เคลื่อนไหวแล้ว !’เสกโลโซ’ โพสต์ข้อความ ถึง ‘แอนนี่ บรู๊ค’ หลังชีวิตพลิกจนต้องร้องเพลงในผับ! (เปิดข้อความ-คลิป)

0
220

เคลื่อนไหวแล้ว !’เสกโลโซ’ โพสต์ข้อความ ถึง ‘แอนนี่ บรู๊ค’ หลังชีวิตพลิกจนต้องร้องเพลงในผับ! (เปิดข้อความ-คลิป)

เรียกได้ว่าเป็นประเด็นที่ใครๆ ต่างก็ให้ความสนใจเป้นอย่างมาก สำหรับ กรณีที่นักแสดงสาวยสวยคุณแม่สุดสตรอง “แอนนี่ บรู๊ค” ได้ควงลูกชายสุดที่รักอย่าง “น้องฑีฆายุ” ลูกชายวัย 7 ขวบ มาเปิดใจกับทางรายการแฉ ช่อง GMM25 โดยเธอได้ออกมาเปิดเผยเรื่องราวชีวิตของเธอที่สุดแสนจะพลิกผัน ไม่มีใครจ้างงาน จนเจ้าตัวตัดสินใจ ไปร้องเพลงที่ผับต่างประเทศเพื่อหาเลี้ยงลูก

หลังจากที่รายการได้เผยแพร่ออกไป ล่าสุด เสก โลโซ ก็ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านเฟซบุ๊ก โดยได้โพสต์ข้อความให้กำลังใจสาวแอนนี่ ระบุว่า… “ขอเป็นกำลังใจให้น้องแอนนี่ อย่าไปแคร์ใคร เราทำงานบริสุทธิ์ ไม่ได้ไปคดโกงหรือปล้นจี้โขมยใครเขา…”

แอนนี่ บรู๊ค อดีตดาราสาวที่กำลังโด่งดัง หลังเจอมรสุมเรื่องราวการตั้งท้องเมื่อหลายปีก่อน ตอนนั้น จนถึงวันนี้ ไม่มีใครจ้างงาน จนเจ้าตัวตัดสินใจ ไปร้องเพลงผับ สถานบันเทิง ในต่างประเทศในเอเชีย เพื่อหาเลี้ยงลูก แอนนี่ ควง น้องฑีฆายุ ลูกชายวัยจะ 8 ขวบ มาออกรายการดัง แฉ ช่อง GMM25 เผยว่า ลูกจะชอบเรื่องภาษามากๆ ชอบฟังภาษาอังกฤษ ทุกภาษาเลย

เล่นกีฬา ดนตรี ตีกลอง เราก็อยากส่งเสริมเค้าให้ดีที่สุด ก็ส่งให้เรียนโรงเรียนอินเตอร์ แอนนี่ บอกว่า พูดตรงๆ ก็ไปเป็นนักร้องแลกดริ๊งก์ นั่งคุยกับแขกในผับใหญ่ๆ เหมือนโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดงบ้านเรา ไปร้องเพลงที่มาเลเซีย ประเทศในแถบเอเชีย ปีหนึ่งก็ไปนาน ที่มาเลย์ เวลาไปทำงานเราต้องคอยย้ายร้าน หนีตำรวจ จะเอารถสิบล้อบรรทุกกรงขังมาตามจับ ลากเข้ากรง เข้าคุกเลย

ตัวเองเกือบโดนแล้วหนึ่งครั้ง ยังดีหนีทัน จากดาราที่กำลังดัง มาเป็นนักร้องกลางคืนแลกดริ๊งก์ อย่าถามว่าทำใจยังไง เพราะมันต้องทำ ถ้าตัวคนเดียวไม่กลัวเลย กินมาม่าทุกวันก็ได้ แต่เรามีลูก ที่ให้เรียนอินเตอร์ เพราะอยากให้ลูกได้เรียนดีที่สุด ค่าเทอมปีละสองแสน ก็ยอม เราต้องไปนั่งกับผู้ชาย อยากจับ อยากล้วง เหมือนของไทยแหละ แต่เราต้องใช้สมองเปลี่ยนเรื่องชู้สาวไปเป็นเพื่อนพี่น้อง

เราต้องหลอกล่อไปเรื่อยๆ หนีบ้างอะไรบ้าง เอาตัวรอดไป แอนไม่อายที่ไปเป็นสาวนั่งดริ๊งก์ อดตาย ลูกไม่มีกิน อายกว่า คนงอมืองอเท้าน่าอายกว่า เพราะเราไม่ได้ไปเร่ขายตัว ขายบริการ ทำมา 5 ปี ส่งลูกเรียนตั้งแต่อนุบาล 1 ถึง ป.2 แล้ว ไหนจะพ่อแม่ครอบครัวอีก แอนโคตรจะประหยัดไม่กินไม่ซื้ออะไรเลย เสื้อผ้าใช้แต่ของเก่า ที่ผ่านมา เราเหนื่อยกับการต้องเฟกกับแขกที่มาเที่ยว ทำงานแบบนี้ จนไม่ไหวแล้ว

แอนนี่ บอกว่า ตัดสินใจ เอาเงินเก็บจากการทำงานมาลงทุนขายผลิตภัณฑ์ลดความอ้วน แต่ก็มาเจอกระแสข่าว เมจิกสกิน หรือยี่ห้อที่มีคนเสียชีวิต ซึ่งเราไม่เกี่ยวด้วยเลย คนละตัว เราไม่มีสารอันตราย แต่มีผลทำให้เราขายไม่ได้ไปด้วย ทำให้เราท้อจนโพสต์ไอจี เหนื่อยท้อแต่ยังตายไม่ได้ เพราะลูกยังไม่โต แต่เราติดตลก ไม่คิดว่าคนจะจริงจัง ตอนนี้ก็เริ่มใหม่จะร่วมกับเพื่อนเปิดร้านอาหารกลางวัน

เย็นค่ำขายเครื่องดื่ม เบียร์ จริงๆ อยากกลับเข้าวงการบันเทิง เมื่อถามว่า หากย้อนไปตอนนั้น มรสุมเรื่องตั้งท้องมีลูก จะยอมให้เป็นข่าวหรือไม่ หากรู้ว่าชีวิตจะกลายเป็นแบบนี้ เจ้าตัวยอมรับว่า ทุกคนมีกรรม ทำอะไรไว้ก็ต้องรับผลของกรรม แต่เรื่องที่มันผ่านไปแล้ว มันทำอะไรไม่ได้แล้ว เราต้องทำวันนี้ให้ดีที่สุด ซึ่งแอนก็กำลังทำอยู่ ลองไปฟังคำตอบ สาวแอนนี่ แบบเต็มๆ เลย

และก่อนหน้านี่ทำเอาแฟนๆ ที่ติดตามอินสตาแกรมของคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว “แอนนี่ บรู๊ค” อดเป็นห่วงไม่ได้ เมื่ออยู่ดีๆ เจ้าตัวก็ลุกขึ้นมาโพสต์ภาพภาพข้อความให้กำลังใจตัวเอง “เหนื่อยมากค่ะ ท้อด้วย เพราะแบกภาระไว้เยอะ แต่ยังตายไม่ได้ ลูกยังไม่โต” พร้อมกับแคปชั่น “คนที่รัก โดยไม่มีข้อแม้ โดยหลังจากที่ข้อความดังกล่าวได้ถูกโพสต์ออกไป ก็มีแฟนๆ ซึ่งใช้สถานะคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวเหมือนกับสาวแอนนี่ เข้ามาคอมเมนต์แชร์เรื่องราวในชีวิต

พร้อมทั้งส่งกำลังใจให้กับเจ้าตัวเพื่อฟันฝ่าอุปสรรค หรือความท้อที่กำลังเผชิญอยู่ โดยหนึ่งในกำลังใจสำคัญที่ทำให้ทุกวันนี้ แอนนี่ บรู๊ค ยังคงสตรองและเข้มแข็งก็คือลูกชายคนเก่ง “น้องฑีฆายุ” วัย 7 ขวบ ที่ไม่เพียงแต่จะสร้างความภูมิใจให้กับคนเป็นแม่ ด้วยความขยันหมั่นเพียร และการเป็นเด็กว่านอนสอนง่ายเท่านั้น แต่น้องฑีฆายุยังเคยให้คำสัญญากับเจ้าตัวเมื่อครั้งยังเป็นเด็กน้อยด้วยว่า “ตอนนี้พี่ฑีตัวเล็ก

แล้วแม่แอนก็ทำงานเลี้ยงพี่ฑี แต่ถ้าพี่ฑีตัวใหญ่ขึ้น พี่ฑีก็จะทำงานเลี้ยงแม่แอนเองนะ” ซึ่งสำหรับคนเป็นแม่นั้น ถึงแม้จะเป็นคำพูดที่ออกมาจากปากของเด็ก แต่พลังที่ส่งถึงหัวใจนั้นกลับยิ่งใหญ่จนยากที่จะหาคำไหนมาบรรยายจริงๆหากย้อนไป เมื่อ 8 ปีที่เเล้วมีข่าวที่เรียกได้ว่าช็อกวงการบันเทิงมากๆกับกรณี “แอนนี่ บรู๊ค” ที่ออกมาเปิดเผยต่อสื่อมวลชนว่าได้ตั้งท้องกับ “ฟิล์ม รัฐภูมิ” เเต่เเล้วความจริงก็ปรากฏว่าจริงๆเเล้ว”น้องฑีฆายุ” ไม่ใช่ลูกของหนุ่มฟิล์ม ทั้งนี้ชาวโซเชียลต่างออกมาติดแฮชแทกเพื่อทวงความยุติธรรมให้กับหนุ่มฟิล์มอีกด้วย

แอนนี่ บรู๊ค ได้ออกมาเปิดใจถึงกรณีดังกล่าวว่า ” ตนไม่ได้สนใจกับข่าวที่เกิดขึ้น เจอก็เลื่อนผ่าน ไม่ได้ให้ความสนใจ ก็มีคุยเรื่องพ่อกับน้องฑีฆายุบ้าง เพราะน้องก็โตเเล้ว ได้บอกกับน้องว่า “เขาไม่ได้อยู่ในชีวิตของเรา น้องเเคร์มั้ย น้องฑีฆายุก็บอกว่า ” ใช่ครับ เขาไม่ได้อยู่ในชีวิตของเราตั้งเเต่เเรกเเล้ว ผมไม่เเคร์ครับ” พอน้องบอกเเบบนั้นก็คือจบ เราเลี้ยงน้องเขามา ให้ความรักอย่างเต็มที่ ในเมื่อครอบครัวเรามีเค่นี้ทำไมต้องเเคร์ทุกวันนี้คุยกับน้องบอกกับน้องยังไงบ้าง? “ก็คุยกันตรงๆ เพราะว่าเขาโตแล้ว

บอกเขาว่าเขาไม่ได้อยู่ในชีวิตของเรา น้องแคร์ไหม เขาตอบว่าใช่ เขาไม่ได้อยู่ในชีวิตของเราตั้งแต่แรก เขาไม่แคร์ เขาตอบไม่แคร์ก็คือจบ คำว่าไม่แคร์ของเขาก็คือในเมื่อเราเลี้ยงเขามา ให้ความรักเขาอย่างเต็มที่ เราก็เลยลองคุยกับที่บ้านว่าในเมื่อเขาโตแล้วก็ลองคุยดูเลยทีเดียว ว่ารู้สึกไหมหรือแคร์ไหมว่าจะมีหรือว่าไม่มี เขาก็ตอบว่าในเมื่อครอบครัวเรามีแค่นี้ ทำไมต้องแคร์ เขาพูดเป็นผู้ใหญ่มาก

เราก็ช็อกแล้วก็อึ้งที่ลูกเรามีความเป็นผู้ใหญ่มากกว่าอายุ แล้วเขาก็ไม่เคยถามถึงไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้อีกเลย คือมันไม่ได้อยู่ในสมองเค้าอะคะ ทุกวันนี้ก็ใช้ชีวิตโดยการไม่เสพย์สื่อ พอเราไม่ได้ไปอ่านไม่ได้ไปทำลายกำลังใจตัวเอง เราเลื่อนผ่านไปซะ อะไรจะเกิดขึ้นมาใครจะหยิบมันขึ้นมา ก็เรื่องของเขาให้เป็นเรื่องของเขาไป เราไม่ต้องพูด ไม่ต้องไปตอบโต้ อยู่เฉยๆ ของเรา นิ่งๆเงียบๆ ตั้งใจทำมาหากิน ไม่ได้ไปเบียดเบียนใครก็พอแล้วจบ”

ล่าสุดมีประเด็นที่ว่า แอนนี่ โดนขุดข่าวเก่า! ชาวเน็ตรุมสวด #ขอความเป็นธรรมให้ฟิล์มรัฐภูมิ  หลายๆ คนคงจะจดจำกรณีข่าวที่นักแสดงสาว แอนนี่ บรู๊ค เกิดตั้งท้อง และเปิดเผยว่าพ่อของลูกในท้องคือพระเอกหนุ่ม ฟิล์ม รัฐภูมิ จนกลายเป็นข่าวใหญ่โตมากในตอนนั้น อีกทั้งสาวแอนนี่ยังยืนยันว่า DNA ของพ่ออยู่บนหน้าลูก และกลายเป็นเรื่องราวขึ้นโรงขึ้นศาล แต่หลังจากที่ฟ้องร้อง

และมีการตรวจ DNA แล้วนั้น ผลปรากฏว่า ลูกชายของนักแสดงสาวไม่ใช่ลูกของหนุ่มฟิล์ม และหลังจากนั้นทางด้านแอนนี่ก็ได้ออกมายอมรับต่อหน้าสื่อ เพื่อชี้แจงให้ทุกคนได้ทราบว่า หนุ่มฟิล์มไม่ใช่พ่อของลูกตน และเรื่องราวดังกล่าวก็จบลง แต่จู่ๆ ก็มีคนขุดเอาข่าวเก่าเมื่อ 5 ปีก่อน (อ่านข่าว จบมหากาพย์ แอนนี่รับแล้ว ฟิล์มไม่ใช่พ่อของลูก) เรื่องที่แอนนี่ขอโทษฟิล์ม

และยอมรับว่าไม่ใช่พ่อของลูก ออกมาเผยแพร่ในโลกโซเชียลอีกครั้ง จึงทำให้เกิดกระแสชาวเน็ตต่างออกมาทวีตข้อความขอความเป็นธรรมให้ ฟิล์ม รัฐภูมิ ว่าการที่สาวแอนนี่ออกมาให้ข่าวแบบนี้ในตอนนั้น ได้ทำลายชื่อเสียงของพระเอกหนุ่มเป็นอย่างมาก ถูกสังคมตราหน้าต่างๆ นานา ทำให้หมดอนาคตทั้งๆ ที่ตอนนั้นฟิล์มกำลังจะกลับมามีชื่อเสียงอีก หลังจากที่เคยมีเรื่องราวกับเสี่ยอู๊ด จนตอนนี้ทวีตดังกล่าวได้ติดเทรนด์ในทวิตเตอร์อยู่ในขณะนี้

สู้เพื่อลูก!! แอนนี่ บรู๊ค เล่าชีวิตเหมือนแรงงานต่างด้าว รับรางวัลสาขาแม่ดีเด่น ก็ต้องขอขอบคุณคนจัดงานด้วยนะคะ เป็นรางวัลที่ภาคภูมิใจมาก 6 ปีที่ผ่านมาสิ่งที่แอนเหนื่อยและทุ่มเทไปมันได้ผลคุ้มค่ามากเลย การเป็นซิงเกิ้ลมัมจริงๆ มันยากนะ เอาง่ายๆ เลยค่าใช้จ่ายทางบ้านเราต้องหาอยู่คนเดียว ที่สำคัญคือเวลาที่เราท้อไม่มีคนมาช่วยเรา มีแต่เราคนเดียว” “แววน้องเข้าวงการไม่รู้เลย ดูเค้าสิซนมากเลย

แต่ก็ดูเหมือนเค้าก็สนใจนะคะ เคยพาไปแคสโฆษณาเหมือนกันเค้าก็ชอบ เวลาเรามาทำงานก็บอกเค้าว่าได้เงินนะ เค้าจะถามว่าจริงเหรอ อีกหน่อยเค้าจะไปซื้อรถแลมโบกินี่ก็อยากมาทำงานทุกวัน เค้าเรียนหนังสือเก่งในเรื่องของภาษาจีน ภาษาอังกฤษ ก็จะให้เรียนด้านภาษามากขึ้น เผื่ออีกหน่อยได้ไปต่างประเทศ น้องก็มีคนติดต่องานมาทางอินสตาแกรมค่ะ แต่ยังไม่ได้เข้าไปดูเลย บางคนมาต่อค่าตัว

เราก็บอกลูกเราไม่ใช่ดารา แต่ค่าตัวก็หลักพันแล้วไม่ใช่หลักหมื่น เค้าก็บอกไม่ไหว เราก็ไม่รู้จะทำยังไงได้แค่ปล่อยผ่านไป รอลูกโตค่อยปั้งทีเดียวก็ได้ งานที่ติดต่อมาก็พวกเปิดสวนน้ำเด็ก นมเด็ก เสื้อผ้าเด็ก ขนมอะไรพวกนี้” “ที่แอนนี่ไปเมืองนอกไม่ได้ไปแบบหรูหราเลย ใช้ชีวิตเหมือนแรงงานต่างด้าวมากๆ เลย คือไปร้องเพลงและคอยเก็บทิป ก็ค่อนข้างลำบาก ชีวิตไม่ได้สบาย อยู่ก็อยู่รวมๆ

กันแออัดห้องนึงตั้งเกือบ 20 คน อัดๆ กันอยู่ ไม่ได้สบายอย่างที่คิด ค่อนข้างเหนื่อยด้วยซ้ำ ทำงานตั้งแต่ 21.00-06.00 น.” “ตอนแรกรับไม่ได้ที่ชีวิตเป็นแบบนี้ ร้องไห้ทุกวันเลยค่ะ ทำไมชีวิตเราตกต่ำได้ขนาดนี้เลยเหรอ ต้องมานั่งนับศูนย์ใหม่เหรอ แต่มานั่งคิดไปคิดมาเราเป็นเด็กบ้านนอก เราเป็นคนลำปาง เมื่อก่อนเรามาจากดิน ทำไมจะเริ่มจากดินอีกไม่ได้ เราก็เริ่มจากศูนย์หรือนับหนึ่งใหม่ได้ จากวันนี้จนถึงวันนี้ก็หลายปีแล้วนะที่ทำงานและส่งลูกเรียนหนังสือมา” “ผลตอบแทนที่นู่น

มันก็ยังดีกว่าที่เราอยู่เฉยๆ ที่นี่ อยู่ที่นี่เราไม่มีงานทำค่ะ อีกอย่างดาราเยอะด้วย ค่าตัวที่ได้ก็เกือบจะฟรีอยู่แล้ว บางคนต่อแล้วต่ออีก แอนก็ไม่ได้ว่าอะไรนะ แอนก็เต็มที่ของแอนแล้ว บางทีหลักพันแอนก็ไปนะ ไม่จำเป็นต้องเป็นหลักหมื่น ไม่เลือกงานไม่ยากจนเนอะ แต่มันก็ยังไม่โอเค ก็เลยไปตรงนู้นเลยแล้วกัน อย่างน้อยค่าเงินเค้าก็สูงกว่าค่าเงินเรา อาจจะเหนื่อยใช้เวลาในการทำงานหลายชั่วโมงหน่อย

หรืออาจจะเป็นงานที่ทุกคนไม่ชอบ หรืออาจจะดูถูกที่ไปร้องเพลง ไปให้เค้าจับหรือเปล่า ไม่ใช่แบบนั้นนะ เราไปร้องเพลงธรรมดา เก็บทิปกลับบ้านนอน” “กลัวคนจะมองว่าเราไปขายตัวมั้ยเหรอ ไม่กลัว เพราะเค้าไม่ได้ให้เรากิน สุดท้ายแล้วคนที่ส่งลูกเรียนก็คือตัวเรา เพราะฉะนั้นคนที่มาพูดหรือคอมเม้นท์ด่าแอน ส่วนมากแอนไม่สนใจ จะคิดว่าเป็นสัมภเวสีให้มันผ่านไป ไม่ได้สนใจและก็ไม่ได้มองด้วย

สุดท้ายแล้วลูกเราได้เรียนหนังสือ ได้กินข้าว และโตมาขนาดนี้ด้วยเงินของเรา มันจะมาจากไหนก็แล้วแต่ แต่มันมาจากการที่เราทำมาหากินด้วยความบริสุทธิ์ เวลาบินไปทำงาน ก็เป็นลุงกับป้าดูแลให้ค่ะ” “งานที่นู่นแอนต้องเซ็นสัญญาครั้งละ 3 เดือนค่ะ เคยไปแบบ 25 วันแล้วเหมือนต่างด้าว เราต้องวิ่งหนีตำรวจ (หัวเราะ) ก็มีไปมาเลเซีย สิงคโปร์ เวลาตำรวจมาก็ต้องแอบออกหลังร้าน

แต่ถ้าเราไปแบบถูกกฎหมายก็ต้อง 3 เดือนขึ้นไป หรือ 6 เดือน อาจต้องห่างลูกหน่อย แต่ก็เก็บเงินได้เป็นก้อน เพราะอยู่ที่นู่นค่าเงินมันสูง เราต้องประหยัด กินแบบธรรมดาเลย นี่ก็ถือว่าแอนน่าจะออกจากวงการไทยไปเลยนะคะ จากตอนนั้นก็หลายปีแล้วนะ นี่ก็เริ่มๆ กลับเข้ามามีงาน เริ่มมีไปนู่นมานี่บ้าง นี่เพิ่งคุยกับโมเดลลิ่งเค้าบอกว่าจะให้เล่นละครช่อง 9 เล่นบทแม่นะ เราก็บอกบทแม่ก็ได้

เรื่องหัวใจตอนนี้ไม่มีใครเลย อยากมีมาก (หัวเราะ) ลูกไล่ให้ไปแต่งงานแล้ว ลูกบอกเมื่อไหร่แม่จะแต่งงานสักที อยากมีน้อง เค้าพูดแบบนี้ แต่แอนบอกแม่คงไม่มีแล้วแหละ คนเดียวก็เลี้ยงไม่ไหวแล้ว คือเคยมีคุยคนนึงนะ แต่เหมือนเค้าไม่ได้รักลูกเราจริงๆ แค่ซื้อของเล่นมาให้ไม่ได้แปลว่าจะรักลูกเรานะ ก็ต้องรักลูกเราด้วยค่ะ” แอนนี่ กล่าว ‘แอนนี่ บรู๊ค’ เปิดใจหลังโดนขุดดราม่า หมดห่วง ‘น้องฑีฆายุ’ สตรอง-มีความคิดเป็นผู้ใหญ่

เจอโซเชียลขุดดราม่าเมื่อ 8 ปีที่แล้วขึ้นมาใหม่ โดยทางฟากหนุ่ม “ฟิล์ม รัฐภูมิ” ก็ได้ออกมาบอกชัดเจนว่า วอนจบเพราะหวั่นกระทบกระเทือนจิตใจ “น้องฑีฆายุ” โดยตนเองขอโฟกัสกับปัจจุบันเรื่องเก่าขอปล่อยเป็นอดีตไป ล่าสุดถึงคิวดาราสาวจากดราม่าที่ร้อนแรงที่สุดในยุคสมาร์ทโฟนยังไม่บูมถึงขีดสุดเท่าตอนนี้ “แอนนี่ บรู๊ค” เปิดใจกับทีมข่าวอมรินทร์ ทีวีถึงเรื่องนี้ว่า

“ไม่ค่อยดูข่าวพวกนี้เลย เห็นปุ๊บก็คือเลื่อนผ่านเลย ไม่อะไรทั้งสิ้น เพราะคิดว่ามันไม่ได้เกี่ยวกับเรา ถึงแม้ว่าจะมีพาดพิงถึงเรา แต่ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา ที่เลี้ยงดูลูกเรามา เราไม่เคยไปยุ่ง ไม่เคยพูดถึง ไม่เคยพาดพิง ไม่เคยไปเกี่ยวด้วย เพราะฉะนั้นถ้ามีการตั้งกระทู้อะไรขึ้นมา มันก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับคนๆ นั้น คือมันไม่เกี่ยวกับแอนแล้ว” เรื่องนี้กระทบกระเทือนจิตใจไหม?

“ปกติแล้วไหม ชินชาได้แล้วไหม เพราะว่าหนักกว่านั้นก็เจอมาแล้ว” ครั้งนี้มันดูเป็นเรื่องใหญ่มาก? “พี่ไม่รู้นะ เพราะว่าพี่ไม่ได้อ่าน ไม่รู้ว่ามันเล็กหรือมันใหญ่ ไม่รู้ว่าเขาตอบอะไรกับสื่อ ก็อย่างที่บอกว่าเลื่อนผ่านจริงๆ ไม่ได้อ่าน ไม่ได้ดูเลยจริงๆ” มีใครมาบอกเราไหม? “คนใกล้ตัวส่วนมากถ้าเกิดมีข่าว สมมุติเป็นรูปน้องฑีแล้วเห็นว่าน่ารักจังเลยก็แค่นั้นจบ แต่ถ้าเป็นข่าวอย่างที่น้องบอกก็คือรู้ทีหลังจริงๆ

คือเห็นผ่านทางทีวีแวบๆ แต่ก็ไม่มีใครเข้ามาซ้ำเติม หรือพูดให้เราไม่สบายใจ คนรอบข้างเราส่วนมากเขาจะรักเรา ก็เลยแคร์คนที่รักเราดีกว่า คนที่ไม่ได้รักเรา หรือว่าคนที่พยายามจะทำลายกำลังใจของเรา ด้วยการเอาข่าวมาพูด คนรอบข้างเราไม่มีแบบนี้ ” เหมือนว่าเราตัดไปเลย? “ตัดไปตั้งนานแล้ว แล้วก็ไม่เคยพูดถึง เห็นข่าวก็เลื่อนผ่าน ”มันเลยทำให้ทุกวันนี้เราเข็มแข็งขึ้น ? “ก็ที่สุดแล้ว

ที่สุดของที่สุดแล้วที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะทำให้กับชีวิตตัวเอง แล้วก็คนรอบข้างที่อยู่ในชีวิตแอนได้” ทุกวันนี้คุยกับน้องบอกกับน้องยังไงบ้าง “ก็คุยกันตรงๆ เพราะว่าเขาโตแล้ว บอกเขาว่าเขาไม่ได้อยู่ในชีวิตของเรา น้องแคร์ไหม เขาตอบว่าใช่ เขาไม่ได้อยู่ในชีวิตของเราตั้งแต่แรก เขาไม่แคร์ เขาตอบไม่แคร์ก็คือจบ คำว่าไม่แคร์ของเขาก็คือในเมื่อเราเลี้ยงเขามา ให้ความรักเขาอย่างเต็มที่

เราก็เลยลองคุยกับที่บ้านว่าในเมื่อเขาโตแล้วก็ลองคุยดูเลยทีเดียว ว่ารู้สึกไหมหรือแคร์ไหมว่าจะมีหรือว่าไม่มี เขาก็ตอบว่าในเมื่อครอบครัวเรามีแค่นี้ ทำไมต้องแคร์ เขาพูดเป็นผู้ใหญ่มาก เราก็ช็อกแล้วก็อึ้งที่ลูกเรามีความเป็นผู้ใหญ่มากกว่าอายุ แล้วเขาก็ไม่เคยถามถึงไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้อีกเลย คือมันไม่ได้อยู่ในสมองเค้าอะคะ ทุกวันนี้ก็ใช้ชีวิตโดยการไม่เสพย์สื่อ พอเราไม่ได้ไปอ่านไม่ได้ไปทำลายกำลังใจตัวเอง

เราเลื่อนผ่านไปซะ อะไรจะเกิดขึ้นมาใครจะหยิบมันขึ้นมา ก็เรื่องของเขาให้เป็นเรื่องของเขาไป เราไม่ต้องพูด ไม่ต้องไปตอบโต้ อยู่เฉยๆ ของเรา นิ่งๆเงียบๆ ตั้งใจทำมาหากิน ไม่ได้ไปเบียดเบียนใครก็พอแล้วจบ”รู้สึกสบายใจขึ้นไหมที่น้องไม่ได้เรียกร้อง? “ตอนแรกคือช็อกที่เขาตอบมาแบบนั้น แต่เราก็สบายใจว่าสิ่งที่เราปลูกฝังมาตลอด 8 ปี มันสัมฤทธิ์ผลในวันที่เขาโตขึ้นมา แล้วเขาโตขึ้นมาอย่างเข้มแข็งจริงๆ โดยที่เราไม่ต้องพยายามไปป้อนข้อมูล”

truststoreonline

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here