เปิดใจหมอลำดัง! ‘บานเย็น’ เจอลุค ‘โทนี่ รากแก่น’ แปลกแหวกเเนว ไม่สนกระแสวิจารณ์ ทำคนเป็นแม่รับไม่ได้! (คลิป)

0
777

เปิดใจหมอลำดัง! ‘บานเย็น’ เจอลุค ‘โทนี่ รากแก่น’ แปลกแหวกเเนว ไม่สนกระแสวิจารณ์ คนเป็นแม่รับไม่ได้! (คลิป)

ล้ำไปใหญ่แล้ว โทนี่ รากแก่น ลูกชาย ราชินีหมอลำชื่อดัง บานเย็น รากแก่น สไตล์การแต่งตัว แปลกแหวกเเนวเป็นตัวของตัวเอง ขั้นสุด ทั้งเสื้อผ้า สีผม หรือ แม้กระทั่งล่าสุด ใส่ฟันทอง-เขี้ยวแดร็กคูล่า ที่กำลังอินอยู่ในตอนนี้ อีกต่างหาก เจ้าตัวบอกไม่สนกระแสวิจารณ์แฟชั่นสุดล้ำ งานนี้ แม่บานเย็น ถึงกับกุมขมับ เปิดใจว่า ตอนเค้าไปเรียนเมืองนอก ออสเตรเลีย ปิดเทอม โทนี่ กลับมา ผมชมพูมาเลย

แม่ก็ยื่น เอาเงินให้ไปพันหนึ่ง ไปเปลี่ยนสีผม แม่รับไม่ได้ แฟชั่นของแม่จะเป็นแนวอนุรักษ์อีสาน ลูกก็แต่งตัวเป็นแฟชั่นของตัวเองได้ แต่ถ้ามากเกินไป คนเป็นแม่ก็รับไม่ได้เหมือนกัน เอาแบบพอดีๆ สำหรับบานเย็น รากแก่น เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (การแสดงพื้นบ้าน-หมอลำ) ประจำปี พ.ศ. 2556 เป็นนักร้องลูกทุ่งหญิงสไตล์อีสาน แนวหมอลำ ได้รับสมญานามว่า “ราชินีลูกทุ่งหมอลำประยุกต์” มีชื่อเสียงโด่งดังทั้งในและต่างประเทศ

บานเย็นออกแสดงหมอลำครั้งแรกเมื่ออายุ 14 ปี ด้วยน้ำเสียงมหาเสน่ห์ รูปร่างหน้าตาสะสวย มีลีลาในการลำและร่ายรำที่ไม่เหมือนใคร ทำให้ ทองคำ เพ็งดี พระเอกและเจ้าของคณะหมอลำรังสิมันต์ หมอลำหมู่ชื่อดังในขณะนั้น ได้ชวนมาเป็นนางเอกของคณะ ต่อมา บานเย็นแยกตัวมาเป็นหัวหน้าวงดนตรีลูกทุ่งหมอลำ คณะบานเย็น รากแก่น เมื่ออายุเพียง 18 ปี โดยมีงานแสดงตามจังหวัดต่างๆ

และต่างประเทศอยู่หลายครั้ง เช่น ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย อีกทั้งยังได้แสดงเพื่อสาธารณกุศลอีกมากมาย ทำให้มีชื่อเสียงในระดับประเทศและระดับโลก เนื่องจากหมอลำบานเย็นได้ประยุกต์การแต่งตัวและการโชว์อย่างอลังการ จึงได้รับการยกย่องให้เป็น “ราชินีลูกทุ่งหมอลำประยุกต์” คนหนึ่งของเมืองไทย ผลงานเพลงที่สร้างชื่อให้กับ บานเย็น รากแก่น ได้แก่ เพลง งิ้วต่องต้อนอ้อนผู้บ่าว รวมทั้งลำเพลิน

และลำเรื่องต่อกลอนอีกมากมาย เคยออกอัลบั้มบันทึกเสียงร่วมกับ ปริศนา วงศ์ศิริ นักร้องหมอลำ และนักแสดง อดีตนางเอกภาพยนตร์โทรทัศน์เรื่อง แม่นาคพระโขนง ด้านการแสดงภาพยนตร์ บานเย็นเคยแสดงภาพยนตร์เรื่อง แผ่นดินแม่ ของ ชรินทร์ นันทนาคร ในปี พ.ศ. 2518 แสดงร่วมกับ สมบัติ เมทะนี และ เพชรา เชาวราษฎร์ ชีวิตครอบครัว สมรสกับ นายเทพบุตร วิมลชัยฤกษ์ มีบุตรด้วยกัน 3 คน

เป็นหญิง 2 คน ชาย 1 คน คือ แอนนี่, แคนดี้ และ โทนี่ โดยแคนดี้เป็นดีเจและนักร้อง ส่วนโทนี่เป็นสไตล์ลิสต์ทรงผม นายแบบ และนักแสดงขวัญใจวัยรุ่น นอกจากนี้ บานเย็นยังเป็นอาจารย์พิเศษสาขาวิชานาฏศิลป์ ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี และเจ้าของโรงเรียนสอนศิลปะการแสดงอีสานบานเย็น เพื่อถ่ายทอดศิลปะการแสดงหมอลำให้กับคนรุ่นหลัง

โดยโทนี่รากแก่น พระเอกหนุ่มที่มีชื่อเสียงโด่งดังเคยออกมาเปิดใจ กับชีวิตที่เปลี่ยนไปเมื่อเห็นน้ำตาแม่หลายครั้งก็เป็นจุดเปลี่ยนในชีวิต… การผจญภัยครั้งแรกของผมเริ่มตั้งแต่อายุ 12 ครับ หลังจากพ่อได้สัญชาติออสเตรเลีย ท่านก็ตัดสินใจให้ผมและพี่สาวไปอยู่เมืองนอก แรกที่รู้ข่าวนี้ผมดีใจสุด ๆ เพราะคราวนี้จะได้ไว้ผมยาวแล้ว แต่พอถึงวันที่ต้องเดินทางจริง ๆ ผมกลับเอาแต่ร้องไห้

เพราะไม่อยากจากย่า ป้าทอง อานางที่เลี้ยงไปเลย ชีวิตที่ออสเตรเลีย แรก ๆ ผมก็ยังมีวินัยเหมือนตอนอยู่เมืองไทย แต่พอหลัง ๆ อาการเอาแต่ใจตัวเองก็กำเริบ ขี้เกียจไปเรียน แต่ถ้าวันไหนมีวิชาศิลปะที่ชอบผมไม่เคยพลาดเลยสักครั้ง จนเป็นที่รักของครูศิลปะไปเลย และยังมีพอร์ตงานมากมาย ส่วนวิชาที่เหลือผมโดดเรียนหมด ผมใช้ชีวิตอย่างนี้จนกระทั่งพี่สาวสองคนเรียนจบ ถึงเวลาต้องย้ายที่เรียนที่พักกันใหม่

ผมก็เลยย้ายออกไปอยู่กับเพื่อน คราวนี้เละเทะเลยครับ ติดเพื่อน ติดเกม บ้ากีฬา แล้วก็เริ่มเล่นไพ่รูเลตต์ อย่างหลังนี่ผมบ้าเล่นหนักเลย ถึงขั้นเงินที่แม่ส่งมาให้เป็นค่าเทอม ค่าบ้านในแต่ละเดือนหมดไปกับไพ่ จนบางวันก็ไม่มีกิน ต้องไปขอเพื่อนข้างห้อง ครั้นจะโทร.ขอเงินแม่เพิ่มอีกบ่อย ๆ ก็ไม่กล้า ผมจึงตัดสินใจไปหางานพาร์ตไทม์ทำแทน ส่วนเรื่องเรียนไม่ต้องพูดถึงครับ การที่แทบไม่ได้ไปเรียนเลย

ทำให้ผมมีเวลาเรียนทั้งเทอมรวมกันไม่ถึงร้อยละ 20 นั่นหมายความว่าสอบไปก็ตก พอแม่รู้เข้าท่านก็ตัดสินใจส่งผมไปอเมริกา แต่ทุกโรงเรียนปฏิเสธผมหมด ผมต้องหอบความผิดหวังกลับมาออสเตรเลียอีกครั้ง คราวนี้ผมสงสารแม่จับใจและเริ่มคิดว่า “เราคงต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว อย่างน้อยก็ต้องเรียนให้จบไฮสกูล” ผมกลับไปเรียนซ้ำชั้นอีกครั้งและพยายามไปเรียนอย่างต่อเนื่อง

ในที่สุดก็จบชั้นไฮสกูลอย่างทุลักทุเล จากนั้นผมก็มองหาที่เรียนระดับอุดมศึกษาต่อ โดยมุ่งเป้าไปด้านศิลปะที่ชื่นชอบ สุดท้ายก็ตัดสินใจแบกพอร์ตงานศิลปะที่เคยทำสมัยเรียนไปสมัครเรียนด้านโฆษณาที่ RMIT (Royal Melbourne Institute of Technology) ซึ่งขึ้นชื่อว่า โหด หิน เข้ายากมาก ๆ เพราะแต่ละปีมีคนมาสมัครกันเป็นพันคน แต่จะรับแค่ 60 คน หลังจากรอลุ้นสักพักผมก็ได้รับข่าวดี

ว่า RMIT รับผมเข้าเรียน ความรู้สึกตอนนั้นทั้งดีใจทั้งภูมิใจผสมกันเลยครับ ปีแรกที่เข้าเรียน ผมตั้งใจเรียนสุด ๆ เพราะทุกวิชาที่เรียนมันสนุกไปหมด แต่พอเริ่มขึ้นชั้นปีที่ 2 เท่านั้น วิชาเรียนก็เริ่มยากขึ้นเรื่อย ๆ จนผมเริ่มถอดใจ หนีไปหาอะไรที่สนุกกว่าแทน สุดท้ายผมก็สอบไม่ผ่านต้องลงเรียนชั้นปีที่ 2 ซ้ำอีกถึง 2 ครั้ง กลายเป็นว่าเวลาสามปีผมเพิ่งเรียนได้แค่ชั้นปีที่ 2 เท่านั้น

ทั้งที่จริง ๆ แล้วคอร์สนี้ใช้เวลาเรียนเบ็ดเสร็จแค่สามปีก็จบหลักสูตรแล้ว ระหว่างนั้นแม่ก็เริ่มสงสัยว่า ทำไมลูกยังเรียนไม่จบเสียที มีแค่พี่แคนดี้ พี่สาวคนกลางคนเดียวเท่านั้นที่รับรู้ปัญหาของผมตลอด เขาก็จะคอยแอบส่งเงินมาช่วยเรื่อย ๆ สุดท้ายผมก็ทนอยู่ในสภาพนี้ไม่ไหว ยอมสารภาพกับแม่ตรง ๆ ว่า ที่ทุกวันนี้ยังเรียนไม่จบเพราะผมเกเร นอกจากแม่จะไม่ด่าว่าอะไรผมแล้ว ท่านให้กำลังใจผมด้วยว่า “ไม่เป็นไร เอาใหม่”

ตามสไตล์แม่ที่เป็นคนสบายๆ จากนั้นไม่นาน แม่ก็บินมาหาผมที่ออสเตรเลีย เราแม่ลูกพูดคุยกันตามปกติ แล้วจู่ๆ แม่ก็ขอร้องผมว่า “แม่อยากให้ลูกเป็นผู้ใหญ่ มีความรับผิดชอบมากขึ้น เพราะลูกเป็นลูกชายคนเดียวของบ้าน จะต้องเป็นหัวหน้าครอบครัวต่อไป ถ้ายังทำตัวแบบนี้ใครจะกล้ามาฝากชีวิตไว้ด้วย” ถึงแม้ว่าสิ่งที่แม่พูดจะกระแทกหัวใจผมจังๆ แต่ก็ยังไม่รุนแรงมากเท่ากับการที่ผมเห็น “น้ำตาของแม่”

นั่นหมายความว่า แม่กำลังร้องไห้เพราะผม ตอนนั้นผมพูดไม่ออก รู้สึกแย่มากที่ทำให้แม่ร้องไห้ ยิ่งพอแม่ถามผมต่อว่า เงินที่ส่งมาพอใช้ไหม ทั้งที่แม่ก็รู้ว่าผมเอาเงินไปเที่ยวเสเพลหมด ผมก็ยิ่งรู้สึกผิดขึ้นไปอีก วันนั้นผมสัญญากับท่าน พร้อมกับบอกตัวเองว่า “ต่อไปนี้ผมจะไม่ทำให้แม่ต้องเสียใจอีกแล้ว” สิ่งแรกที่ผมทำคือ ตั้งใจเรียนให้จบ ซึ่งก็โชคดีที่มีเพื่อนคนรอบข้าง

และรุ่นน้องช่วยให้คำแนะนำดี ๆ ในที่สุดผมก็เรียนจบหลักสูตรโฆษณาของ RMIT จนได้ พอเรียนจบ ผมก็เริ่มหางานทำ แต่ก็ยังไม่ได้งานที่จริงจังอะไรนัก เน้นเที่ยวสลับกับทำงานพาร์ตไทม์มากกว่า การทำงานพาร์ตไทม์ของผมในปีหลังนี้ ทำให้ผมได้รู้จักอาชีพใหม่ที่ไม่เคยสนใจมาก่อน นั่นก็คือ “ช่างทำผม” ผมเริ่มจากเป็นลูกจ้างกวาดพื้นในร้าน เป็นลูกมือนายช่างใหญ่ ค่อยๆ เรียนรู้ อาศัยครูพักลักจำไปเรื่อยๆ

ยิ่งทำก็ยิ่งชอบ เพราะรู้สึกว่าการทำผมก็เหมือนงานศิลปะ หลังจากหาประสบการณ์งานนี้ได้ 2 ร้าน ผมก็ตัดสินใจกลับเมืองไทย และเริ่มทำงานที่บริษัทโฆษณาตามที่ได้เรียนมา เชื่อไหมว่า ผมทำงานโฆษณาได้ไม่นาน ชีวิตก็พลิกผันให้ผมต้องกลับมาเป็นช่างทำผมอีก ก่อนชีวิตจะเปลี่ยนครั้งยิ่งใหญ่ด้วยการเข้ามาทำงานวงการบันเทิงเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้ ชีวิตที่ผ่านมา ผมไม่เคยโทษใครทั้งนั้น

ถึงจะมีดีบ้าง ร้ายบ้าง แต่ผมก็ไม่เคยคิดอยากย้อนเวลากลับไปแก้ไขอดีต เพราะผมถือว่าทุกเหตุการณ์ที่ผ่านเข้ามาคือบทเรียนและประสบการณ์ที่ดีของผมเสมอ นอกจากนี้โทนี่ ยังแฮปปี้พ่อแม่กลับมาอยู่ด้วยกันหลังแยกทางนับสิบปี เรียกว่าช่วงนี้มีแต่เรื่องราวดีๆ เกิดขึ้นในชีวิตของพระเอกหนุ่ม โทนี่ รากแก่น ก็ว่าได้ เพราะนอกจากเพิ่งเดินทางไปโปรโมตภาพยนตร์ “สแนป” ในงานเทศกาลโตเกียวฟิล์ม ประเทศญี่ปุ่นแล้ว

ก็มีเรื่องน่ายินดีที่หมอลำดัง บานเย็น รากแก่น คุณแม่ของโทนี่กลับมาอยู่ด้วยกันกับคุณพ่อในฐานะเพื่อนหลังจากแยกทางกันไปนับสิบปี โดยทั้งคู่มาอยู่ร่วมกันที่บ้านหลังใหม่ที่เจ้าตัวซื้อไว้ ได้เจอโทนี่ถ่ายละครซีรีส์ “คลับฟรายเดย์ เดอะ ซีรีส์ ตอน ความรักไม่ผิด ผิดที่…ไว้ใจ” ที่ศูนย์การค้า The Jas วังหิน เลยถามเจ้าตัวถึงเรื่องน่ายินดีที่เกิดขึ้นกันหน่อย ไปงานโตเกียวฟิล์มมาเป็นยังไงบ้าง?

“ไปงานเปิดตัวหนังเรื่องสแนป ก็ค่อนข้างตื่นเต้น เพราะงานเขาค่อนข้างใหญ่ ส่วนเรื่องสแนปได้เป็นตัวแทนของประเทศไทยที่ได้เข้าไปร่วมงานนี้ เห็นลิสต์รายชื่อหนังเรื่องอื่นๆ เด็ดๆ กันเยอะ พอมีเรื่องนี้ของเราก็รู้สึกขอบคุณมากๆ ที่เลือกพวกเราไปด้วย ดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของหนังเรื่องนี้” ทางโตเกียวพูดเกี่ยวกับหนังเรายังไงบ้าง? “ก่อนหน้านี้จะมีหนังรอบโลก มีโปรแกรมเมอร์เขาก็จะเลือกหนังที่เข้าไปประกวดรอบสุดท้าย

เขาก็ถูกใจหนังของเราเยอะมาก เรามีพี่ๆ ที่คอยประสานงานเขามาเล่าให้ฟัง ก็ต้องรอลุ้นกันว่าจะเป็นยังไงบ้าง เพราะมีหนังดีๆ เยอะ” แค่โชว์หรือลุ้นรางวัลด้วย? “มีเดินพรมแดง เปิดตัวงานของที่โน่น ฉายจริงคือวันนี้ (24 ต.ค.) แต่ไม่มีโอกาสได้อยู่ดู คอยลุ้นจากที่ไทย ช่วยเป็นกำลังใจให้พวกเรา พี่คงเดชเขาก็จะเป็นคนที่วิ่งเรื่องเอง ทำหนังด้วยใจรัก ทำจากความชอบจริงๆ อาจจะเป็นหนังที่ไม่ได้ใช้ทุนเยอะ

แต่เป็นหนังที่พี่เขาตั้งใจเขียนจริงๆ” หลังจากนี้น่าจะเป็นยังไง? “ก็ไม่รู้เหมือนกันนะครับ แต่จะมีฉาย 3 รอบก่อน ก็อาจจะฉายไปก่อนแล้วค่อยประกาศผล” มีโอกาสได้เห็นภาพบ้างหรือยัง? “ภาพรวมอาจจะต้องถามพี่คงเดชเพราะเขาจะมีมุมมองกว้างๆ กว่าผม ซึ่งมองในมุมของนักแสดง ถามว่าคาดหวังไหม ผมไม่กล้าที่จะคิดไปไกลขนาดนั้นเพราะไม่เคยพาหนังไปในคอมพิชชั่น แต่ดูเหมือนพี่ทองเดชและพี่ทองดีเขาก็ไม่ได้ดูจะไม่มั่นใจ

ในเรื่องนี้ เขาดูเขาก็ค่อนข้างมั่นใจในเรื่องนี้เหมือนกัน” นอกจากงานนี้แล้วมีโปรแกรมจะไปที่ไหนอีกไหม? “แถวยุโรปครับ อาจจะไปพรีเมียร์ที่ยุโรปช่วงต้นปีหน้า พรีเมียร์ที่แรกที่โตเกียว ถ้าไปก็ขอเขาไปด้วยทุกที่ เพราะเราทำงานร่วมกันมาก็ค่อนข้างสนิทกัน และการทำหนังอินดี้มันมีหลายอย่าง ถ้ามีโอกาสก็อยากจะลองทำเป็นของตัวเอง” ล่าสุดเห็นเหมือนเพิ่งซื้อบ้านให้แม่? “ไม่ได้เพิ่งซื้อ แต่เป็นบ้านที่ซื้อนานแล้ว

ซื้อเพื่อจะให้คุณพ่อคุณแม่มาอยู่ด้วยกัน มันเป็นอะไรที่เซอร์ไพรส์มากเพราะตั้งแต่เด็กๆ เราก็ไม่ได้เป็นครอบครัวที่อบอุ่นมาก พ่อแม่แยกทาง เราก็จะอยู่กับญาติๆ ทางฝั่งพ่อ ตอนเด็กๆ เคยคิดเหมือนกันว่าอยากจะให้พ่อกับแม่เขาอยู่ด้วยกัน แต่ทางที่จะเป็นไปได้มันน้อยมาก เพราะมันไม่มีเรื่องราวที่จะทำให้เขาทั้งคู่อยู่ในจุดที่คุยกันได้ง่ายขนาดนั้น แต่พอมาวันนี้เขามาอยู่ด้วยกันได้ ถึงจะไม่ได้อยู่แบบคู่รัก แต่อยู่แบบเพื่อน ก็รู้สึกดีใจ

ผมเป็นลูกคนเล็กก็จะงอแงเอาแต่ใจตัวเอง เขาก็จะคอยประสานเรากับทุกๆ คน โตมาก็เป็นเรื่องของพ่อแม่ที่เขาจะชวนให้มาเจอกัน อยู่ในสถานที่เดียวกัน” เจอกันพร้อมหน้าครอบครัวบ่อยแค่ไหน? “ช่วงหลังนี้บ่อยมาก เขาจะอยู่กับพี่แคนดี้ ผมไปอยู่ด้วยตอนช่วงแรกๆ ที่กลับมา แล้วค่อยย้ายออกมาอยู่เอง เพราะชินกับการอยู่คนเดียวตั้งแต่เด็กๆ เลยขอเขาออกมาอยู่คนเดียว มีเวลาก็กลับมาหาเขาบ้าง

truststoreonline

Leave your vote

-1 points
Upvote Downvote

Total votes: 7

Upvotes: 3

Upvotes percentage: 42.857143%

Downvotes: 4

Downvotes percentage: 57.142857%

Comments

comments

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here