บุกพื้นที่สำรวจ! หลังพบ ‘เต่า 2 หัวในตัวเดียว’ ในจังหวัดสิงห์บุรี ‘เจ้าของไม่คิดขาย’ แต่ชาวบ้านกลับตีเป็นเลข! (ชมภาพ)

0
61

บุกพื้นที่สำรวจ! ‘เต่า 2 หัวในตัวเดียว’ ในจังหวัดสิงห์บุรี เจ้าของไม่คิดขาย แต่ชาวบ้านกลับตีเป็นเลข! (ชมภาพ)

 

กรณีพบเต่า 2 หัว ที่บ้านเลขที่ 77/1 หมู่ 3 ตำบลพรหมบุรี อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี โดยเป็นลูกเต่าที่พึ่งเพาะออกมาจากไข่ มีลักษณะแปลกแตกต่างไปจากเต่าทั่วไป คือมี 2 หัว 2 หางและมีขา 4 ขาในร่างเดียวกันนั้น ความคืบหน้า เมื่อวันที่ 15 พ.ค. ผู้สื่อข่าวจึงลงไปในพื้นที่ตามบ้านเลขที่ดังกล่าว พบนายเชษฐา เต่งภาวดี อดีตกำนันตำบลดังกล่าว เจ้าของบ้าน พร้อมภรรยา

กำลังนำลูกเต่าที่พึ่งฟักออกมาจากไข่ นำใส่ตะกร้าออกมาให้ลูกเต่าได้รับแสงแดดอ่อนๆยามเช้า นายเชษฐา กล่าวว่า เต่าพันธุ์ดังกล่าวเป็นพันธุ์ซูโกต้า มาจากประเทศซูดาน ซื้อมาทั้งสิ้น 6 ตัว เป็นเพศผู้ 2 ตัว และเพศเมีย 4 ตัว ในราคาตัวละ 30,000 บาท เมื่อปีที่แล้ว จากนั้นนำมาเลี้ยงไว้ในฟาร์มเพาะหลังบ้าน โดยให้เศษผักและหญ้ากินเป็นอาหาร ต่อมาแม่เต่าตัวหนึ่งออกไข่มาประมาณ 30 ฟอง

ตนจึงนำไข่มาฟัก และลูกเต่าเริ่มทยอยออกจากไข่มาเกือบหมดแล้ว เหลืออยู่ในไข่ตอนนี้ 7 ฟองที่ยังไม่ฟัก ปรากฏว่ามีลูกเต่าตัวหนึ่งที่มีลักษณะพิเศษต่างจากตัวอื่น คือ มีหัว 2 หัว และมีหาง 2 หาง อยู่ในตัวเดียวกัน ลูกเต่าทุกตัวมีสุขภาพแข็งแรง สมบูรณ์ดี ขณะนี้อายุได้ 2 อาทิตย์แล้ว ชาวบ้านที่ทราบ ต่างก็มาขอดูกันเป็นจำนวนมาก ยิ่งช่วงนี้ใกล้วันลอตเตอรี่ออก

ต่างคนต่างก็นำไปซื้อเลขเด็ดกันไปต่างๆนานา ตั้งใจว่าจะเลี้ยงลูกเต่าตัวนี้ไว้ ส่วนลูกเต่าตัวอื่นก็จะขายไป ปัจจุบันนี้ได้มีผู้นิยมหันมาเลี้ยงสัตว์เลื้อยคลาน (Reptile) กันมากขึ้น ด้วยเพราะสัตว์เลื้อยคลานหลายๆ ชนิดมีเสน่ห์ที่น่าหลงใหลในตัวเอง และที่สำคัญไม่ค่อยส่งเสียงร้องโวยวาย หรือวุ่นวายกับคุณมากมายนัก อีกทั้งยังมีความสวยงาม แปลก ไม่เหมือนใคร และหนึ่งในสัตว์เลื้อยคลานที่เป็นที่นิยมชนิดหนึ่งคือ “เต่าบก”

สำหรับมือใหม่ หรือผู้ที่คิดจะเลี้ยงเต่าบกควรจะรู้ในขั้นแรกๆ คือต้องศึกษาก่อนที่จะเลี้ยง ว่าเต่าแต่ละตัวที่เราเลี้ยงนั้นมีถิ่นกำเนิดมาจากที่ใด สภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยในธรรมชาติเป็นอย่างไร อาหารที่รับประทานมีอะไรบ้าง เมื่อรู้ถึงธรรมชาติที่มาของเค้าแล้ว ก็มาดูว่าเราเองมีเวลาที่จะดูแลเค้าไหม มีพื้นที่เลี้ยงเขาเมื่อเติบโตขึ้นหรือไม่ มีเงินทุนสำหรับค่าอาหาร หรือค่ารักษาพยาบาลเมื่อไม่สบายหรือไม่

เมื่อศึกษาจนมั่นใจแล้วว่าพร้อมที่จะเริ่มเลี้ยงแล้ว ก็มาศึกษาในขั้นต่อไปได้เลย การเลือกซื้อเต่าบก สำหรับการเลือกเต่านั้น ไม่มีกฎตายตัวว่าตัวไหนสวยมากกว่า น้อยกว่า อยู่ที่ว่าแต่ละคนชอบแบบไหน เอาเป็นว่าเราเลือกตัวที่เราชอบดีกว่า เลือกตัวที่ถูกใจเรามากที่สุด สำหรับวิธีเลือกดูตอนซื้อนั้น เลือกตัวที่มีความสมบูรณ์มากที่สุด โดยมีวิธีดูภายนอกคร่าวๆดังนี้

ขา – ควรเลือกตัวที่มีความสมบูรณ์ ขาไม่มีแผล ไม่มีร่องรอยแผล พยายามสังเกตว่าเดินเป็นปกติหรือไม่ โดยลองวางที่พื้น แล้วให้เต่าลองเดินดู ลองเลือกตัวที่เดินเก่งๆ เพราะมีอากาสที่จะแข็งแรงมากกว่าตัวที่มัวหดอยู่แต่ในกระดอง เล็บ – เล็บครบไม่หัก ไม่กุด เพราะหากเล็บกุดแล้วนั้นโอกาสที่จะงอกใหม่นั้นใช้เวลานาน หรืออาจจะไม่งอกเลย อยู่ที่ว่ากุดไปมากแค่ไหน หากยังพอเหลือโคนเล็บอยู่ก็พอจะมีลุ้น

โดยเล็บของเต่านั้นเท้าหน้าจะมี เล็บทั้งหมด 5 เล็บ และเท้าหลังมีทั้งหมด 4 เล็บ กระดอง – เลือกที่กระดองได้สัดส่วน ไม่บุบ ไม่แตก ไม่เบิ้ล ไม่เบี้ยว ไม่บิ่น โดยแต่ละตัวนั้นมีโครงสร้างไม่เหมือนกัน บางคนชอบแบบทรงกระดองสูง บางคนชอบแบบกลมๆ แต่บางตัวอาจจะมีลักษณะกระดองปูด ให้หลีกเลี่ยงพวกที่มีกระดองปูดๆ เพราะเกิดจากได้รับโปรตีนมากเกินไป (อาจจะมีผลเกี่ยวกับอวัยวะภายใน เช่นตับไต

เลือกแบบที่เรียบๆ ไว้น่าจะดีกว่า ก้น – ให้เลือกตัวที่ก้นปกติดี ไม่มีอาการบวมหรืออะไรที่แสดงความผิดปกติ บางตัวอาจจะมีอุจจาระติดอยู่ พยายามสังเกตว่าอุจจาระมีความปกติกหรือไม่ หากก้นมีลักษณะเป็นเมือกๆ เปียกๆ เหลวๆ ควรหลีกเลี่ยง เพราะอาจจะสุขภาพไม่ค่อยดี (อาจจะมีโปรโตซัว) ตา – ให้เลือกตัวที่ดวงตามีความสดใส เป็นประกาย แสดงถึงสุขภาพที่แข็งแรง ไม่ควรเลือกตัวที่หลับตา

ตาปิด หรือมีขี้ตามากกว่าปกติ หรือดวงตามีลักษณะจมลึกลงไป เพราะแสดงถึงความผิดปกติของตัวเต่า (อาจจะไม่สบาย หรืออาจจะขาดน้ำ) น้ำหนัก – หากเป็นไปได้ลองเลือกตัวที่มีน้ำหนักค่อนข้างหนัก เพราะแสดงถึงความกินเก่ง และความสมบูรณ์ อย่าเลือกตัวที่ค่อนข้างน้ำหนักเบา เพราะอาจไม่กินอาหาร (แต่ก็มีข้อยกเว้น สำหรับเต่าที่เพิ่งเดินทางมาถึง อาจจะยังไม่ได้รับอาหาร หรืออาจจะยังตื่นอยู่จึงไม่กินอาหาร)

ผิวหนัง – สำหรับผิวหนังโดยทั่วๆไปก็เลือกแบบที่ไม่มีแผล หรือไม่มีรอยช้ำ ดูว่าไม่แห้งเหี่ยวจนเกินไป ดูมีน้ำมีนวล สีปกติไม่คล้ำหรือมีเลือดออก อาหารสำหรับเต่าบก สำหรับอาหารของเต่าบกโดยทั่วไปนั้นก็สามารถให้ผักตามท้องตลาดทั่วไป ผักที่นิยมโดยทั่วๆไป ก็ได้แก่ ผักบุ้ง กวางตุ้ง ใบยอ ใบหม่อน กระบองเพชรเสมา ใบบัวบก หญ้ามาเลเซีย ถั่วฝักยาว ผักหวาน แครอท ฟักทอง

และผักพื้นบ้านทั่วๆไป ส่วนที่ไม่แนะนำให้กินก็พวกผักสลัดต่างๆ และกะหล่ำปลี เพราะมีสารที่ทำให้เกิดคอหอยพอกได้  ในเต่าแต่ละชนิดอาหารที่กินจะต่างกัน ตามถิ่นที่อยู่อาศัย เช่น หากเป็นเต่าซูคาต้า ซึ่งเป็นเต่าที่มาจากที่แห้งควรเน้นผักที่มีไฟเบอร์สูงๆ หรืออาจจะให้พวกหญ้า  พยายามอย่าให้พวกผลไม้ เพราะในธรรมชาติจะกินหญ้าเป็นหลัก การให้ผักพยายามสลับๆ ผักแต่ละชนิดให้มากที่สุด

อย่าให้ชนิดเดิมซ้ำๆ เพราะผักแต่ละชนิดมีแร่ธาตุไม่เหมือนกัน สำหรับเต่าเล็กๆ เราอาจจะนำผักมาสับๆ ให้เป็นชิ้นเล็กๆ เพื่อเต่าตัวเล็กจะได้กินกันสะดวก หากอยากให้มีแคลเซียมเพิ่มเติม เราสามารถนำกระดองปลาหมึกมาขูดให้เป็นผงๆ (หรือซื้อแคลเซียมสำเร็จรูปสำหรับสัตว์เลื้อยคลาน)โรยลงบนผักได้ เสริมแคลเซียมให้สักอาทิตย์ละครั้งก็น่าจะดีและที่สำคัญอีกสิ่งหนึ่งคือ น้ำ เพราะเต่าบกก็ต้องการน้ำเหมือนกัน

เพราะบางครั้งน้ำจากผักอาจจะไม่เพียงพอ ควรจะมีถาดน้ำเตี้ยๆ ใส่ไว้ให้เมื่อเวลาที่เต่าหิวน้ำ แล้วสามารถลงไปกินเองได้ อีกทั้งยังช่วยปรับอุณหภูมิให้กับตัวเต่าอีกด้วย สำหรับในเต่าเล็ก ควรนำไปแช่น้ำอุ่นตื้นๆ สัก 10-15 นาที 3 – 4 วัน / ครั้ง สถานที่เลี้ยง สภาพแวดล้อม สถานที่เลี้ยงก็เป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับเต่า ถ้าเป็นไปได้ควรเลียนแบบสภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่จริงของเต่าแต่ละชนิด

เช่นซูคาต้า จะอยู่แบบค่อนข้างแห้งๆ ร้อนๆ เรเดียต้า จะชอบอยู่ชื้นนิดหน่อย เราต้องศึกษาถึงสภาพแวดล้อมที่เค้าอยู่จริงว่าเป็นอย่างไร สถานที่เลี้ยงนั้น มีทั้งที่เป็น Indoor และ Outdoor อยู่ที่ความสะดวกและสถานที่ของท่านว่าจะอำนวยแบบไหนมากกว่ากัน ซึ่งแต่ละแบบมีข้อดี ข้อเสียแตกต่างกันไป การเลี้ยงแบบ Indoor เหมาะสำหรับเต่าที่ขนาดยังเล็กอยู่ เพราะจะสามารถดูแลได้อย่างใกล้ชิด

และป้องกันสัตว์อื่นมาทำร้ายการเลี้ยงแบบ indoor อาจจะเลี้ยงในกระบะ หรือพวกกล่องพลาสติกขนาดค่อนข้างใหญ่หน่อย เพื่อให้มีพื้นที่ในการออกกำลังกาย วัสดุที่ใช้รองพื้นก็อาจจะเป็น หนังสือพิมพ์ หรือ พวกซังข้าวโพด หากเลี้ยง indoor ควรมีหลอด UV และหลอดให้ความร้อนเตรียมไว้ด้วย (ใช้ตอนฝนตก หรืออากาศหนาว)หากจะให้ดี ในตอนเช้าควรน้ำมาแช่น้ำอุ่น

เพื่อป้องกันการขาดน้ำและกระตุ้นการขับถ่าย และตากแดดตอนเช้าให้เป็นประจำเพื่อสุขภาพที่ดีของเต่าการเลี้ยงแบบ Outdoor เหมาะสำหรับเต่าที่มีขนาดใหญ่ขึ้นมาสักหน่อย ไม่ต้องการ การดูแลมากนัก การเลี้ยง Outdoor มีข้อดีคือเต่าจะได้แสงแดด จากธรรมชาติ และมีพื้นที่กว้างขวางในการเดินออกกำลังกาย และได้อยู่ในสภาพอากาศที่ปลอดโปร่ง เป็นธรรมชาติ

เต่าจะมีการเจริญ เติบโตค่อนข้างดี และสุขภาพแข็งแรง แต่ควรมีรั้วป้องกันให้มิดชิด เพราะเต่าค่อนข้างขุดเก่ง และเพื่อป้องกันสุนัข หรือแมว หรือสัตว์อื่นมารบกวน พื้นควรทำความสะอาดได้ง่าย จะได้ไม่เป็นที่หมักหมมของเชื้อโรค และควรมีถาดน้ำเตี้ยๆ วางไว้ให้ดื่ม หรือสามารถลงไปแช่ได้เมื่ออุณหภูมิสูงเกินไป และควรมีที่หลบให้ เพราะเวลาเต่านอนจะชอบซุกตัวตามมุมๆ

หรือบริเวณที่เต่ารู้สึกว่าปลอดภัย หากทำที่หลบภัยให้จะช่วยลดความเครียดที่เกิดขึ้นกับตัวเต่าได้เป็นอย่างดี อาจจะนำต้นไม้มาวางเพื่อเป็นการให้ร่มเงา ควรจะเป็นต้นไม้ที่เต่ากินได้ด้วยเช่น ใบหม่อ ชบา ใบยอ เพื่อที่จะสามารถเด็ดให้เต่ากินด้วยได้ ปลอดสารพิษอีกตะหาก อาจจะมีการปลูกหญ้ามาเลย์เอาไว้เป็นอาหารเสริมด้วยก็ได้

การแยกเพศ สำหรับเต่านั้นวิธีดูเพศค่อนข้างจะยาก และไม่ค่อยแน่นอน ยิ่งในเต่าตัวเล็กๆ ด้วยแล้วนั้นยิ่งเป็นไปได้ยากมาก ต้องรอให้โตขึ้นมาสักหน่อย ถ้าจะให้แน่นอนต้องใช้วิธี X-Ray ส่วนมากวิธีที่ใช้ดูง่ายๆ ทั่วๆไปก็คือ ให้ดูที่ใต้กระดอง ถ้ากระดองค่อนข้างเรียบแบน และหางสั้น มีโอกาสที่จะเป็นตัวเมีย แต่หากที่ใต้กระดอง เป็นรอยเว้าลงไป และมีโคนหางค่อนข้างยาว

ก็มีโอกาสที่จะเป็นตัวผู้ ที่ตัวผู้มีกระดองเว้าก็เพราะเวลาผสมพันธุ์จะได้ขึ้นไปคร่อมบนคัวเมียได้พอดี การดูแลทำความสะอาด สำหรับการดูแล ทำความสะอาดเต่านั้น ไม่ต้องทำบ่อยจนเกินไปเพราะเต่าอาจจะเครียดได้ สักเดือนละครั้งก็พอ วิธีทำความสะอาดง่ายๆ ก็นำลงไปแช่น้ำอุ่นในกะละมังตื้นๆ  ใช้เพียงน้ำเปล่าสะอาดๆ ไม่ต้องใช้สบู่ หรือสารเคมีใดๆ แล้วใช้แปรงสีฟันนุ่มๆขัดตามกระดองเบาๆ

เพื่อขจัดคราบสกปรก หลังจากนั้นนำมาเช็ดตัวให้แห้ง แล้วนำไปตากแดด ไม่ควรใช้สารเคมีใดๆ ทั้งสิ้นใช้ธรรมชาติเนี่ยแหละดีที่สุดแล้ว สำหรับอาหารเสริม ก่อนให้อาหารในแต่ละครั้ง ควรจะขูดผงกระดองปลาหมึกหรือลิ้นทะเล ซึ่งสามารถหาซื้อได้ตามรายขายอาหารนก ราคาประมาณอันละ 10-20 บาท นำมาขูดเป็นผงๆ โรยบนอาหารให้บ่อยๆเพื่อเสริมแคลเซียม (Calcium Carbonate)

เพียงเท่านี้ก็จะทำให้เต่าน้อยของเราโตไวขึ้น เป็นการเสริมแคลเซียมในแบบประหยัด ราคาถูก ส่วนวิตามินที่จะเสริมให้แก่เต่านั้นก็ให้ใช้แบบรวม (Multivitamin) ของคนบดโรยนิดเดียวก็พอ ยาถ่ายพยาธิ สิ่งที่ต้องกระทำเป็นประจำอย่างน้อยปีละ 2 ครั้งก็คือการถ่ายพยาธิ เรื่องจากเต่าเป็นสัตว์ที่หากินอยู่ตามพื้นจึงมีโอกาสสูงที่จะติดพยาธิได้ พยาธิจะต้องถ่ายออก มีอยู่ 2 ชนิดคือพยาธิตัวกลมและพยาธิตัวแบน

Leave your vote

0 points
Upvote Downvote

Total votes: 0

Upvotes: 0

Upvotes percentage: 0.000000%

Downvotes: 0

Downvotes percentage: 0.000000%

Comments

comments

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here