“หญิงลี” สวยขึ้นจนจำไม่ได้ กลับมาเป๊ะสวยยิ่งกว่าเดิม จนลบภาพหน้าเก่าไปเลย! (ชมภาพ)

0
84

“หญิงลี” สวยขึ้นจนจำไม่ได้ กลับมาเป๊ะสวยยิ่งกว่าเดิม จนลบภาพหน้าเก่าไปเลย! (ชมภาพ)

เรียกว่าที่ผ่านมาทำเอาแฟนคลับต่างเป็นห่วงเป็นใยไม่ไม่น้อย สำหรับนักร้องลูกทุ่งหญิงคนดัง “หญิงลี ศรีจุมพล” เพราะเธอป่วยเป็นกล้ามเนื้ออ่อนแรง และเมื่อรับประทานยาเข้าไปแล้วกลับทำให้หน้าบวมขึ้น ต้องใช้เวลารักษานานหลายเดือ ล่าสุด(13 พ.ค.) หากใครติดตามอินสตาแกรมของเธอ จะพบว่าใบหน้าที่เคยบวม ขณะนี้หายเป็นปกติแล้ว และที่เด็ดสุดไปกว่านั้นคือ หญิงลีสวยขึ้น แถมใบหน้ายังเรียวยาวได้รูปเป๊ะเวอร์

งานนี้ทำเอาเห็นแล้วถึงกับตะลึงในความเปลี่ยนไปอย่างผิดหูผิดตา อย่ารอช้าตามมาส่องกันแล้วจะรู้ว่าเธอแจ่มขึ้นจริงๆ สำหรับหญิงลีเธอเป็นนักร้องมากความสามารถแต่กว่าเธอจะโด่งดังมากจนถึงทุกวันนี้ไม่ยากเลยเธอเคยเปิดใจว่า ชีวิตต้องสู้ “หนูเกิดในครอบครัวชาวนา จริงๆ ก็อยากเป็นครู หมอ พยาบาล แต่ติดที่เรียนหนังสือไม่เก่ง วิชาที่เรียนได้ดีที่สุดคือศิลปะและนาฏศิลป์ จึงมุ่งมั่นตั้งแต่เด็กว่าจะเป็นนักร้องวงอิเล็กโทน

เพราะมองว่าหากินได้แน่นอน คิดว่าวันหนึ่งถ้ามีเงินเก็บจะทำการค้า เช่น ขายก๋วยเตี๋ยว ขายของชำ “ส่วนหนึ่งที่ไม่เรียนต่อเพราะที่บ้านจนด้วย บ้านหญิงลีมีนา 7 ไร่ ทำนาปลูกข้าวกินปีละครั้ง เว้นจากทำนาแม่ทอผ้าไหมขาย ส่วนพ่อตระเวนรับจ้างตามที่ก่อสร้าง ไม่มีแม้แต่กระเป๋าเสื้อผ้า ต้องเอาทุกอย่างใส่รวมกันในถุงปุ๋ย ค่อยๆ เก็บเงินมาทำบ้านใหม่เพราะกลัวว่าลูกๆ โตขึ้นจะอายที่บ้านดูไม่ดี

“ตอนหลังพ่อเปลี่ยนอาชีพมารับซื้อของเก่า หญิงลีกับน้องก็ช่วยพ่อฉีกกระดาษ ทุบกระป๋อง ตกเย็นไปร้องเพลงในวงอิเล็กโทนได้ครั้งละ 300-700 บาท ใครดูถูกว่าเต้นกินรำกินก็ไม่อาย” เอาชนะคำคน “คนดูถูกเราแล้วก็ไม่อยากทำให้เขาดูถูกอีก คนว่าว่าจะเรียนไม่จบ จะมีผัวก่อนเรียนจบ หญิงลีกลัวพ่อแม่จะอายชาวบ้านก็ตั้งใจเรียนให้จบ ด้วยเกรด 1 ก็เอา อย่างน้อยก็มีวุฒิไปสมัครงานที่โรงงาน

บางคนก็ว่าเดี๋ยวก็ไปขายตัว ถึงขั้นด่ากันเลยก็มี แต่ไม่เคยทำอะไรอย่างนั้นเลย ไม่เคยขายอะไรเลยสักอย่างนอกจากเสียง “บางคนขอจ้างไปร้องเพลงในห้องส่วนตัวด้วยเงินหลักแสนถึงล้าน จะบอกไปว่าขอทีมงานอยู่ด้วยนะคะ เขาก็เงียบไป คิดว่าไม่คุ้มที่จะทำแบบนั้น เขาจะเอาไปพูดได้ว่าคนนี้ขาย เรายังพอหางานได้ เงินมากเงินน้อยก็อยู่ไปแบบนี้ดีกว่า เป็นคนกินไม่เยอะอยู่แล้วค่ะ กลัวอ้วน”” ล้มกี่ครั้งก็ต้องลุก

“หลังเรียนจบก็ทำงานเก็บเงินไปเรียนหมอลำซิ่งกับแม่วัชราภรณ์ สมสุข หมอลำซิ่งชาวอุบลฯ ที่โด่งดังมาก ท่านเป็นคนดีมาก ไม่รังเกียจคน ตอนนั้นหญิงลีจนมากนั่งรถไฟกับแม่ไปหาที่วารินทร์ชำราบ ท่านก็ขับรถเก๋งมารับ และยังบอกว่าถ้าตั้งใจจริงจะไม่เอาเงินค่าเรียน พอเรียนจบกลับมาก็ทำวงเอง ผลคือเจ๊ง ลำบากทั้งตัวเองและพ่อแม่ที่หาเงินมาซื้อเครื่องเสียงให้ ช่วงนั้นอกหักด้วยเลยหนีเข้ากรุงเทพฯ

มาทำร้านเสริมสวยก็เจ๊งอีก สุดท้ายเลยกลับมาร้องเพลงตามงานวัดต่างๆ หางานเองร้องเอง ใช้วิธีเปิดแบ็กกิ้งแทรกเอา ได้เงินครั้งละ 3,000-5,000 บาท หลังๆ เริ่มดีขึ้น งานเยอะขึ้น เดือนหนึ่งมี 20 งานได้ ทำจนวันที่อาจารย์สวัสดิ์ สารคาม (ครูเพลง) มาตามไปแกรมมี่ จึงได้ออกอัลบั้ม และมีคนรู้จักอย่างในวันนี้” ถอดบทเรียนความสำเร็จจากชีวิตหญิงลี กตัญญู เพราะกลัวพ่อแม่เสียใจจึงตั้งใจเรียน ทำมาหากิน

และรักษาชื่อเสียงตัวเอง ไม่ย่อท้อ แม้จะเจ๊งแต่ก็พยายามตั้งต้นใหม่ทุกครั้ง อดทน ต่อความยากลำบาก คิดบวก เมื่อเรียนไม่เก่งก็มองหาทางอื่นที่คิดว่าน่าจะเลี้ยงชีพได้ มุ่งมั่น ในเส้นทางนักร้องมาตลอดชีวิต ความรักจากพ่อแม่ ทำให้หญิงลีเติบโตมาอย่างมีความสุขแม้จะฐานะยากจน มีครูดี ได้พบครูบาอาจารย์ที่มีความสามารถและมีความเมตตาสูง นอกจากนี้เมื่อไม่นานเธอยังงเจอมรสุมชีวิตจากพิษศัลยกรรม

หญิงยังไม่คิดเลยว่าจะกลับคืนมาเป็นหญิงลีอย่างทุกวันนี้ หญิงยังคิดว่าหญิงอาจจะเป็นอย่างอื่นไปแล้ว แม้แต่หน้าตาหญิงยังไม่คิดว่าถ้าทำศัลยกรรมจะได้กลับมาไหม ก็มีหมอโรงพยาบาลใหญ่แห่งหนึ่ง ท่านไม่รับ ไม่ทำให้ ท่านบอกว่าให้รอเป็นปี หญิงก็เลยเสียใจ ร้องไห้ หมดหวัง หญิงไม่ไป หญิงไม่มีกะจิตกะใจไป มีแต่นางฟ้าบนเวที มีแต่คนสวยๆ หลายสิบคน แต่หญิงเป็นคนอัปลักษณ์อยู่คนเดียว”

อีกทั้ง ก่อนหน้านี้เธอยังเคยให้สัมภาษณ์ผ่านรายการหนึ่งไว้ว่า ช่วงที่โหมงานหนัก เมื่อไม่สบายขึ้นมาก็จะกินที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ ยาแก้อักเสบและยาพาราเซตามอล ถึงขนาดที่ว่ากินเป็นขนม เพื่อที่จะได้ขึ้นคอนเสิร์ตได้ โดยที่ไม่ได้รับการตรวจจากแพทย์อย่างจริงจัง หรือนี่อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เธอมีสภาพร่างกายเช่นนี้ “ตอนที่ป่วยหนัก หญิงหัวใจเต้นเร็วมาก ความดันสูง ก็คืออาจจะหัวใจวายหรือเสียชีวิตได้ค่ะ

โดยเฉพาะเวลาที่ตกใจ อย่างเวลารถวิ่งบนถนนแล้วเฉี่ยวกันบ้าง หัวใจก็จะเต้นตุ๊บๆๆ เร็วมากค่ะ แล้วก็หญิงไม่มีแรงที่จะยกขา ยกขาขึ้นบันได้ไม่ได้ ต้องให้คนอื่นพยุงขึ้นไปอีก บหน้าบวมผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด หญิงหมดค่ารักษาไปหลักล้านอยู่นะคะ มันหลายอย่าง โดยเฉพาะการผ่าตัดใบหน้า เรามาที่คลินิกเอกชน เพราะว่ามันเป็นการผ่าตัดเอาไขมันออก ต้องใช้ความละเอียดอ่อน

ต้องเป็นศัลยแพทย์ที่เขาผ่าตัดศัลยกรรมโดยตรง แบบเฉพาะทางเลยค่ะ หมอที่เขาดูแลเกี่ยวกับต่อมไร่ท่อ เขาบอกว่าประมาณปีนึงทุกอย่างจะปกติ แต่ปีนึงหญิงก็รอไม่ได้หรอก ก็รอให้ความดันหญิงคงที่ หญิงก็ขอหมอผ่าแล้วหลังจากนั้นมา หญิงก็หาข้อมูลอีก ก็ได้ผ่าอย่างรวดเร็ว เพราะว่าทางคลินิกที่ทำศัลยกรรมโดยตรง ผ่าตัดไขมันโดยตรง ก็ตรวจแล้วจับหน้าดู ท่านก็อาสาทำให้ เพราะมันเป็นไขมัน ไม่ใช่ซิลิโคน

ถ้าเป็นซิลิโคนเขาจะไม่ทำให้แบบผ่าแบบนี้ มันจะอันตราย เขาจะฉีดให้มันสลายยุบไป แต่ของหญิงมันเป็นการผ่าตัดโดยตรง ต้องผ่าตัดถึง 4 ครั้ง ใต้ติ่งหูแล้วก็ใต้คอ คว้านมาที่คอ คว้านไขมันที่ช่วงเหนียงคอ ช่วงใบหน้าที่ปูดบวม เขาก็ทำให้ รู้สึกดีใจที่ได้ทำ ถึงผลตอบรับมันเป็นยังไงหญิงก็ช่วงมัน เพียงแต่ขอแค่ได้ทำ เพราะป่วย…จึงปลง นอกเหนือจากกระแสดรามาที่เธอผ่านมันมาได้แล้ว ลูกทุ่งสาวชื่อดัง

ยังได้เล่าถึงวินาทีที่เรียกได้ว่า ‘ใกล้ความตาย’ ของตัวเอง ให้ผู้สัมภาษณ์ได้ฟัง ในตอนนั้นเธอเกือบจะถอดใจในการต่อสู้กับโรคร้าย ถึงขนาดบอกกับตัวเองว่า ‘ถ้ามันจะตายก็ปล่อยให้มันตายไปเถอะ’ “คือความรู้สึกเรา มันต้องไม่อยู่ในสภาพนั้น หญิงรับไม่ได้ อยากตาย ไม่อยากอยู่ แต่ว่าไม่คิดสั้นนะ เพียงแต่ว่าบางครั้งมันไม่มีความสุข มันไม่ได้อยากฆ่าตัวตาย

เพียงแต่ว่าถ้ามันจะตายก็ปล่อยให้มันตายไปเถอะ คิดง่ายๆ เลย บางทีหัวใจเต้นเร็ว ตอนสงกรานต์ที่ผ่านมา วัดความดันสูงเกือบร้อยกว่า แต่หัวใจ 150 ครั้ง/นาที มันแย่มากเลย หนักมากค่ะ มีครั้งนึงความดันขึ้น 190 ค่ะ หมอไม่ผ่าให้ กลัวตายคาเตียงเขา หมอไม่ให้ดมยาสลบค่ะ ต้องรอจนกว่าความดันจะคงที่” “เรื่องหัวใจตอนนี้ก็เรื่อยๆ ค่ะ เป็นคู่รบคู่รักค่ะ(หัวเราะร่วน) แฟนหญิงเขาขี่รถมอเตอร์ไซค์ฮาเลย์

แล้วก็ค่อนข้างอินดี้ เป็นตัวของตัวเอง ดิบๆ ห่ามๆ สักหน่อย เรากำลังปรับตัวเข้าหากันให้เราไปให้มันได้ก่อนค่ะ เลยไม่รู้ว่าจะแน่นอนแค่ไหน แต่ทั้ง 2 ฝ่ายก็เหมือนกับ…ยังมีความพยายามที่จะประคับประคองกันอยู่ หญิงก็เลยรู้สึกว่าถ้ามันเริ่มต้นได้ก็เริ่มค่ะ หวังว่าสังคมจะเข้าใจ ว่าบางทีเราจะเลิกกับใครมันไม่ใช่เรื่องง่าย หรือแม้แต่เราจะไปรักคนอื่นมันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายค่ะ ก็เลยเรียกแบบตลกๆ ว่าคู่รบคู่รักค่ะ

ส่วนเรื่องแต่งงาน หญิงขอเป็นในอนาคตสัก 2-3 ปีค่ะ ถ้าจะแต่งต้อง 3 ปีขึ้นไป ตอนนี้ยังเฉยๆ อยู่ในช่วงประคับประคองความรู้สึกกันอยู่ เพราะว่าเราทะเลาะกันบ่อย ถ้าเขาแต่งก็แต่งค่ะ(หัวเราะ) แต่ตัวหญิงอยากมีทายาทมากเลยค่ะ หญิงวางแผนจะฝากไข่ไว้เพื่อที่จะต้องมีทายาท” ด้วยความสามารถของแพทย์ ประกอบกับกำลังใจที่สู้ ทำให้เธอสามารถฝ่าพายุร้ายที่พัดเข้ามาในชีวิตได้สำเร็จ

จนตอนนี้สุขภาพของเธอเกือบจะหายเป็นปกติ มีเพียงอาการของไทรอยด์ที่ยังต้องรักษาตามอาการอยู่ “อาการป่วยตอนนี้ดีขึ้นนะคะ ก็คือเกือบจะปกติ เพียงแต่ว่าติดเรื่องกล้ามเนื้อขาที่ยังอ่อนแรงอยู่บ้างเล็กน้อยค่ะ ไปงานคอนเสิร์ตได้ ร้องเพลงได้ เต้นได้ แต่อย่าเพิ่งหักโหมค่ะ อาการไทรอยด์ก็รักษาไปเรื่อยๆ ค่ะ กินยาไปเรื่อยๆ ค่ะ เพราะว่าหญิงต้องประคับประคองร่างกายให้แข็งแรงไปเรื่อยๆ

อาการภายนอกก็ดีทุกอย่างค่ะ ขาก็วิ่งได้แล้ว แต่หญิงยังลุกนั่งเหมือนคนปกติไม่เก่ง ถ้าหญิงลุกนั่งเกิน 20 ครั้ง หญิงจะล้ากล้ามเนื้อขามาก ล้ามากๆ” ส่วนการดูแลตัวเอง ก็มีจ๊อกกิ้งเบาๆ วิ่งบ้าง เดินบ้าง เพราะว่าหญิงทำอะไรไม่ได้เยอะ ไม่มีกล้ามเนื้อ ยกเว้นจะกินเนื้อ หญิงกินเยอะมาก(ลากเสียงยาว) ตื่นมาก็กิน ตั้งนาฬิกาปลุกมากินเนื้อเป็นกิโลๆ ย่าง ทอด อะไรก็กิน จนกระทั่งหน้าบวมหน้าใหญ่ ตัวใหญ่ แขนใหญ่

หัวไหล่แตกเป็นเส้นๆตอนที่ขามีกล้ามเนื้อแล้ว หญิงก็ลดอาหารค่ะ มันลงอย่างรวดเร็ว ปรากฏว่าแขนหัวไหล่มันแตกเป็นเส้นๆ เหมือนคนเคยอ้วนแล้วมันแตก พอผอมมันก็เลยเห็นเป็นเส้น ก็เลยเน้นเรื่องการกินอาหารที่มีประโยชน์ค่ะ ตอนนี้หญิงกินผลไม้สด ผลไม้แยกน้ำแยกกาก แล้วก็ดื่มสดๆ เลย มันสะอาด ร่างกายเราได้ดีท็อกซ์ หญิงก็จะมีผลิตภัณฑ์อาหารเสริมของหญิงคือดีท็อกซ์ลีไลฟ์ ก็จะกินตลอด

ตอนที่หญิงกินเนื้อเยอะๆ ต้องขับถ่ายทุกวัน ซึ่งมันก็ค่อนข้างลงตัวสำหรับการรักษา” ผลพวงจากอาการป่วยครั้งนี้ ไม่เพียงแค่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายเท่านั้น หากแต่ทั้งความคิดและจิตใจก็พลอยเปลี่ยนไปด้วย กลายเป็นบทเรียนครั้งสำคัญ ที่ทำให้เธอพูดได้เต็มปากว่า “ปล่อยวางกับชีวิตแล้ว” “ชีวิตหญิงเปลี่ยนมากเลยค่ะ เปลี่ยนทุกอย่าง แม้กระทั่งความคิด ไม่อยากทะเยอทะยาน

ไม่อยากได้อยากมีอะไรมากเกินตัวเรา เรามีเพียงพอแล้ว ก็จะทำให้มีความสุข เก็บเงินไว้ดูแลตัวเอง แต่ในส่วนของการทำธุรกิจ ทำรีสอร์ต ต้องใช้เงินเยอะ สิบกว่าล้าน ทำให้เราหวั่นๆ เหมือนกันว่า เราก็อยากจะมีเงินเก็บอีกสักก้อนใหญ่ๆ ที่จะมั่นคงค่ะ หญิงได้เรียนรู้ว่า คนเราเวลาจะตาย มันจะไม่อยากได้อะไรเลย ภายในตัวหญิงตอนนั้น หญิงนึกถึงแต่จะไปสวนดอกไม้สวยๆ อยากไปที่มันสวยงาม

อยากจะยกสมบัติทั้งหมดให้กับคนที่เรารัก บางทีก็รู้สึกว่าการที่เรา ที่ปลงก็คือไม่ไปยึดติดกับมนุษย์ทั่วไป เช่น คนติฉินนินทา เรามองข้ามไปหมดเลยค่ะ มันเป็นอะไรที่ปลายทางแล้ว หลักๆ คือเรานึกถึง ทำไมชีวิตมนุษย์ตอนที่เรามีกำลังกาย สู้งาน มันไม่หวาดหวั่น แต่เวลาเราจะตายมันไม่อยากได้อยากมีอะไรเลย เราเอาไปไม่ได้สักอย่าง สิ่งที่เรามีตั้งเยอะตั้งแยะ ก็เลยรู้สึกว่า

ต่อไปจะทำเท่าที่เรามีความสุข เงินทองก็พอมีพอใช้อยู่ ก็เลยรู้สึกว่ามันน่าจะลงตัวแล้วกับชีวิตที่ผ่านความตายมาแล้วค่ะ ส่วนที่ไร่ที่นาหญิงไม่ไปหาซื้อแล้วค่ะ ตายไปก็เอาไปไม่ได้ ทำวันนี้ให้มีความสุข อยู่กับเพื่อนกับน้อง กินของที่ชอบแต่ว่าไม่ได้เป็นโทษ จะมีความสุขตรงนั้นมากกว่า คนที่นินทา หญิงเบื่อ หญิงไม่สนใจเลย ปล่อยวางด้วยตัวของเราเอง

Leave your vote

0 points
Upvote Downvote

Total votes: 0

Upvotes: 0

Upvotes percentage: 0.000000%

Downvotes: 0

Downvotes percentage: 0.000000%

Comments

comments

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here