อดีตนักร้องชื่อดังสู้ชีวิต ‘อ้อยใจ แดนอีสาน’ หลังอำลาวงการ ชีวิตพลิก เป็นแม่ค้าตามหมู่บ้าน! (ชมภาพ)

0
37

อดีตนักร้องชื่อดังสู้ชีวิต ‘อ้อยใจ แดนอีสาน’ หลังอำลาวงการ ชีวิตพลิก เป็นแม่ค้าตามหมู่บ้าน! (ชมภาพ)

เคยมาเปิดใจแบบหมดเปลือกหลังไร้งานโชว์ อำลาวงการ สำหรับ อดีตนักร้องลูกทุ่งหมอลำชื่อดัง “อ้อยใจ แดนอีสาน” ที่ตอนนี้เธอผัวตัวมาเป็น แม่ค้าขายยำแหนม ย่านพุทธมณฑล โดยเธอเคยเล่าว่า แม้เงินจะขาดสภาพคล่องแต่ก็ยังใจบุญเลี้ยงและดูแลหมาแมวเร่ร่อนนับพันชีวิตโดยไม่คิดถึงชีวิตตัวเอง จนบางวันต้องกินข้าวคลุกเกลือแค่มื้อเดียว ตอนนี้ใช้ชีวิตลำพังเคยถูกคนเมาบุกเข้าบ้านจนฝังใจ

ทำให้บางวันไปขออาศัยบ้านแฟนคลับนอน สำหรับ อ้อยใจ แดนอีสาน หรือ สงเมือง กับชีวิตของเธอที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเธอเป็นคนสู้ชีวิต เธอเป็นคนชัยภูมิ มีพี่น้องร่วมท้องทั้งหมด 6 คน ฐานะทางบ้านยากจนมาก จึงไม่มีใครมีโอกาสได้ร่ำเรียนหนังสือสักคน เธอบอกว่าตอนเด็กๆ บ้านที่อยู่นั้นก็ต้องอาศัยที่ดินข้างป่าช้าวัดสว่างอารมณ์เป็นแหล่งพักพิง รายได้หลักของครอบครัวก็ได้มาจากการทำอาชีพเผาถ่าน

และเดินเร่ขายไปตามหมู่บ้านต่างๆ เมื่อถูกชมบ่อยๆ แถมถูกยุจากหลายๆ คนที่บอกว่าลูกคอ-ลูกเอื้อนของเธอนั้นดี น่าจะไปลองสมัครเป็นนักร้อง จึงทำให้เด็กสาวขายถ่านมอมแมมอย่างเธอเกิด “ประกายฝัน” ทว่าขณะเดียวกันก็ยังไม่มั่นใจ เหตุเพราะความที่คิดว่าตัวเองนั้นเป็นคนขี้เหร่ ตัวดำ ความรู้ก็ไม่มี จึงไม่มีความมั่นใจ ต่อมาคุณพ่อของเธอก็ล้มป่วยและเสียชีวิต ทำให้คุณแม่ต้องแบกรับภาระหาเลี้ยงลูกๆ

ทุกคนเพียงลำพังคนเดียว อาชีพเผาถ่านขายจึงมีรายได้ไม่พอเพียงสำหรับเลี้ยงดูคนในบ้านทั้งหมด เธอจึงตัดสินใจออกไปทำงานเป็นลูกจ้างร้านอาหารโต้รุ่ง เพื่อแลกกับเงินเดือนเพียงเดือนละ 150 บาท ไม่นานนักโอกาสที่จะได้ก้าวเข้าสู่ถนนสายนักร้องของเธอก็ถูกจุดขึ้น เมื่อมีนักเต้นคนหนึ่งมาชวนเธอ โดยบอกว่าจะพาไปหาผู้ใหญ่คนหนึ่งในวงการเพลงลูกทุ่ง จึงทำให้เธอตัดสินใจเดินทางเข้ากรุงเทพฯทันทีโดยไม่บอกกล่าวใคร

อ้อยใจบอกว่า ช่วงนั้นอายุแค่ 12-13 ปี แต่คิดในใจเสมอว่าถ้าบุญพาวาสนาดีเธอก็อาจได้เป็นนักร้อง มีชื่อเสียง แล้วจะเก็บเงินซื้อบ้านให้แม่และพี่น้องได้ด้วย ทว่าสวรรค์ของเธอก็ล่มตั้งแต่แรก เพราะครั้นไปถึงบ้านของผู้ใหญ่คนนั้นในซอยบุบฝาสวรรค์ ก็ถูกปฏิเสธ เหตุเพราะเธอไม่สวย ตัวดำ แต่ผู้ใหญ่คนนั้นก็ยังเมตตาให้อาศัยบ้านอยู่ ให้ช่วยทำงานบ้านและเลี้ยงลูก เพราะรู้ว่าเธอไม่มีที่ไป เธอเล่าต่อไปว่า

หลังจากอยู่บ้านผู้ใหญ่คนนี้ปรากฏว่าขณะนั้นนักร้องขาดพอดี จึงมาถามเธอว่าร้องเพลงได้แน่หรือเปล่า ซึ่งแน่นอนเธอยืนยันว่าทำได้ จากนั้นจึงให้เริ่มทดลองร้องดู แต่ช่วงที่ทดสอบก็ปรากฏว่าผู้ใหญ่คนนี้เมา ไม่ได้สนใจฟังเธอร้องเพลงเลย จนวันหนึ่งนักร้องเขาเกิดขาด โอกาสแรกของอ้อยใจจึงปรากฏขึ้น จนได้เป็นนักร้องสมใจ ได้เงินเดือนเดือนละ 800 บาท เธอจึงไปเช่าบ้านอยู่ย่านสลัมคลองเตย

และได้นำญาติพี่น้องมาอยู่ด้วย ระหว่างที่ทำงานร้องเพลงในตอนกลางคืน เธอก็ไม่ยอมปล่อยเวลาให้สูญเปล่า เธอเปิดร้านขายอาหารอีสานไปด้วย ร้านที่ว่าก็คือ “ส้มตำเร่” โดยใช้วิธีหาบใส่บ่าเร่ขายไปตามตลาดปีนัง แม้รายได้จะไม่มากมายนัก แต่เธอก็บอก ว่าพอเลี้ยงปากเลี้ยงท้องไปวันๆ ต่อมาก็มีคนโทรศัพท์ติดต่อให้ ไปร้องเพลงตามสถานที่ต่าง ๆ และมีโอกาสรู้จักกับ “ณรงค์ รอดเจริญ”

ผู้บริหารบริษัทท็อปไลน์ ไดมอนด์ ซึ่งเป็นค่ายเทป จึงได้รับการติดต่อให้ไปทดลองเทสต์เสียงที่บริษัท และตกลงเซ็นสัญญาเป็นนักร้องในค่าย จนได้ออกเทปชุดแรกคือ “ผัวฉันหาย” ตามด้วยชุด “เบรกแตก” ซึ่งเป็นอัลบั้มที่สร้างความฮือฮาให้กับวงการเพลงอีสาน ชะตาชีวิตเหมือนจะเล่นตลกไม่เลิก อัลบั้มชุดต่อ ๆ มากลับไม่ดังอย่างที่คาดคิด ทำให้เกิดผลกระทบมากมายในชีวิต เนื่องจากพอยอดขายไม่วิ่ง

เลยทำให้ไม่ค่อยมีงานร้อง เพลง รายได้ที่เคยมีก็เริ่มหด แต่ภาระเลี้ยงดูคนในครอบครัวยังหนักอึ้ง ทำให้เธอจำเป็นต้องหาอาชีพเสริม เธอจึงผันชีวิตตัวเองอีกครั้งไปเป็นลูกจ้างทำอาหารกับชาวญวนอยู่ 2 ปี และต่อมาก็เป็นวิชาความรู้ที่ได้อาศัยนำมาเลี้ยงชีพอยู่ในปัจจุบันนี้ นอกจากนี้ อ้อยใจ แดนอีสาน ชีวิตสุดรันทด โดนโจร “ป้ายยา” ปล้นทรัพย์หมดตัว เคราะห์ซ้ำ กรรมซัด สำหรับนักร้องลูกทุ่งสาว อ้อยใจ แดนอีสาน

ที่หายหน้าไปจากวงการสู่อาชีพแม่ค้าขาย “ยำแหนม” ย่านพุทธมณฑล แต่ล่าสุดเจ้าตัวได้เปิดใจในรายการ “เปิดโปง” ทาง “ช่อง 2” บันเทิงมาเต็ม (หมายเลข 38) โดยมี “สันติ เศวตวิมล” และ “เอ-วราภรณ์ แสนสุข” ทำหน้าที่พิธีกร ว่าเพิ่งโดนโจร “ป้ายยา” ปล้นทรัพย์ไป “47,000 บาท” แถมยังโดนคนใกล้ตัวฉกเงินไปอีกราวๆ “12,000 บาท” เรียกว่า “ชีวิตรันทดหนัก”

ขนาดฝาบ้านพัง ไม่มีเงินซ่อม เห็นว่าเพิ่งโดนโจรตบทรัพย์ ? “เงินก้อนนี้มีอยู่ประมาณ 47,000 เก็บไว้ประมาณเกือบ 4 ปีค่ะ หยอดกระปุกไว้มา 4 ปีแล้ว พอดีบ้านมันจะพัง ปลวกมันกินแล้วเราทำยำแหนมต้องทอดกระทะใหญ่ๆ ก็ลัวบ้านมันจะพังลงมาทับ ก็เลยใช้ช่างแถวๆ บ้านเขารื้อฝาบ้าน ให้เขามาทำ เขาตีราคาประมาณ 4 หมื่นกว่าบาท ถ้าเกินกว่านั้นพี่ไม่มีนะ เขาก็บอกได้ๆ ครับพี่

ก็มีอยู่วันหนึ่งเขาก็จะมาเองสตังก์ที่บ้าน พอดีเข็นยำแหนมออกไปขายข้างนอกก่อน เขาก็บอกเดี๋ยวผมไปเอาข้างนอกแล้วกันตรงป้ายรถเมล์ พอกำลังขาย ตอนนั้นคนมาซื้อเยอะเลย ก็มีผู้หญิงผู้ชายคู่หนึ่ง หัวเราะกัน เขาก็จับมะม่วงโยนมันมียำมะม่วงปลาร้าหวานไง เราก็มองทำไมจับของเราเล่น เราก็ไม่กล้าว่าเขา เขาก็เล่นกันแล้วทางนี้เขาก็สั่งของ ทางโน้นเขาก็บอกว่าของผมเอาเผ็ดๆ เลยนะ

ทางผู้หญิงก็บอกว่าอย่าเอาเหมือนกันนะ ขายได้มีตังก์ตอนรึป่าว เพิ่งเปิดร้านมีคนมาซื้อรึยัง เราก็บอกยังไม่มีเลยค่ะ ของฉันแบงค์พันนะ ทางนี้ก็บอกของหนูแบงค์ร้อยนะ ทำให้เรางงไปหมดเลยค่ะ แล้วคราวนี้ ผู้ชายคนหนึ่งเขาก็เดินมาฝั่งนี้(ทำมือประกอบ) เขาบอกว่าเอี๊ยมเธอสวยมากเลย” เอามือมาโดนตัวเรา ? “จับเลยค่ะ เอี๊ยมเธอสวยมากเลยนะ ตอนนั้นก็รู้สึกมันมึนๆ งงๆ ฝั่งนี้เขาก็สั่งของไม่ได้ซักทีเขาก็เลยไป

รู้สึกว่าเขาจะพูดว่าพี่มีตังก์ไหม เราก็ตอบเขามี หยิบเอาเลย พอไหม” บอกให้เขาหยิบเงิน แล้วยังถามอีกพอไหม ? “ค่ะ พอไหมในนี้มีอีกนะ(ในกระเป๋า) ให้เขาหมดเลย” พกเงินเยอะมาก ?“เพราะว่าช่างเขาจะมาเองสตังก์ค่าซ่อมบ้าน ที่ทำฝาบ้านให้ ก็รู้สึกว่าตัวเองเวียนหัว ไม่ไหว น้ำลายไหลก็นอนอยู่ตรงป้ายรถเมล์ ตรงที่เราขายของ จำได้ว่าคนที่เขามาซื้อแหนมเขาพูดว่าเดี๋ยวผมจะมาเคลียร์กับพี่อีกประมาณ2ทุ่ม

ตอนนี้มีเท่าไหร่เอามาก่อน” พูดให้คนได้ยินเหมือนเราเป็นลูกหนี้ ? “ใช่ค่ะ เขาบอกว่าเดี๋ยว 2 ทุ่มผมจะมาเคลียร์ใหม่พี่ต้องได้นะ เขาก็พูดก็เขาเรื่อยเปื่อย เราก็บอกมีอีกนะ เราก็ค้นให้เขาหมดเลย แล้วตัวเองก็หลับอยู่ตรงป้ายรถเมล์” โดนป้ายยา ? “ค่ะ โดนไป 47,000 ที่จะเอามาให้เขาทำฝาบ้าน ตอนนี้บ้านยังโบ๋เบ๋อยู่เลย” แล้วรู้สึกตัวตอนไหน ? “เหมือนได้ยินลูกค้าด่า สั่งแล้วไม่ตอบรับ

มานอนอะไรตรงนี้พอได้ยินเขาด่าก็เหมือนจะรู้สึกตัว เขาบอกว่าไอ้นี่ถ้าได้ยินคนด่าจะรู้สึกตัว ใครมาก็มาด่า ไปง่วงหลับง่วงนอนมาจากไหน อีนั้นอีนี่” รู้สึกตัวแล้วทำยังไงต่อ ไปแจ้งความไหม ? “กะว่าจะไปแจ้งความ แต่มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรค่ะ เพราะว่าเขาก็ว่าขายของอย่างนี้มีเงินอะไรเยอะแยะก็เลยไม่ไปแจ้ง เขาจะสมน้ำหน้าเราซะอีก พกเงินเยอะ”

สรุปคือไม่ไปแจ้งความ ? “ไม่ได้แจ้งเลย แจ้งไปก็แค่นั้นแหละ เคยเห็นคนอื่นไปแจ้งก็ไม่เห็นอะไร ”เก็บเงินมา 4 ปี “เกือบ 4 ปี ก็หมดตัวเลย หมดเลยไม่มีเลย ถามว่าเสียดายไหม เสียดาย คิดมากผมร่วง นอนคิดทำไมเขาถึงทำกับเราได้ เงินเราเห็บมาสะสมมาเกือบ 4 ปี เพื่อจะได้ฝาบ้าน มันไม่น่าทำเราเลยเนาะ แล้วก็ฝันว่าเขาเอาเงินมาคืนให้ เคยฝันค่ะ ดีใจรีบตื่นเลย ประมาณตี 1 กว่า ฝันว่าเขาเอามาคืน”

เสียใจไหม ? “เสียใจอยู่เดือนกว่าๆ ก็เริ่มเก็บเงินใหม่ เก็บได้ประมาณหมื่นสอง จะซ่อนไว้ตรงไหนดี ก็เก็บไว้ ขายของก็จับดูยังอยู่ แต่พอวันหนึ่งไปจับดูมันหายไปแล้ว” ทำไมไม่ฝากธนาคาร ? “คนกันเองนี่แหละ คือว่าอยากมีเพื่อนสักคนมาอยู่เป็นเพื่อน เขาก็มาทำความรู้จัก ก็ไม่รู้เขารู้ได้ยังไงว่าเราเอาสตังก์ไว้ที่นั่น ถามว่าทำไมไม่เอาไปฝากธนาคาร มันไม่มีเวลาเลยค่ะ เพราะว่าขายของ

ทำยำแหนมขั้นตอนมันเยอะมาก กะว่าจะไปฝากเวลาขาย 4 โมงเย็นเราก็ต้องอาบน้ำแต่งตัวออกไปขาย” ตอนนี้ต้องระวัง หรือป้องกันตัวเองยังไง ? “ตอนนี้ก็ต้องไปธนาคารแล้ว ต้องไป ต้องหาเวลาไป เพราะว่าต้องทำฝาบ้านให้ได้ เมื่อวานทั้งพายุทั้งอะไร น้ำมันทอดข้าว น้ำลงเต็มเลย รถเข็นก้จะผลักไปที่ถนน พายุมันแรงมาก ก็ห่วงที่บ้านเพนราะไม่มีคนอยี่พี่น้องตายหมดค่ะ ตาหมดเลยมีชีวิตเดียวอยู่คนเดียว”

อีกทั้ง อ้อยใจ แดนอีสาน เร่ขายยำแหนมประทังชีวิต นางฟ้าของสรรพสัตว์ หาเงินเลี้ยงหมาจรจัดมานานกว่า 40 ปี “เหนื่อยก็ต้องทน เพราะเราไม่มีความรู้ที่จะไปนั่งโต๊ะนั่งเก้าอี้ นั่งห้องแอร์” …ประโยครันทดจากปากของ “สงเมือง คิดเห็น” หรือที่เรารู้จักกันดีในนาม “อ้อยใจ แดนอีสาน” เจ้าของเพลงฮิต “ผัวฉันหาย” ที่เจ้าตัวของเปิดปากเคลียร์ชีวิตในรายการคนดังนั่งเคลียร์ ทางช่อง 2 กับความน้อยเนื้อทำใจ

ชีวิตไร้การศึกษา อดีตเคยดังเป็นพลุแตก ปัจจุบันเร่ขายยำแหนมประทังชีวิตอ้อยใจ แดนอีสาน เคยดังมาก ๆ แล้วมาขายยำแหนมอายไหม ? “ไม่อายหรอกค่ะ เพราะว่าอาชีพเก่าของอ้อยใจก็คือเป็นแม่ค้า แต่ก็มีคนพูดเหมือนกัน นี่เธอทำไมถึงมาขายอย่างนี้ ทำไมไม่เปิดร้านใหญ่ เราก็บอกเราไม่มีสตางค์ไปเช่าร้านเขาขายหรอก พออีกอย่างถ้ามีร้านร้องเพลง ก็ปิดร้าน” มีคนจำได้ไหม ?

“ไม่ค่ะ เยอะเลย บางคนก็ชื่นชม บอกว่าดีนะขยันดี คนที่ค่อนขอดมีไหม ก็มีค่ะ ถามว่าเราอายไหม เราก็บอกเขาไปว่าไม่อายหรอกค่ะ เพราะว่าอ้อยใจไม่มีตังก์ ไม่มีสมบัติ มีวิชาติดตัวอยู่แค่นี้เหนื่อยไหม ? “เหนื่อยก็ต้องทน เพราะเราไม่มีความรู้ที่จะไปนั่งโต๊ะนั่งเก้าอี้ นั่งห้องแอร์สบายๆ ก็เสียใจจนถึงทุกวันนี้ว่าตัวเองไม่มีความรู้ ไม่ได้เรียนหนังสือ ทุกวันนี้เห็นเขาแต่งตัวเป็นนักเรียน

ใส่ถุงเท้านักเรียนรู้สึกน้ำตาไหล อยากแต่งตัวแบบนั้น บางทีก็ไปซื้อเสื้อผ้าชุดนักเรียนมาแต่งแล้วก็ส่องกระจกดู เราเป็นนักศึกษานะ อยากทำอะไรก็ทำ อยากแต่งตัวเหมือนแอร์โฮสเตสก็ทำ บางทีก็แต่งเดินไปแถวประตูน้ำ (หัวเราะ) อยากเป็น มันสวย มันโก้ มันสะอาดตาดี”เลี้ยงหมาตอนที่ 1 ตี 2 ? “ต้องไปแอบ ๆ ที่ไปตี 1 ตี 2 เพราะว่าเขาด่า เขาบอกว่าเนี่ยรู้รึป่าวว่ามันรก เอาไปให้มันกินทำไม รวยมารึไงสกปรกไปหมดแล้ว

เราก็ค่ะ เดี๋ยวจะเก็บให้นะคะ ทุกวันนี้ก็เก็บให้เขา เขา (หมา) ก็อยู่ในป่าของเขาแต่เวลาเรียกเขา เราก็ไม่กล้าเข้าป่า พอขี่รถไปเขาก็จะออกมา” เงินเหลือกินยังไม่ค่อยจะมี ยังจะไปห่วงหมา ? “นั่นน่ะสิ คือมันนอนไม่หลับ เรายังไม่ได้ทำบุญนะเนี่ย คนยังกิน 2-3 เวลา อยากกินอะไรก็ได้กิน แต่สัตว์เขาได้แต่มองหน้า เขาไม่มีสิทธิ์ที่จะเรียกร้องขออะไรเราได้หรอก เราจะให้กินเขาก็ได้กิน เราจะไม่ให้เขาก็ไม่กิน ให้เขาได้กินสักมือหนึ่งก็ยังดี”

Leave your vote

0 points
Upvote Downvote

Total votes: 0

Upvotes: 0

Upvotes percentage: 0.000000%

Downvotes: 0

Downvotes percentage: 0.000000%

Comments

comments

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here