ววิ่งไปซื้อหวยเลยทีเดียว

งูเข้าบ้านทำอย่างไร จำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นทำให้ชุมชนมีการขยายตัวสู่ชานเมือง ซึ่งอาจจะเป็นแหล่งที่อาศัยของงู งูจึงไม่มีที่อยู่ ทำให้เกิดปัญหางูเข้าบ้านเรือน แต่มันมีวิธีอะไรที่จะป้องกันและแก้ไข โดยที่ไม่ต้องทำร้ายตัวงูไหมล่ะนี่ต่างหาก น่าสนใจ ธรรมชาติของงู งู (Snake) เป็นสัตว์เลื้อยคลาน ชนิดหนึ่ง ไม่มีขา ไม่มีเปลือกตา มีเกล็ดปกคลุมผิวหนังทั่ว ทั้งลำตัว

- Advertisement -

ลักษณะลำตัวยาวซึ่งโดยขนาดของความยาวนั้น จะขึ้นอยู่กับชนิดของงู ปราดเปรียวและว่องไวในการเคลื่อนที่ มีลิ้นสองแฉกเพื่อใช้สำหรับรับความรู้สึกทางกลิ่น จัดอยู่ในชั้น Reptilia, ตระกูล Squamata , ตระกูลย่อย Serpentes โดยทั่วไปแล้วงูจะกลัวและไม่กัด นอกเสียจากถูกรบกวนหรือบุกรุก จะเลื้อยหลบหนีเมื่อมีสิ่งใดเข้ามาใกล้บริเวณที่อยู่ ออกล่าเหยื่อเมื่อรู้สึกหิว

โดยกินสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กเป็นอาหาร หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมบ้านมีตั้งหลายหลัง แต่ทำไมเจ้างูต้องเข้ามาอยู่ในบ้านเราด้วย หรือจะเป็นคราวเคราะห์จริงๆซึ่งอันที่จริง สาเหตที่งูเข้ามาอาศัยอยู่ในบ้าน  1. บ้าน หรือสถานที่นั้นเป็นแหล่ง “อาหาร” ที่อุดมสมบูรณ์  เช่น บ้านที่มีหนูชุกชุมเพราะรกรุงรัง หรือมีบ่อน้ำ สระน้ำที่มีปลาเยอะ หรือมีการเลี้ยงนกเลี้ยงไก่ไว้ ฯลฯ

ยิ่งบ้านที่ขาดการจัดให้เป็นระบียบ บ้านที่จัดพื้นที่สวนแต่ปล่อยให้รก ทั้งนี้เพราะงูทุกชนิดเป็นสัตว์นักล่า กินเหยื่อเป็นสัตว์ด้วยกัน 2. ลักษณะบ้านเป็นที่ “ปลอดภัย” สำหรับงู  ไม่มีศัตรูก่อความรำคาญ หรือ ทำร้ายจนถึงชีวิต เช่น ไม่มีหมาคอยไล่เห่า ไม่มีห่านไล่งับหรือไม่มีสัตว์  คู่อริเช่น พังพอน หรือเมื่อมีน้ำท่วมขังงูก็จะหนีน้ำขึ้นไปอาศัยบนที่สูง

3. บ้านมี “ที่อยู่” เหมาะสมเพียงพอ ได้แก่ มีที่หลบซ่อนตัว หลับนอน หลบภัย วางไข่ เช่น ใต้ถุนบ้าน บ้านที่มีฝ้าเพดาน ฯลฯ สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับงู นับแต่อุณหภูมิอบอุ่นจากดินหรือแสงแดด พื้นผิวที่ไม่ระคายเคือง ไม่มีกลิ่นและเสียงรบกวน ( ซึ่งมากับความสั่นสะเทือน ) ฯลฯ

วิธีป้องกันงูเข้าบ้านคุณ การป้องกันงูเข้าบ้านนั้นสามารถป้องกันได้โดยแก้จากเหตุจูงใจให้งูอยากเข้าบ้านโดย  1. อย่า ให้บ้านเราเป็นแหล่งรวมอาหารของงู  เช่น กำจัดหนูโดยการดัก เบื่อ และจัดบ้านให้สะอาด เป็นระบียบเรียบร้อยไม่รกรุงรัง 2. ทิ้งขยะให้เป็นที่และมิดชิดเพื่อไม่ให้หนูกิน เมื่อประชากรหนูลดลง งูก็จะลดลงตามไปด้วย

3. ท่านใดที่ชอบเลี้ยงสัตว์ก็ควรเลี้ยงสัตว์ที่เป็นศัตรูกับงูเพื่อไว้ไล่งู เช่น เลี้ยงหมา แมว ห่าน เป็นต้น ฯลฯ  4. ลดแหล่งที่อยู่ จัดสภาพแวดล้อมให้ยากและไม่เหมาะสมแก่งูที่จะเข้ามาอาศัยอยู่  หรือทำรังวางไข่ อย่าทิ้งพื้นที่ให้รกซึ่งจะเป็นแหล่งให้งู สามารถหลบซ่อนได้เช่น การอุดรู ใส่ตะแกรงท่อระบายน้ำ หรือทุกเส้นทางที่จะเข้าไปในตัวบ้าน ( โดยเฉพาะโพรงใต้บ้าน ) กลบหลุมหรือ

โพรงที่มีตามสนามหรือขอบรั้ว กำแพง ตัดกิ่งไม้ที่พาดหรือใกล้ชายคาตัวบ้านหรือรั้ว กำแพง ฯลฯ ข้อควรปฏิบัติเมื่องูเข้ามาอยู่ในบ้านแล้ว 1. สังเกตุและแยกแยะประเภทของงูก่อนเลยครับว่าเป็น งูมีพิษหรือไม่ม ี  โดยสังเกตุง่ายๆ ที่ หัวหากลักษณะเป็น สามเหลี่ยม นั้นคืองูมีพิษ แต่หาก มีลักษณะ มนกลม งูไม่มีพิษ ซึ่งบ้านเรามีอยู่ชัดๆ เจอบ่อยๆ 2 พวกคือ งูเหลือม งูหลาม กับ งูเห่า ซึ่งแยกค่อนข้างชัด

โดยที่งูเหลือมงูหลามเป็นงูไม่มีพิษแต่มีอันตรายโดยการรัดเหยื่อ ส่วนงูเห่ามีแม่เบี้ยแผ่ให้เห็นชัดเจน ทำร้ายโดยการกัดและปล่อยพิษ ฉะนั้นการหลบหลีก หรือจับก็จะแตกต่างกัน และต้องได้รับการฝึกฝนเป็นการเฉพาะ 2.ไม่ควรใช้วิธีไล่งูเพราะถึงคุณจะไล่ได้ในวันนี้วันอื่นๆมันก็จะกลับมาเหมือนเดิม งูจะพุ่งฉกหรือกัดเหยื่อที่เคลื่อนไหวฉะนั้นหากเผชิญกับงูให้อยู่นิ่งๆแล้วเคลื่อนไหว

หรือถอยฉากหนีอย่างช้าๆโดยจับตาดูการเคลื่อนไหวของงูไว้ เพื่อหลบหลีกและควรอยู่ในระยะที่ปลอดภัย  3. เฝ้าสังเกตุว่างูยังอยู่ที่เดิมหรือมีทิศทางการเคลื่อนที่ไปในทิศทางใด เพื่อกันการหลบหนี  4. กันสมาชิกในบ้านให้อยู่ห่างมันไว้ ไม่ว่าจะเป็นเด็ก หรือสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหมาเอาไว้ให้ห่าง เพราะอาจโดนฉกหรือทำร้ายได้ และ อาจจะเป็นการไล่งู ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะไปถึง

5. เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน เพราะมนุษย์นั้นไม่ใช่เหยื่อโดยธรรมชาติของงู หากเราไม่ทำร้ายงูก่อน งูก็จะหลีกเลี่ยงไม่ทำร้ายมนุษย์เช่นกัน  6 . โทรศัพท์แจ้งขอความช่วยเหลือ ที่ 199 ดับเพลิงและกู้ภัย วิธีไล่งู ** ตามความเชื่อแต่ละบุคคล 1. งู ที่กลัวเชือกกล้วยจะมีก็เฉพาะงูเหลือมเท่านั้น 
ซึ่งได้มีการพิสูจน์มาแล้ว ส่วนงูพิษยังไม่มีรายงาน การเลี้ยงสุนัข หรือห่านเป็นผู้ช่วยที่ดีที่สุด

2. ใช้ สารเคมีที่มีกลิ่นฉุน เช่น น้ำมันก๊าด ( หาง่าย และไม่อันตรายกับคน และสัตว์เลี้ยง ) ให้ฉีดพ่นหรือราดรอบๆ บริเวณที่ไม่ต้องการให้มีงูอยู่ (ถ้าฉีดพ่นหรือราดน้ำมันก๊าดที่รังงู ก็จะหนีไปเหมือนกันครับ ) และ ควรฉีดพ่นหรือราดน้ำมันก๊าดในช่วงที่ไม่มีเด็กๆ อยู่ เพราะงูจะออกมาจากที่หล่บซ่อน วิธีนี้เคยใช้จัดการกับงูเห่ามาแล้วใช้ได้ผลครับ ลองนำไปประยุกต์ใช้ดูนะครับไม่ต้องฆ่าเขาด้วยแค่ไล่ไปเท่านั้น

3. ใช้ผงกำมะถัน ( สีเหลืองๆ ) มาผสมน้ำแล้วราดบริเวณรอบบ้าน  แต่วิธีนี้ต้องทำบ่อยหน่อย อย่างน้อย เดือนละครั้ง เพราะกำมะถันเจือจางแล้วงูก็เข้าอีก 4. เรื่องของงูมีข้อแนะนำนิดหนึ่งคือ ถ้าหากเผชิญหน้ากับงูโดยบังเอิญให้เรานิ่งๆอย่าขยับ เพราะงูสายตาไม่ค่อยดีแต่ประสาทสัมผัสเป็นเยี่ยม ดังนั้นเขาจะโจมตีเป้าที่มีการเคลื่อนไหว ถ้าเราอยู่เฉยๆ สักพักพอเขาไม่เห็นว่ามีอันตรายหรือไม่มีอะไรเคลื่อนไหว

เขาก็จะลดแม่เบี้ยแล้วก็เลื้อยหนีไปเองครับ คาถาป้องกันงู ** ตามความเชื่อแต่ละบุคคล ปะถะมังพันธุ กังชาตัง ทุติยังทัณฑะ เมวะจะ ตะติยังเภทะกัญเจวะ จะตุตถังอังกุ สัมภะวัง ปัญจะมังสิระสังชาตัง นะงู นะกาโร โหติสัมภะโว ( ใช้ภาวนาเมื่อต้องเข้าป่า ที่รก หรือแม้แต่เมื่อขณะพบเจองู จะทำให้คุณปลอดภัย ) แบบวิทยาศาสตร์ **ตามความเชื่อของแต่ละบุคคล ร้าน ไดโซ 60 บาท

งูเข้าบ้าน ทำไงดี ใคร ๆ ก็ไม่อยากเจองู แต่หากว่าบังเอิญเจออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราก็ต้องรู้วิธีป้องกันตัว ด้วยวิธีรับมือกับงูเข้าบ้านดังต่อไปนี้ค่ะ  งูเป็นสัตว์ที่คนส่วนใหญ่หวาดกลัวและไม่มีใครอยากเจอ แต่จะทำอย่างไร หากเราอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องเผชิญหน้ากับงูอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น งูเข้าบ้าน หรือบังเอิญเลื้อยผ่านมาในสวน ซึ่งรับรองว่ามีประโยชน์มาก ไว้ให้เพื่อน ๆ ใช้เป็นวิธีป้องกันตัวหากบังเอิญเจองูเข้าบ้านค่ะ

1. เข้าใจธรรมชาติของงูกันก่อน ตามปกติงูจะไม่ไล่ตามคน แต่เลือกที่จะเลื้อยไปหลบในจุดที่ปลอดภัย ดังนั้นเมื่อเจองู จึงควรที่จะเดินหลีกออกไกล ๆ เพื่อให้งูหาพื้นที่เพื่อเลื้อยไปหลบ แทนที่จะโจมตีเรา ระยะพุ่งโจมตีของงูส่วนใหญ่ จะยาวประมาณครึ่งหนึ่งของตัวงู และงูจะโจมตีเพื่อป้องกันตัว ไม่ใช่เพื่อกินเป็นอาหาร ดังนั้นมันจะกัดไม่ลึก แต่หากเราไปแหย่

หรืออยู่ในเส้นทางของมันโดยไม่ตั้งใจ มันอาจจะกัดเรามากกว่าหนึ่งครั้ง หรือกัดแบบฝังเขี้ยวลึกได้ 2. ใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหว พยายามสงบและรักษาระยะห่าง ถึงแม้จะมั่นใจเต็มร้อยว่างูที่เจอเป็นชนิดที่ไม่มีพิษ แต่การเข้าใกล้ก็ไม่ใช่เรื่องดีแน่ 3. ยืนนิ่ง ๆ หากเจองูใกล้ ๆ จนหนีไม่ทัน เทคนิคสำคัญ หากงูอยู่ในระยะประชิดเกินกว่าเราจะหนีทัน และมันส่งเสียงขู่หรือจ้องเรา ให้อดทนและรอจนมันเลื้อยหนีไป

เพราะงูเป็นสัตว์ที่มีความสนใจสั้น และธรรมชาติมันจะห่วงความปลอดภัยของตัวเองมากกว่าสนใจเรา ดังนั้นให้ยืนนิ่ง ๆ ถึงแม้ว่างูจะเลื้อยมาสัมผัส หรือมาขดรอบตัวเรา ให้อดทนเพราะไม่นานมันจะเลื้อยออกไป แต่กรณีนี้คงต้องใจแข็งพอดู  4. ขอความช่วยเหลือทันทีที่ทำได้ เมื่อมีโอกาสให้รีบออกห่างจากงูทันที แล้วโทรหาผู้เชี่ยวชาญให้มาช่วยเหลือ โดยป้องกันเด็ก สัตว์เลี้ยง หรือใครก็ตามไม่ให้เข้าไปในบริเวณดังกล่าว จนกระทั่งงูถูกจับไปแล้ว

ข้อควรรู้ แต่งกายเพื่อป้องกันตัวทุกครั้งที่เข้าไปทำสวน ด้วยการสวมเสื้อแขนยาว กางเกงขายาวผ้าหนา ๆ ถุงเท้าหนา ๆ และรองเท้าบูท การเลี้ยงแมวเป็นวิธีที่ช่วยสอดส่องและป้องกันงูตัวเล็ก ๆ ได้ ตามปกติงูที่มีลวดลายจะขี้กลัว แต่อย่าแกว่งนิ้วตรงหน้างูชนิดนี้ เพราะอาจถูกพุ่งกัดได้ สวนที่รกจะดึงดูดให้งูมาใช้เป็นที่อาศัย ดังนั้นควรหมั่นดูแลสวนให้ดูเรียบร้อย มองเห็นได้ง่ายทุกจุด

วิธีนี้นอกจากป้องกันงูยังป้องกันสัตว์ร้ายอื่น ๆ เช่น ตะขาบ หรือแมงป่องได้ ข้อควรระวัง ไม่ว่าจะถูกกัดด้วยงูที่มีพิษหรือไม่มีพิษ ก็ควรปฐมพยาบาลเบื้องต้น และไปพบแพทย์ทันที เพราะงูชนิดที่ไม่มีพิษอาจมีเชื้อแบคทีเรียปนเปื้อนอยู่ที่เขี้ยว ซึ่งเป็นสาเหตุให้บาดแผลติดเชื้อได้ นอกจากนี้พยายามจำแนกชนิดของงูเพื่อแจ้งให้แพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญทราบ เมื่องูนอนนิ่งอย่าให้สัตว์เลี้ยงเข้าไปเล่นหรือสัมผัส เพราะงูเป็นสัตว์ที่แกล้งตายได้ ดังนั้นให้ใช้ไม้ยาว ๆ เช็กว่างูตายหรือยัง

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here