โทรกลับด่วน! ‘บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์’ โพสต์เดือด หลังช่วยระดมทุนรักษาหนุ่มตาบอด แต่พี่สาวนำไปใช้ส่วนตัว! (ภาพ-รายละเอียด)

0
87

โทรกลับด่วน! ‘บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์’ โพสต์เดือด หลังช่วยระดมทุนรักษาหนุ่มตาบอด แต่พี่สาวเอาไปใช้ส่วนตัว! (ภาพ-รายละเอียด)

เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2561 บิณฑ์ บันลือฤทธิ์ ได้โพสต์รูปภาพผ่านเพจเฟซบุ๊กที่ชื่อว่า บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ พร้อมได้ระบุข้อความทั้งหมดเอาไว้ว่า ” พี่สาว นาย เพทาย โทรกลับมาหาผมด่วน” สวัสดีครับเพื่อนๆ..วันนี้ผมได้รับข้อมูลจาก นาย เพทาย ซึ่งนอนอยู่ที่ สะพาน ข้ามคลอง แถววัดสลุด แล้วทางหมู่ที่ร่วมกตัญญู ได้เข้าไปช่วยเหลือ นำส่งโรงพยาบาลบางพลี จนนายเพทาย รักษาตัว

อาการดีขึ้นแล้ว กลับไปอยู่ห้องเช่า ที่ทางผม ได้เงินจำนวน 2 หมื่นบาท เพื่อเป็นค่าเช่าห้อง และจ่ายล่วงหน้า ผมได้ลงเลขที่บัญชี ของพี่สาว นาย เพทาย เพื่อให้เพื่อนๆ ให้การช่วยเหลือ เป็นเงิน ในการรักษาตัวต่อไป แต่ในขณะนี้ เงินจำนวน 4-5 แสนบาท ไม่เป็นไปตามที่ เพื่อนๆทุกคน มีวัตถุประสงค์ เพื่อช่วยเหลือนายเพทาย ให้รักษาตัว และรักษาดวงตาที่บอดสนิท พร้อมกับค่าห้องเช่า

แต่พี่สาว ได้เอาเงิน ที่เพื่อนๆ หน้าแฟนเพจของผม เอาไปใช้ส่วนตัว และไม่มาดูแลน้องชาย ผมได้เบอร์มา โทรหาพี่สาว เพทาย หลายต่อหลายครั้ง รับสายครั้งหนึ่ง แต่ไม่พูดอะไรเลย ผมจึงโทรกลับไปอีกสองสามครั้ง ก็ไม่รับสาย กรุณาโทรกลับผมด้วยนะครับ เธอชื่อ นางสาว เกษราภรณ์ ทูลแรง ถ้าไม่โทรกลับ ผมจะต้อง พึ่ง เจ้าหน้าที่ตำรวจ ดำเนินการต่อไป ช่วยกรุณาโทรกลับผมด้วยนะครับ.. ขอบคุณครับ

สำหรับ บิณ บรรลือฤทธิ์ในทางสังคม ยังเป็นที่รู้จักกันดีว่า เป็นดาราที่ช่วยเหลือสังคม โดยทำงานเป็นอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญูมานานกว่า 20 ปี โดยไม่ได้รับค่าตอบแทน บิณฑ์ มีน้องชายฝาแฝดซึ่งเป็นนักแสดงด้วยเหมือนกัน คือ เอกพันธ์ บรรลือฤทธิ์ ปัจจุบันสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท สาขาวิทยาการการจัดการจาก มหาวิทยาลัยราชภัฎธนบุรี และปริญญาจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ในกลางปี พ.ศ. 2552

ปรากฏเป็นข่าวว่าได้เข้าสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยพร้อมกับ เอกพันธ์ น้องชายฝาแฝด และจะลงเลือกตั้งในคราวต่อไปด้วย แต่ต่อมาเจ้าตัวได้ปฏิเสธ โดยบอกว่าเพียงแค่ได้รับทาบทาม แต่ไม่เคยคิดเล่นการเมือง อีกทั้งเพียงแค่งานการแสดงและงานสาธารณกุศลก็ล้นมืออยู่แล้ว แต่ก่อนหน้านั้นก็เคยลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2538 ในนามพรรคนำไทย มาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ไม่ได้รับเลือกตั้ง

ซึ่งด้านงานการแสดงนั้น เจ้าตัวเคยให้สัมภาษณ์ว่าเป็นบุคคลที่เลือกรับบท โดยจะรับบทเฉพาะดี ๆ แตกต่างจากเอกพันธ์น้องชาย เนื่องจากเคยเป็นพระเอกมาก่อน และเคยได้รับรางวัลนักแสดงนำชายมาแล้วถึง 5 รางวัลด้วยกัน 22 ตุลาคม พ.ศ. 2559 บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ผู้จัดการฝ่ายกิจกรรมพิเศษมูลนิธิร่วมกตัญญู พระเอกชื่อดังเข้าอุปสมบทอย่างเรียบง่าย ณ อุโบสถวัดบางแวก แขวงคูหาสวรรค์ เขตภาษีเจริญ

เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้และถวายความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยพิธีอุปสมบทครั้งนี้มีท่านพระครูธีรธรรมานันท์ เจ้าคณะแขวงบางแวก เจ้าอาวาสวัดบางแวก เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาทางพระพุทธศาสนาว่า อาจิตปุญโญ แปลว่า ผู้ทำบุญไว้ดีแล้ว ปัจจุบัน บิณฑ์ เป็นผู้จัดการกิจกรรมพิเศษ มูลนิธิร่วมกตัญญู ดูแลบริหารจัดการอาสาสมัครทั่วประเทศ

เขาเป็นอาสาสมัครที่ไม่ได้รับค่าตอบแทนใดๆ และทำงานมานานกว่า 24 ปีบิณฑ์เป็นดาราหมายเลขหนึ่งที่ทำงานมูลนิธิแห่งนี้ เขาเข้ามาช่วยพัฒนาปรับปรุงการทำงานและวิธีการช่วยเหลือคนในเหตุการณ์ภัยพิบัติ และการเก็บศพ ผู้กำกับปัญญา-เรณูคนนี้ มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการทำให้อาสาสมัครมูลนิธิต่างๆ ทำงานร่วมกันอย่างสมานฉันท์ ไม่แก่งแย่งชิงดีชิงดี และทำให้อาสาสมัครเกิดความภาคภูมิในสิ่งที่ทำ

หากจะเรียกเขาว่า ‘ฮีโร่’ หรือคนดีของสังคม คงไม่เกินเลยไป เพราะเหตุการณ์ภัยพิบัติที่ผ่านมา เขาไม่เคยพลาด โดยเฉพาะเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ เขาลุยน้ำทุกวัน จนเท้าเปื่อย… ทำไมถึงทำงานให้มูลนิธิร่วมกตัญญูยาวนานกว่า 24 ปี ผมมีความคิดอยากช่วยคนตั้งแต่เด็ก ไม่ได้คิดว่าต้องมาเก็บศพ แต่ผมรู้สึกว่า มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งและมูลนิธิร่วมกตัญญูช่วยเหลือคนจนและชาวบ้านโดยตรง

ผมเป็นเด็กต่างจังหวัด แต่ละปีผมจะได้รับการช่วยเหลือ ทั้งเรื่องอุปกรณ์การเรียนและเสื้อผ้าใหม่ๆ ผมก็เลยคิดว่า ถ้าผมมีโอกาสผมจะตอบแทน จนกระทั่งผมเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ แม้ผมจะเป็นพลเมืองดีคอยช่วยเหลือคนอื่น แต่ตอนนั้นยังไม่ได้ทำงานมูลนิธิร่วมกตัญญู กระทั่งได้มาแสดงภาพยนตร์เป็นพระเอกได้ 2-3 ปี จนมีเหตุการณ์ตึกถล่มหน้าโรงหนังเอเธนส์ ณ วันนั้นผมได้เข้ามาทำงานร่วมกับมูลนิธิร่วมกตัญญูเต็มตัว

ครั้งนั้นได้เห็นภาพข่าวจากรายการทีวีต้องการความช่วยเหลือแบบเร่งด่วนทั้งเรื่องอุปกรณ์และคน เพราะมีคนติดอยู่ด้านในกว่า 10 ราย ผมรีบเดินทางไปที่นั่น เมื่อมาถึงอาสาสมัครของมูลนิธิทั้งสองกำลังช่วยกันขุดเพื่อช่วยคน ตอนนั้นผมเพิ่งเล่นหนัง ร่างกายแข็งแรง ก็เลยเดินเข้าไปขอเครื่องมือมาช่วยขุดหาคนเจ็บและผู้เสียชีวิต ขุดตั้งแต่สองทุ่มถึงเที่ยงคืน จนเจอผู้ได้รับบาดเจ็บคนแรก ตั้งแต่นั้นมาทางมูลนิธิร่วมกตัญญูก็เอาชุดมาให้ใส่

นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นอาสาสมัคร ? เมื่อ 24 ปีที่แล้วมีคนบอกว่า พี่ทำงานทุ่มเทขนาดนี้มาเป็นสมาชิกมูลนิธิไหม นั่นเป็นความตั้งใจตั้งแต่เด็กและเป็นจังหวะชีวิต ผมถูกตั้งให้เป็น’รหัสดาราหมายเลขหนึ่ง’ในงานอาสาสมัครมูลนิธิฯ หลังจากนั้นมีเหตุการณ์ภัยพิบัติใหญ่ในภาคใต้ มีคนเสียชีวิต 300-400 ศพ ผมเดินทางไปครั้งแรกเป็นเวลา 7 วัน ในเหตุการณ์ภัยพิบัติใหญ่ๆ ผมจะอยู่ที่นั่นตลอด ไม่เคยพลาด

การช่วยชีวิตคนในเหตุการณ์ภัยพิบัติ คุณต้องฝึกทักษะอะไรเพิ่มเติม? ต้องมีการเรียนรู้ ฝึกอบรม ปฏิบัติจริง แรกๆ อาศัยครูพักลักจำ เคยเจอเหตุการณ์คนเจ็บและผู้เสียชีวิตก็สามารถแก้ไขสถานการณ์ได้ จนได้เรียนรู้กับรุ่นพี่ที่ทำงานในพื้นที่มานาน ถ้ามีเวลาว่างจากงานบันเทิง ผมก็ทำงานอาสาสมัครค่อยๆ สะสมความรู้ เรียนรู้การปฐมพยาบาลเบื้องต้นจากสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน

ต้องรู้ว่าเวลาคนได้รับบาดเจ็บขาหักจะช่วยเหลืออย่างไรให้ถูกต้อง จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีทักษะในการช่วยชีวิตคน สมัยก่อนเวลาเจอคนประสบอุบัติเหตุ บางครั้งอาสาสมัครไม่รู้ว่าเขาเจ็บตรงไหนแล้วเข้าไปยกหรืออุ้ม โดยไม่รู้วิธี ซึ่งอาจทำให้คนเจ็บเป็นอัมพาตตลอดชีวิต ไม่ว่าอาสาสมัครมูลนิธิไหน ก็ต้องเรียนรู้เรื่องการช่วยชีวิตคนอย่างถูกต้อง การเรียนรู้ตรงนี้เป็นสิ่งที่ดีมาก เมื่อผมเข้ามาทำงานอาสาสมัคร ผมก็ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงพัฒนาการทำงานให้ดีขึ้น

เข้าไปช่วยวางระบบการทำงานอาสาสมัครในหลายๆ เรื่อง ? เมื่อเข้าไปทำงานในมูลนิธิฯ ผมได้เห็นว่า บางอย่างที่ปฏิบัติต่อๆ กันมาไม่ถูกต้อง แรกๆ ยังไม่พูด เมื่อมีสื่อให้ความสนใจมากขึ้น การทำงานจะให้เหมือนเดิมไม่ได้แล้ว ผมค่อยๆ พัฒนาและให้กำลังใจคนทำงาน อาสาสมัครก็รู้สึกมีกำลังใจ เพราะมีคนดังมาทำงานด้วย จากที่เมื่อก่อนมีการแย่งศพระหว่างมูลนิธิฯ มีคำถามมากมายว่าแย่งศพกัน

เพื่ออะไร ต้องการค่าหัวหรือ ผมก็อธิบายให้สื่อฯฟังว่า พวกเขาแย่งศพกัน เพื่อผลงานของมูลนิธิฯ และผมได้อธิบายให้อาสาสมัครเข้าใจว่า ทำอย่างนั้นไม่ถูกต้อง ผมเชิญผู้บริหารทั้งสองมูลนิธิ คือ ร่วมกตัญญูและป่อเต็กตึ๊งมานั่งคุยกัน เพื่อตกลงการแบ่งเขตในการช่วยเหลือคน อาสาสมัครจะได้ไม่ตีกัน ก็เริ่มพัฒนาไปเรื่อยๆ ปัจจุบันมีดารามาเป็นอาสาสมัครและนักการเมืองมาช่วยดูแลมูลนิธิฯเพื่อประโยชน์ของสังคมมากขึ้น

คุณมีส่วนในการเปลี่ยนแปลงพัฒนามูลนิธิร่วมกตัญญูให้ดีขึ้น ? ก็ไม่ใช่ทั้งหมด ผมเป็นแค่ตัวกระตุ้น ทำให้พวกเขามีกำลังใจทำงาน เมื่อก่อนมีแต่คนดูถูกคนทำงานเก็บศพว่า เป็นงานชั้นต่ำ ช่วงแรกที่ผมเข้ามาทำงาน คนก็หาว่าสร้างภาพ แฟนก็บังคับไม่ให้มาเก็บศพหรือทำงานแบบนี้ จากนั้นแฟนก็บอกเลิก ทั้งๆ ที่ผมไม่เห็นว่าจะผิดตรงไหน เมื่อก่อนใครเจ็บ ใครป่วย ใครตาย จะเรียกอยู่สองมูลนิธิคือ

ร่วมกตัญญูและป่อเต็กตึ๊ง ตอนนั้นอุปกรณ์การช่วยเหลือชีวิตคนมีประสิทธิภาพไม่ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ อย่างพวกเปลยก ผ้าห่อศพ หรือการช่วยคนติดอยู่ในรถ การทำงานในอดีตต้องใช้เครื่องมืองัดเพื่อช่วยคนออกมา แต่ปัจจุบันมีเครื่องมือที่ดีขึ้นใช้เวลาไม่นาน และทุกอำเภอทุกตำบลมีอาสาสมัครประจำ ทำให้งานอาสาสมัครพัฒนาดีขึ้น คนภายนอกก็ให้เกียรติคนทำงานจิตอาสา

ใช้ความเป็นดาราช่วยหาเงินเพื่อจัดซื้ออุปกรณ์ช่วยชีวิตคน? ใช่ครับ คนก็ชื่นชมเราส่วนหนึ่ง ยิ่งเรามาทำงานตรงนี้ คนก็เกิดความศรัทธาในตัวเรา เพราะเขารู้ว่า เราทำงานจริงจังไม่ได้สร้างภาพ เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ทุกอย่าง อย่างดาราบางคนมาเป็นอาสาสมัครแค่ 5-6 เดือนเจอความลำบากก็ออกไป เหลือแต่คนที่มีจิตอาสาจริงๆ ซึ่งการทำงานแบบนี้ก็มีพวกนักเลงคอยหาเรื่องบ้าง

แต่ผมรู้สึกว่า เราต่างมาช่วยเหลือคนเหมือนกัน สามารถมีมิตรไมตรีต่อกันระหว่างมูลนิธิ บางครั้งอาสาสมัครก็มีอารมณ์บ้าง เราก็ช่วยให้เกิดความสามัคคี เพราะเมื่อก่อนมีการแบ่งเขต แบ่งพื้นที่ คุณเอาแรงมาจากไหนมากมายเพื่อช่วยเหลือคน? ถ้าวันไหนผมไม่ได้ลงไปช่วยคนสักวัน ผมจะรู้สึกผิด อย่างวันนี้ (8 พฤศจิกายน 2554) ผมไม่น่ามาเตะบอล เพราะคนแถวเพชรเกษม 120 โทรมาหาผมตั้งแต่เช้า

พวกเขาต้องการสิ่งของ ถ้าผมไม่เข้าไป ลูกน้องผม 10-20 คนก็ไม่ได้ไป ผมอยากให้พวกเขาพัก เพราะทำงานมาเป็นเดือนไม่ได้พักเลย บางครั้งอยากจะนอนอยู่บ้านสักวันสองวัน ก็ทำไม่ได้ เพราะคนกำลังลำบาก เราจะมานอนเฉยๆ ไม่ได้ ในเฟซบุ๊คผมมีคนบอกว่า “พี่บิณฑ์…ช่วยพี่น้องประชาชน ก็เหมือนช่วยในหลวงอีกแรง เพราะพวกเขาเป็นประชาชนของในหลวง หลายคนยกย่องว่าคุณเป็นคนดี คุณรู้สึกอย่างไร ก็ดีใจ

สิ่งที่ผมทำไม่สูญเปล่า ผมเป็นดาราที่ไม่ได้สังกัดสถานีช่องไหน เราทำอะไรก็ไม่มีใครสนใจ อย่างดาราประจำสถานีช่องนั้นช่องนี้ มีสื่อคอยตามทำข่าว แม้จะลงพื้นที่แค่ครั้งเดียวก็เป็นข่าว ส่วนเราลงไปช่วยเหลือคนเป็นร้อยๆ ครั้งมีข่าวออกมาครั้งเดียวหรือสองครั้ง การช่วยเหลือเรื่องใดที่คนส่วนใหญ่มองข้าม บางเรื่องคนก็นึกไม่ถึง ศูนย์อพยพบางแห่ง ถ้าไม่มีคนบริจาค ผู้ประสบภัยก็ต้องอด ถ้าจะรอให้รัฐส่งอาหารให้
คงไม่ไหว ทุกคนอาจมองข้ามเรื่องนี้ พอน้ำท่วมใหญ่ที่ไหน คนก็บริจาคเยอะที่นั่น บางจุดยังขาดแคลน ไม่มีคนเข้าไป ซึ่งหลายหน่วยงานมองข้ามเรื่องนี้

Leave your vote

0 points
Upvote Downvote

Total votes: 0

Upvotes: 0

Upvotes percentage: 0.000000%

Downvotes: 0

Downvotes percentage: 0.000000%

Comments

comments

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here