ส่องบ้านใหม่! แม่หญิงจันทร์วาด ‘ปราง กัญญ์ณรัณ’ ทุ่มเงินกว่า 10 ล้านบาท สร้างบ้านใหม่ยิ่งใหญ่ไม่ธรรมดา!(ชมภาพ)

0
79

ส่องบ้านใหม่! แม่หญิงจันทร์วาด ‘ปราง กัญญ์ณรัณ’ ทุ่มเงินกว่า 10 ล้านบาท สร้างบ้านใหม่ยิ่งใหญ่ไม่ธรรมดา!(ชมภาพ)

เป็นนักแสดงสาวที่ตอนนี้โด่งดัง ปังเป็นพลุแตกอีกหนึ่งคนเลยละค่ะ สำหรับนางเอกสาว “ปราง กัญญ์ณรัณ” ที่หลังจากรับบท “แม่หญิงจันทร์วาด” ในละครบุพเพสันนิวาส เธอก็มีคิวงานแน่น ยอตติดตามไอจีเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ ก่อนหน้านี้สาวปรางค์ก็เคยมีความตั้งใจที่จะซื้อบ้านให้คุณพ่อคุณแม่ได้อยู่ ซึ่งตอนนี้เธอก็ทำสำเร็จ ด้วยการทุ่มเงินกว่า 10 ล้าน ซื้อบ้านเดี่ยวย่านราชพฤกษ์

ซึ่งบ้านของเธอก็มีเนื้อที่ 70 ตารางวา แบ่งเป็น 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 1 ห้องครัว 1 ห้องรับแขก และ 1 ห้องนั่งเล่น ตกแต่งสไตล์โมเดิร์น มีพื้นที่กว้างขวางพอสำหรับที่ พ่อ แม่ สาวปราง และน้องสาวของเธอ จะอยู่ร่วมกันอย่างอบอุ่นสำหรับ “ปราง กัญญ์ณรัณ” หรือ “แม่หญิงจันทร์วาด” จากละครพีเรียดแนวคอมเมดี้เรื่อง “บุพเพสันนิวาส” ที่กระแสตอบรับดีถล่มทลาย ตัวจริงนอกจอของแม่หญิง หรือ “ปราง” จะสวยเนี้ยบแบบในจอหรือไม่ มาคุยกับเธอกัน

สวยแบบชาวบ้านๆ มีสไบ มีโจงกระเบน ได้แต่งชุดไทยแบบเหนือๆ หน่อย ตอนเล่นละครเรื่อง “บ่วงบรรจถรณ์” แล้วก็มาเรื่อง “บุพเพสันนิวาส” ก็จะเป็นชุดไทยแบบสวยงามตามสมัยอยุธยาตอนปลาย ตามแบบฉบับที่ถูกต้องเลย ส่วน ทรงผมเป็นทรงโขดง ที่ทำเฉพาะผู้หญิงที่ได้เข้าวัง เป็นขุนนาง หรือเป็นลูกของคนสำคัญเท่านั้นถึงจะทำ ทรงผมแต่ละทรงมันจะมีที่มาของมัน

การแต่งชุดไทย แต่งยากมาก ในเรื่องจะเย็บสด ไม่ได้เป็นแบบสำเร็จ เราจะยืนอยู่นานมาก ทีมงานจะใส่ใจทุกรายละเอียด ผ้าสไบใส่ผืนเดียวไม่สวย ต้องเอาสองผืนมาซ้อนกัน หรือผ้าถุงก็ต้องเย็บเป็นเชฟให้สวยงาม ไม่เทอะทะ เครื่องประดับก็เยอะ แต่งตัวประมาณครึ่งชั่วโมงได้ ทรงผมก็ทำยากมาก กว่าจะเกล้าให้เรียบขนาดนั้น รวมๆ การแต่งตัวก็ชั่วโมงถึงสองชั่วโมงได้

ชีวิตจริงแสนต่างจากในละคร ในเรื่องเป็นคนเรียบร้อยมาก ตัวจริงเป็นอีกแบบหนึ่งเลย ปรางว่าปรางเป็นคนสมัยใหม่มากนะ ไม่ได้เปรี้ยวจ๋า เป็นผู้หญิงสมัยใหม่ที่มั่นใจในตัวเอง กล้าคิด กล้าทำ ชอบแต่งตัว มันคือความสุขของปราง เราไม่ใช่ผู้หญิงที่แบบเรียบร้อย วิธีดูแลตัวเองตามแบบฉบับสาวสมัยใหม่ ปรางจะบอกคนอื่นเสมอว่าต้องนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ พอมาทำงานในวงการจะรู้เลยว่าเรื่องนอนเป็นเรื่องสำคัญมาก

มันมีผลต่อหน้าตาได้อย่างชัดเจน วันไหนที่นอนไม่พอ ผิวจะไม่ดี หน้าก็จะไม่เปล่งปลั่ง อาหารการกิน การออกกำลังกายก็สำคัญ แต่จริงๆ ปรางโชคดีที่รักษาหุ่นได้ขนาดนี้ เพราะเพิ่งคิดผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ออกมากับ “น้ำตาล พิจักขณา” เพราะเราชอบกิน แต่ทรมานเพราะกินได้ไม่เยอะ กลัวอ้วน เลยมีตัวช่วย มันไม่ใช่ยาลดความอ้วน แต่ควบคุมน้ำหนัก คือ “S360” ปรางก็ยังคงกิน ยังออกกำลังกายเหมือนเดิม

เพราะยิ่งออกกำลังกายก็จะยิ่งช่วยเข้าไปอีก ปรางออกกำลังกาย 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ จะเล่นโยคะตอนเช้าๆ นอกจากด้านความแข็งแรง การยืดหยุ่น ช่วยได้มากเรื่องความปวดเมื่อย การยืดเส้นมันจำเป็นมาก เล่นแรกๆ มันอาจจะทรมาน แต่พอเล่นไปเรื่อยๆ จะรู้สึกดีเพราะมันช่วยได้จริงๆ ช่วยเรื่องของสมาธิความสงบด้วย แต่ถ้าเป็นเรื่องของเวทเทรนนิ่งจะช่วยให้บอดี้สวย เมื่อก่อนจะมีเทรนเนอร์แต่ตอนนี้ก็จะเล่นเอง

เป็นท่าง่ายๆ ไม่ต้องยาก แต่ถ้าเราทำสม่ำเสมอมันก็ได้ผล ท่าออกกำลังกายเพื่อหน้าท้องแบนราบ  ง่ายๆ ก็ท่าซิทอัพ ท่าทวิส ท่าแพลงก์ก็ช่วยได้หลายส่วนในร่างกาย ตอนนี้ปรางเอว 24 นิ้ว สิ่งที่ต้องมีติดเรือนขาดไม่ได้เลยในทุกๆ วัน 1 ครีมกันแดด แน่นอนบ้านเราร้อนมาก 2 ครีมบำรุงตามสภาพผิวเรา ต้องรู้ก่อนเรามีผิวแบบไหน ผิวแห้ง หรือผิวมัน แต่ของปรางผิวผสม ก็จะคอยเปลี่ยนตลอด

คือช่วงนี้หน้าร้อนต้องเลือกครีมที่ไม่เหนียวมาก เพราะเดี๋ยวหน้าเป็นสิว พอช่วงหน้าหนาวก็ต้องเลือกครีมที่ชุ่มชื้นหน่อย 3 ลิปมัน เพราะเป็นคนชอบทาลิปสติกมาก เลยชอบดูแลปากตัวเองด้วย จะมีคนถามปรางบ่อยว่าทำยังไงทำไมปากไม่เคยแห้งเป็นขุย ปรางใช้วิธีตอนกลางคืนจะมาสก์ปากด้วยลิปมาสก์จนมันเยิ้ม จริงๆ ใช้ลิปมันก็ได้แต่จะทาเยอะหน่อย แล้วทิ้งไว้ทั้งคืน บางคนอาจจะไม่ชอบ

เพราะจะเหนอะหนะแต่เราต้องอดทนเพื่อความสวย เวลาทาลิปสติกเราจึงไม่เคยเจอปัญหาปากแห้ง เคล็ดลับดูแลผิวให้สวย 1 ครีมกันแดดห้ามขาด 2 ดื่มน้ำเยอะๆ อันนี้เกี่ยวมาก 3 อาจจะมีวิตามินบำรุงเพิ่มด้วย สูตรผิวสวยแบบไทยๆ ที่ปรางปลื้ม “ขมิ้น” คุณแม่เป็นคนสอน คุณแม่จะใช้ขมิ้น น้ำนม น้ำแร่ มาผสมกับครีมขัดผิวที่ทำมาจากขมิ้น ยี่ห้ออะไรก็ได้ทั่วๆ ไป ที่มาจากโอทอปบ้านเราคือของดีแล้ว มาผสมแล้วขัดผิวทุกวัน รับรองผิวนิ่มเนียน

เรียกว่าความสวยเก่งยกให้เธอเลยจริงๆ นอกจากนี้ ปราง-กัญญ์ณรัณ หรือแม่หญิงจันทร์วาด นางเอกสวยยัง เก่ง ดีกรีเกียรตินิยมอันดับ 1 ม.มหิดล อีกด้วย นอกจากนี้ สาวปราง ยังมีความสามารถอีกเพียบ ทั้งร้องเพลงเก่ง เล่นดนตรีได้ และยังเป็นสาวที่เรียนเก่งอีกคนหนึ่งของวงการบันเทิงอีกด้วย ที่ผ่านมา เธอมีผลงานออกมาให้แฟนคลับได้เห็นเรื่องแรกใน ภาพยนตร์เรื่อง “อนึ่ง คิดถึงเป็นอย่างยิ่ง” ในปี 2552

และมีผลงานซีรีส์เรื่อง “น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์” กับบทบาท “หลิน” ตั้งแต่ปี 2553 แต่ผลงานละครที่สร้างชื่อเสียงให้กับเธอเป็นอย่างมากคือเรื่อง “แผนร้ายพ่ายรัก” กับบทบาท “พิศา” ในปี 2556 และผลงานล่าสุดของเธอคือละครเรื่อง “สายลับรักป่วน” กับบทบาท “แตน” นักสืบสาวสุดห้าว ปราง กัญญ์ณรัณ เริ่มเข้าวงการบันเทิงตั้งแต่อายุ 17 ปี ด้วยการประกวดเวทีมิสทีนไทยแลนด์ปี 2007

มีผลงานกับทางช่อง 3 มาแล้วหลายเรื่อง เรื่องแรกที่เธอได้มีโอกาสแสดงก็คือ “น้องใหม่ร้ายบริสุทธ์” รับบทเป็น “หลิน” หลังจากนั้นก็ขยับไปเล่นบทนางร้าย ในละคร “แผนร้ายพ่ายรัก” จากนางร้ายก็เปลี่ยนบทบาท มาเป็น “นางรอง” ในละครเรื่อง “ดาวเกี้ยวเดือน” จนโด่งดัง เพราะสวยสง่า ถูกใจแฟน ๆ จากบท “หญิงนิ่ม” ต่อมาได้เปลี่ยนคาแรคเตอร์มารับบท “หมวดแนน” ตำรวจสาวสุดเท่

เรื่อง “ภพรัก” และล่าสุด ละครย้อนยุคเรื่อง “บางระจัน” ปราง กัญญ์ณรัณ ก็ได้ขึ้นแท่นนางเอกเป็นเรื่องแรก  สเปคหนุ่ม ๆ ของ ปราง กัญญ์ณรัณ สาวปรางชอบผู้ชายลูกครึ่ง เป็นลูกครึ่งอะไรก็ได้แต่ต้องมีเชื้อไทยครึ่งนึงนะ เพราะอยากให้เข้าใจวัฒนธรรมไทย จริงๆ แล้วที่ชอบลูกครึ่งเพราะอยากให้ลูกออกมาน่ารัก ไม่ได้มีอะไรเลย แต่จริง ๆ สเปคผู้ชายที่ สาว ปราง กัญญ์ณรัณ ชอบคือแค่คุยกันแล้วเราเข้าใจกัน

ไม่ชอบคนหล่อ ชอบผู้ชายที่เก่ง เช่น เล่นกีฬาเก่ง เก่งร้องเพลง หรือ เรียนเก่ง เรียนเก่งอันนี้อาจจะไม่ค่อยเท่าไร เพราะคงจะดูเนิร์ดๆ เกินไป เอาเป็นว่าเป็นคนที่แบบมีความสามารถ อาทิ เล่นกีตาร์เก่ง เล่นเปียโนเก่ง คือมีความสามารถอะไรก็ได้ที่เก่ง เพราะคนเราเวลาเก่งอะไรสักอย่างแล้วมันจะดูมีเสน่ห์ขึ้นมาทันที หัวใจของสาว ปราง มีคนจองแล้วนะ เห็นบอกสเปคมาซะขนาดนี้

ทำเอาหนุ่มๆ ที่เริ่มมีกำลังใจ เป็นต้องอกหักดังเป๊าะกันถ้วนหน้า เพราะนางเอกสาวสวยคนนี้ เค้ามีเจ้าของหัวใจแล้วนะจ๊ะ แต่ถึงเจ้าตัวจะยังไม่บอกว่ารักใคร ชอบใคร แต่ฝ่ายชายดันปิดความรักครั้งนี้เอาไว้ไม่มิดซะนี่ เจ้าของหัวใจของสาว ปราง กัญญ์ณรัณ ก็คือ หนุ่ม โต้ง พิทรัส พฤกษกิจ นักร้องวง south side นั่นเอง หนุ่มโต้ง ได้โพสต์ภาพคู่สุดหวานลงโซเชียลมีเดียอยู่บ่อยๆ จนนักข่าวต้องไปถามให้ชัดเจนเลยทีเดียว

โดยหนุ่มโต้ง ก็ออกมายอมรับแบบเขินๆ ว่า กำลังคบปรางอยู่ เริ่มพัฒนาจากเพื่อนซี้ก๊วนเดียวกัน เฮไหนเฮนั่นกันตลอด ก็เกิดอาการเพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อ โต้ง ก็เลยอยากสานความสัมพันธ์ ซึ่ง ปราง ก็ไม่ได้ปฏิเสธสิ่งดีๆ ที่โต้งหยิบยื่นให้ เวลาเล่นคอนเสิร์ตเสร็จ โต้ง จะรายงานตัวกับสาวปรางตลอด ความสัมพันธ์ของหนุ่มโต้งกับ สาวปราง จะเรียกว่ามากกว่าเพื่อนแต่ไม่ใช่แฟนก็ว่าได้

ทรงผมสมัยโบราณ ของตัวละครในเรื่องบุพเพสันนิวาส ไปติดตามชมกันต่อได้เลย หลังจากที่ก่อนหน้านี้ทีนเอ็มไทยได้นำเสนอเรื่อง รวมคำศัพท์ ละครบุพเพสันนิวาส ที่หลายคนเพิ่งเคยได้ยิน! กันไปแล้ว วันนี้เราจะมารู้จักชื่อเรียกทรงผม ของคนโบราณสมัยก่อนกัน ว่าแต่ละทรงที่เราเห็นในละครบุพเพสันนิวาสนั้น เขามีชื่อเรียกทรงผมว่าอย่างไร เริ่มจากทรงผมของแม่หญิงการะเกด ที่รับบทโดย เบลล่า ราณี คือ “ทรงมหาดไทย”

เกิดขึ้นในสมัยอยุธยา เป็นช่วงที่บ้านเมืองไม่สงบ ผู้หญิงสมัยนั้นเลยต้องตัดผมสั้น แต่ยังความสวยงาม โดยการไถข้างและไว้ผมตรงกลางยาวๆ นิยมเซ็ทเป็นแสกกลาง ในเวลาต่อมาก็พัฒนาทรงจากการเลิกไถข้างมาไว้ผมยาวข้างหลังให้ดูสวยงามแทน ซึ่งทรงผมของเบลล่าในเรื่องนี้ ใช้ทั้งผมจริง และการสวมวิก แต่ต้องตัดซอยให้รับกับรูปหน้าของเธอ และเพื่อให้ใกล้เคียงกับผมของสาวโบราณมากที่สุด

ต่อด้วยแม่หญิงจันทร์วาด รับบทโดย มะปราง กัญญ์ณรัณ วงศ์ขจรไกล ไว้ทรงผม “โซงโขดง” เกิดขึ้นในสมัยสุโขทัย ผู้หญิงนิยมนำผมยาวๆ มาเกล้ามวยใหญ่ไว้กลางศีรษะ ประดับตกแต่งด้วยรัดเกล้า หรือพวงมาลัยตามโอกาสและตามฐานะ  ทรงผมของคุณแม่จำปา เรียกว่า ทรงผมปีก ทรงผมผู้หญิงที่ไว้ผมยาวแต่เฉพาะกลางกระหม่อมคล้ายผมทรงมหาดไทย เซ็ตหวีปาดไปด้านหลัง ไว้ปอยผมข้างหู นิยมไว้ยาวกว่าคาง ซึ่งทรงนี้เริ่มมาในสมัยรัชกาลที่ 4

ทรงดอกกระทุ่ม เป็นทรงที่นิยมในสมัยรัชกาลที่ 5 คล้ายๆ ทรงปีกนก ผมด้านบนจะสั้นๆ ฟูๆ ถ้าผมยาวจะนิยมเสยไปด้านหลังเหมือนดอกกระทุ่ม วิธีการการเชตผมของคนสมัยก่อน จะใช้ขี้ผึ้งในการทำให้ผมอยู่ทรง และล้างด้วยมะกรูดกับขี้เถ้า นอกจากนี้ยังมี ทรงผมโบราณ ของหญิงชาวสยามในอดีต ทรงมหาดไทย ผมทรงมหาดไทยเริ่มมีในสมัยอยุธยา ช่วงเวลานั้นมีศึกสงคราม จึงต้องเตรียมผมให้พร้อม

เพื่อที่ผู้หญิงจะปลอมตัวเป็นชายได้กลมกลืน โดยมหาดไทยตอนนั้นเป็นการทำผมแทรกกลางและผู้หญิงจะตัดผมให้สั้น บ้างก็โกนรอบศรีษะเหลือแทรกกลางไว้ จนมาถึงยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น ศึกสงครามไม่มีมากเท่า แต่ก็ยังมีอยู่ ผู้หญิงยังคงนิยมไว้ทรงมหาดไทย แต่ด้วยความที่รักสวยรักงามจึงมีการไว้ผมยาว หรือปล่อยปอยผมออกมาด้วย ทรงผมปีก หรือตัดผมขูดหัว ในช่วงสมัยรัชกาลที่ 4

ได้รับอิทธิพลจากตะวันตก เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงการแต่งตัว และทรงผม โดยทรงผมปีกนี้จะโกนหรือตัดสั้นโดยรอบ และปล่อยผมไว้ยาวพอประมาณ บริเวณตอนบนและกลางศีรษะหวีเสยตั้งขึ้น มีการกันไรผมบริเวณรอบวงหน้าและไว้จอนยาวสองข้างใบหู บ้างก็ว่าทรงผมปีกนี้มีมาแต่สมัยอยุธยา โดยผมปีกอาจจะกลายเป็นทรงได้ดังนี้ – ผมปีก ด้านบนไว้สั้น กันไรจุกให้ขาว รอบโกนหัว – ผมปีก ด้านบนไว้สั้น กันไรจุกให้ขาว รอบโกนหัว ไว้จอนหูยาว ไล้ด้วยขึ้ผึ้งจนแข็ง – ผมปีก ด้านบนไว้ยาวแต่ไม่มาก พอแสกได้ รอบไว้ยาวประบ่า

ทรงดอกกระทุ่ม ตัดผมทั้งศีรษะแล้วปล่อยให้ยาวชี้ขึ้นมาเล็กน้อย คล้ายดอกกระทุ่ม ตัดผมด้านท้ายทอยให้สั้นขึ้นและหวีเสยด้านหน้าให้ตั้งสูง จับด้วยน้ำมันตานีหอมให้อยู่ทรง และจะไม่มีการทัดหรือตกแต่งทรงผมด้วยดอกไม้สด เนื่องจากมีข้อบัญญัติในกฎ มณเฑียรบาลมาครั้งกรุงศรีอยุธยาแล้วว่าห้ามการทัดดอกไม้ อาจเป็นเพราะมองดูว่างามเกินจริตขาดความสุภาพเรียบร้อย

หากสตรีผู้ใดทัดดอกไม้ในเขตพระบรมมหาราชวังจะต้องลงโทษให้นำดอกไม้นั้นมายีบนศีรษะ บ้างก็ว่าทรงดอกกระทุ่ม พัฒนาการมาจากผมปีกที่ไว้ยาวแล้วเสยเส้นผมทั้งหมดไปด้านหลัง โดยแบ่งดังนี้ – ทรงดอกกระทุ่มสั้น -ทรงดอกกระทุ่มยาวท้งศรีษะ โซงโขดง โซงโขดงเป็นที่นิยมเรื่อยมาจากยุคสุโขทัยจนถึงอยุธยาตอนต้น เป็นทรงผมยาวเกล้าเป็นมวยอยู่กลางศีรษะ สันนิษฐานว่าช่วงเวลานั้นนั้นอยู่กันด้วยความร่มเย็นเป็นสุขจนมีคำว่าในน้ำมีปลา ในนามีข้าวไพร่ฟ้าหน้าใส ผู้หญิงไทยยังไว้มวยเกล้า แล้วรวบขึ้นไปเกล้าบนกระหม่อม รัดเกล้าเป็นห่วงยาวๆ มีเกี้ยวหรือพวงมาลัยสวมโดยมาก

truststoreonline

Leave your vote

0 points
Upvote Downvote

Total votes: 0

Upvotes: 0

Upvotes percentage: 0.000000%

Downvotes: 0

Downvotes percentage: 0.000000%

Comments

comments

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here