ยิ่งกว่าละครหลังข่าว! เปิดเรื่องจริง “ดาบเวศ ตำรวจสู้ชีวิต” พร้อมเผยเหตุที่รับงานละครกว่า 100 เรื่อง (ภาพ-รายละเอียด)

0
299

ยิ่งกว่าละครหลังข่าว! เปิดเรื่องจริง “ดาบตำรวจสู้ชีวิต” พร้อมเผยเหตุที่รับงานละครกว่า 100 เรื่อง (ภาพ-รายละเอียด)

แม้ไม่ใช่พระเอก หรือดาราดัง แต่หลายคนคงคุ้นหน้ากว่าดาราหลายคน สำหรับนักแสดงตัวประกอบ ที่รับบท “ตำรวจ” อยู่ตลอด จนทำหลายคนเห็นจนชินตา แต่พอถามว่าเขาเป็นใคร ในชีวิตจริงเขาก็เป็นตำรวจ มีชื่อว่า “ด.ต.สิริเวศ เจริญชนม์” ตำรวจสู้ชีวิต หากว่างจากงานราชการ ก็จะรับหน้าที่ เฝ้าร้านทอง , เฝ้าธนาคาร , ร้านสะดวกซื้อ แถมรับงานในวงการบันเทิงด้วย

สำหรับดาบตำรวจสิริเวช เจริญชนม์ หนุ่มตำรวจในชีวิตจริง ที่หลายคนคุ้นหน้าคุ้นตากัน จากการรับบทเป็นตำรวจในละครเป็น 100 เรื่อง เริ่มเข้าวงการแสดง จากนั้นก็เริ่มมีงานแสดงตามมาอีกมากมายโดยมักจะได้รับบทเป็นตำรวจอยู่เสมอ ด.ต.สิริเวช เจริญชนม์ เป็นลูกคนกลางจากพี่น้องทั้งหมด 5 คน เกิดที่ จ.สุราษฎร์ธานี จากครอบครัวชาวสวนยางฐานะยากจน มีความใฝ่ฝันอยากเป็นตำรวจ

เพื่อแบ่งเบาภาระทางบ้าน ในวัยเด็ก ด.ต.สิริเวช เจริญชนม์ เรียนจบชั้น ป.6 จากโรงเรียนบ้านควนเนียง อำเภอบ้านนาสาน จบมัธยมศึกษาตอนต้นที่โรงเรียนพรุพีพิทยาคม จบ ปวช.สาขาช่างยนต์ โรงเรียนเทคโนโลยีภาคใต้ จากนั้นเขาได้สมัครเข้าเรียนระดับปวส.ที่โรงเรียนเทคนิค จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และในช่วงนั้นมีการเปิดสอบคัดเลือกตำรวจทั่วประเทศ จำนวน 300 อัตรา

เขาจึงตัดสินใจเข้าสอบและเขาก็สามารถสอบเข้าตำรวจได้สำเร็จจึงขอลาออกจากโรงเรียนเทคนิคทันที ต่อมาในปี พ.ศ.2537 ว่าที่พลตำรวจสิริเวช จึงได้มุ่งหน้าก้าวสู่ทางฝันสมกับความตั้งใจ โดยมีแค่เสื้อผ้าสำหรับสวมใส่เพียง 5 ชุดในกระเป๋าเดินทาง เข้ามาเรียนที่โรงเรียนตำรวจ จังหวัดนครปฐม ในหลักสูตรเร่งรัด 4 เดือนปีพ.ศ.2538 เขาได้ถูกเรียกตัวเข้ารับราชการตำรวจที่กรุงเทพฯ ในคำสั่งบรรจุแต่งตั้งตำแหน่งยศพลตำรวจ

ที่สถานีตำรวจดับเพลิงลาดยาว แผนกช่างซ่อมบำรุง ซึ่งสาเหตุที่เข้าวงการบันเทิง เจ้าตัวเปิดเผยว่า “เมื่อครั้งที่ตนรับราชการตำแหน่งพลตำรวจ ที่สถานีตำรวจดับเพลิงลาดยาว มีอยู่วันหนึ่งในช่วงรอเหตุ ได้มีกองถ่ายละครจากค่ายกันตนา ได้มาติดต่อให้ตำรวจไปเล่นละครเป็นตัวประกอบเรื่อง “สารวัตรเถื่อน” ก็เลยชอบงานแสดงตั้งแต่นั้นมา เงินเดือนในการรับราชการตำรวจกับภาระที่ต้องดูแลลูกเมียนั้นไม่เพียงพอ

จึงต้องหาอาชีพเสริม นอกจากการรับบทตำรวจ  ตนทำมาแล้วตั้งแต่การเฝ้าธนาคาร ร้านทอง จนถึง โชเฟอร์แท็กซี่ นับว่าเป็นคนสู้ชีวิตคนหนึ่งจริงๆ ถือเป็นแบบอย่างดีที่ให้กับน้องๆ เพื่อนข้าราชการ ได้นำเป็นแบบอย่างในความสู้ชีวิต ทำอาชีพสุจริต สำหรับอาชีพตำรวจนั้น เป็นอาชีพที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนในสังคม เพื่อให้บ้านเมืองเกิดความสงบเรียบร้อย ค่อยรักษาความปลอดภัยให้กับผู้คนในสังคม

อาชีพตำรวจจึงเป็นอาชีพที่มีเกียรติมีศักดิ์ศรี ซึ่งเป็นงานที่เสียสละเพื่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองและประชาชนลักษณะงานที่เกี่ยวข้องกับอาชีพ ป้องกันการกระทำผิด ปราบปรามการกระทำผิด รักษาความสงบเรียบร้อย บรรเทาทุกให้กับประชาชน อื่นๆ คุณสมบัติของผู้ประกอบอาชีพ มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ มีความอดทน มีทักษะทางด้านกีฬา เช่น ว่ายน้ำ วิ่ง มีความซื่อสัตย์สุจริต รักความยุติธรรม

มีความเสียสละทั้งแรงกายแรงใจ มีความกล้าหาญ มีระเอียดความรอบคอบ มีระเบียบวินัย มีบุคลิกภาพและมีความสูงตามที่กำหนดไว้ อื่น ๆ แนวทางพัฒนาอาชีพ ตำตรวจชั้นต่ำกว่าประทวน ตำรวจชั้นประทวน ตำรวจชั้นสัญญาบัตร
ตำรวจตระเวนชายแดน ตำรวจกรมป่าไม้ ตำรวจภูธร ตำรวจทางหลวง ตำรวจจราจร ตำรวจสันติบาล ตำรวจรถไฟ
ตำรวจน้ำ ตำรวจกองปราบ ตำรวจนครบาล ตำรวจสภา ตำรวจวัง ตำรวจหลวง

ตำรวจปฏิบัติราชการลับ ตำรวจดับเพลิง ตำรวจไอซีที บอดี้การ์ด อื่น ๆ แหล่งความรู้เพิ่มเติม นับว่าอาชีพตำรวจ คือ อาชีพที่ต้องทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจ เพื่อให้บ้านเมืองเกิดความสงบเรียบร้อย ตำรวจจึงพร้อมที่จะสละชีวิตทุกเมื่อเพื่อปกป้องความยุติธรรม อาชีพตำรวจเป็นอาชีพที่น่ายกย่อง ชื่อเรียกตำรวจในประเทศไทย คำว่า โปลิศ เป็นคำที่มาจากภาษาอังกฤษคือ Police ใช้เรียกผู้ทำหน้าที่ตำรวจที่จัดตั้งอย่างเป็นองค์กรเป็นครั้งแรก

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โดยได้ทรงพระกรุณาฯโปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้นายร้อยเอก แซมมวล โยเซฟ เบิร์ด เอมส์ เป็นผู้จัดตั้งกองโปลิศเมื่อ พ.ศ. 2403 มีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศแทนข้าหลวงกองจับและกองตระเวนซ้ายขวา องค์กรตำรวจที่ตั้งขึ้นใหม่นี้โดยมากจ้างพวกแขกมลายูและแขกอินเดียมาเป็นตำรวจเรียกกองตำรวจนี้ว่ากองโปลิศคอนสเตเบิ้ล ต่อมาจึงมาใช้คนไทย

คำว่า พลตระเวน เป็นคำที่แปลงคำเรียกตำรวจอีกคำหนึ่งคือ COP ย่อมาจาก Constable of Patrol เป็นคำภาษาอังกฤษ แปลว่า ตำรวจลาดตระเวน หรือ พลตระเวน โดยหลังจากที่ทรงพระกรุณาฯโปรดเกล้าฯตั้งกองโปลิศ เมื่อปี พ.ศ. 2403 แล้ว ต่อมาก็ได้เปลี่ยนชื่อกองโปลิศ เป็นกองพลตระเวน ซึ่งในรัชสมัยรัชกาลที่ 5 นี้ มีองค์กรที่ทำหน้าที่ตำรวจ 2 หน่วย คือ กองพลตระเวนขึ้นกับกระทรวงนครบาล

กับกรมตำรวจภูธร ขึ้นกับกระทรวงมหาดไทย ทั้ง 2 หน่วยนี้ต่างทำหน้าที่เป็นตำรวจเช่นเดียวกัน ต่อมา พ.ศ. 2458 สมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ได้ทรงโปรดเกล้าฯ รวมกองพลตรวะเวนกับกรมตำรวจภูธร เรียกชื่อว่า “กรมตำรวจ” คำว่า “ตำรวจ” เป็นคำที่ยืมมาจากภาษาเขมรคือคำว่า ตรวจ ตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 ได้กำหนดอำนาจหน้าที่ตำรวจไว้ใน ลักษณะที่ 1 บททั่วไป มาตรา 6

สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นส่วนราชการมีฐานะเป็นนิติบุคคลอยู่ในบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี และมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ ตำรวจจราจรไทย รักษาความปลอดภัยสำหรับองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาทผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ พระบรมวงศานุวงศ์ ผู้แทนพระองค์ และพระราชอาคันตุกะ ดูแลควบคุมและกำกับการปฏิบัติงานของข้าราชการตำรวจซึ่งปฏิบัติการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

ป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางอาญา รักษาความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยของประชาชนและความมั่นคงของราชอาณาจักร ปฏิบัติการอื่นใดตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของข้าราชการตำรวจหรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ช่วยเหลือการพัฒนาประเทศตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมา ปฏิบัติการอื่นใดเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้การปฏิบัติการตามอำนาจหน้าที่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

อำนาจของตำรวจตามพฤตินัย ตำรวจมีแนวทางในการประพฤติปฏิบัติหน้าที่ ตามประเพณีที่เป็นแบบอย่างดังนี้ ตำรวจมีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองและมีอำนาจจะสอบสวน จับกุม คุมขัง ปราบปราม เป็นเครื่องมือสำคัญในการปฏิบัติหน้าที่อำนาจเหล่านี้สามารถสร้างคุณและโทษได้เท่าๆ กัน สุดแต่การใช้ ตำรวจทุกคนจึงจำเป็นต้องควบคุมจิตใจให้มั่นคง

ประวัติตำรวจไทย ก่อน พ.ศ. 2403 มีการพบหลักฐานกิจการตำรวจที่เก่าแก่ที่สุดของไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยา แผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ โปรดเกล้าฯ ให้ตราระเบียบการปกครองบ้านเมืองเป็น 4 เหล่า เรียกว่า จตุสดมภ์ ได้แก่ เวียง วัง คลัง นา ซึ่งโปรดเกล้าฯ ให้มีตำรวจขึ้นด้วยและให้ขึ้นอยู่กับกรมเวียง มีเจ้าพระยาจักรีศรีองครักษ์สมุหนายกอัครมหาเสนาบดี เป็นผู้บังคับบัญชา

กิจการตำรวจครั้งนั้นแบ่งออกเป็นตำรวจพระนครบาล ตำรวจภูธร ส่วนตำรวจหลวงให้ขึ้นอยู่กับวัง มีเจ้าพระยาธรรมาธิบดีศรีรัตนมณเฑียรบาล เป็นผู้บังคับบัญชา และโปรดเกล้าฯ ให้ตราศักดินาของตำรวจไว้เป็นบรรทัดฐานในบทพระอัยการระบุตำแหน่งนายพลเรือน เช่นเดียวกับข้าราชการฝ่ายอื่น ดังนี้ ตำรวจภูธร หลวงวาสุเทพ เจ้ากรมมหาดไทย ตำรวจภูธร ศักดินา 1000 ขุนพิศณุแสนปลัดขวา ศักดินา 600

ตำรวจภูบาล หลวงเพชรฉลูเทพ เจ้ากรมมหาดไทย ตำรวจภูบาลศักดินา 1000 ขุนมหาพิชัย ปลัดขวา ศักดินา 600 ขุนแผลงสะท้าน ปลัดซ้าย ศักดินา 600 นอกจากนี้ยังมีเอกสารหลายชิ้นที่แสดงว่าบุคคลที่จะเป็นตำรวจได้นั้นต้องคัดเลือกจากผู้ที่มีชาติกำเนิดสืบเชื้อสายมาจากตระกูลที่ได้ทำคุณความดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และต้องเป็นบุคคลที่ทรงวางพระราชหฤทัย การบังคับบัญชาตำรวจก็ต้องขึ้นตรงต่อพระมหากษัตริย์

โดยเฉพาะแต่พระองค์เดียว กิจการตำรวจในยุคนี้จะจัดตั้งเพื่อให้ทำหน้าที่ในวงจำกัด และมิได้ขยายไปยังส่วนการปกครองทั่วประเทศเท่าไหร่นัก แต่เมื่อเหตุการณ์บ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไป มีการติดต่อกับชาวต่างประเทศมากขึ้น กรมตำรวจจึงได้รับความสนใจที่จะปรับปรุงรูปแบบเพื่อให้เป็นไปตามแบบอย่างประเทศตะวันตก การแบ่งส่วนราชการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แบ่งส่วนราชการดังนี้ ก. สำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

แบ่งเป็นส่วนราชการที่มีฐานะเทียบเท่ากองบัญชาการ ดังต่อไปนี้ (๑) สำนักงานยุทธศาสตร์ตำรวจ (๒) สำนักงานส่งกำลังบำรุง (๓) สำนักงานกำลังพล (๔) สำนักงานงบประมาณและการเงิน (๕) สำนักงานกฎหมายและคดี (๖) สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (๗) สำนักงานจเรตำรวจ (๘) สำนักงานตรวจสอบภายใน ข. กองบัญชาการหรือส่วนราชการที่มีฐานะเทียบเท่ากองบัญชาการ ดังต่อไปนี้

(๑) กองบัญชาการตำรวจนครบาล (๒) – (๑๐) ตำรวจภูธรภาค ๑ – ๙ (๑๑) ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (๑๒) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (๑๓) กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (๑๔) กองบัญชาการตำรวจสันติบาล (๑๕) สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (๑๖) กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (๑๗) สำนักงานนายตำรวจราชสำนักประจำ (๑๘) สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ (๑๙) สำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (๒๐) กองบัญชาการศึกษา (๒๑) โรงเรียนนายร้อยตำรวจ (๒๒) โรงพยาบาลตำรวจ

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here