‘ซีพี’ เปิดขายทุเรียน ‘ลูกละ 11,000 บาท-ส่งฟรี’ พันธ์หายากเก็บจากต้นที่มีอายุกว่า 100 ปี! (ภาพ-รายละเอียด)

0
446

‘ซีพี’ เปิดขายทุเรียน ‘ลูกละ 11,000 บาท-ส่งฟรี’ พันธ์หายากเก็บจากต้นที่มีอายุกว่า 100 ปี! (ภาพ-รายละเอียด)

วันที่ 3 พ.ค. 2561 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ 24catalog.com ในเครือซีพี มีการเปิดรับสั่งจองทุเรียน”พันธุ์กบชายน้ำ” โดยระบุว่าเป็นทุเรียนพันธุ์หายาก เก็บจากต้นที่มีอายุกว่า 100 ปี สนนราคามี 2 แบบ 1.จำนวน 1 ลูก ราคา 11,000 บาท น้ำหนักไม่รวมกล่องประมาณ 1.5-2.0 กิโลกรัม 2.จำนวน 2-3 ลูก ราคา 32,000 บาท น้ำหนักไม่รวมกล่องประมาณ 4.5-6.0 กิโลกรัม เปิดรับจองตั้งแต่วันที่ 8-18 พ.ค. 256

ระยะเวลาการส่งสินค้า 25 พฤษภาคม เป็นต้นไป โดยให้จองผ่านคอลเซนเตอร์ 24 shopping พร้อมจัดส่งสินค้าฟรีตามที่อยู่ของลุกค้ เจ้าหน้าที่จาก 24catalog กล่าวว่า การเปิดรับจองทุเรียนพันธุ์ดังกล่าว เป็นพันธุ์หายาก ปลูกที่จ.ปราจีนบุรี และปลูกในสวนที่ปลูกแบบออร์แกนิค ไม่ใช้ยาฆ่าแมลง และได้รับรางวัลจากกรมส่งเสริมการเกษตร โดยจะเปิดให้จองผ่านคอลเซ็นเตอร และรับจองเฉพาะสมาชิกเท่านั้น และไม่เฉพาะแต่พันธุ์กบชายน้ำเท่านั้น

พันธุ์หมอนทองก็เปิดรับจองในราคาลูกละ 699 บาท จัดส่งฟรีเช่นกัน ทางด้านนายเกรียงศักดิ์ อุดมสิน เจ้าของสวนจิตนิยม อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี เปิดเผยว่า โครงการเปิดรับจองทุเรียนดังกล่าว เป็นความร่วมมือกับซีพี ผ่าน 24catalog เป็นโครงการตัวอย่างเพื่อต้องการยกระดับการผลิตและขายสินค้าของเกษตรกรให้มีคุณภาพ และทำให้จำหน่ายได้ในราคาที่สูงขึ้น เป็นการทดลองกันครั้งแรก เบื้องต้นทาง 24catalog จองทุเรียนพันธุ์ ดังกล่าวไว้ประมาณ 200 ลูก

โดยที่สวนมีทุเรียนพันธุ์กบชายน้ำอยู่ประมาณ 20 ต้น มีผลผลิตเฉลี่ยต้นละ 300 ลูก ซึ่งทุกปีมีการจองจากลูกค้าผู้ที่ชื่นชอบไว้หมดแล้ว หากดูจากเศรษฐกิจตลาดตอนนี้เรียกว่าสินค้า ปรับราคาขึ้น เดือนเม.ย.พุ่งปรี๊ด รอบ 14 เดือน จากน้ำมัน-ผัก-ผลไม้แพง พบมะนาว คะน้า ราคาปรับสูงขึ้น รวมถึงทุเรียน เงาะ ลำไย พาณิชย์ ชี้ มาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ทำคนมีเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้น..

เมื่อวันที่ 1 พ.ค. น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป หรือเงินเฟ้อ เดือน เม.ย.61 อยู่ที่ 101.57 ขยายตัว 1.07% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และหากเทียบเดือน มี.ค.61 ขยายตัว 0.45% ทั้งนี้เป็นการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 10 และเป็นอัตราที่สูงที่สุดในรอบ 14 เดือน

ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ย 4 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-เม.ย.61) เพิ่มขึ้น 0.75% ซึ่งเป็นอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในกรอบคาดการณ์ปีนี้ของกระทรวงพาณิชย์ที่ 0.7-1.7% โดยมีสาเหตุสำคัญจากการปรับตัวสูงขึ้นของราคาพลังงาน, การลดลงของผลผลิตสินค้าเกษตรบางตัว และกำลังการบริโภคเฉลี่ยของประชาชนที่ยังอยู่ในเกณฑ์ดี ในขณะที่ต้นทุนราคาสินค้าอุตสาหกรรมโดยรวมยังชะลอตัว

สอดคล้องกับเครื่องชี้วัดด้านการใช้จ่าย การลงทุน และต้นทุนการผลิต ซึ่งชี้ว่าการเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อที่ผ่านมาเป็นผลจากปัจจัยด้านความต้องการใช้จ่ายและการลงทุนมากกว่าผลด้านต้นทุนและการผลิต นอกจากนี้ในเดือน เม.ย. 61 ดัชนีหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ อยู่ที่ 101.71 เพิ่มขึ้น 0.68% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 0.78% จากเดือน มี.ค. 61 ส่วนดัชนีหมวดอื่น

ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม อยู่ที่ 101.51 เพิ่มขึ้น 1.31% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 0.26% จากเดือน มี.ค. 6 สำหรับการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าในเดือน เม.ย.61 จากรายการสินค้าทั้ง 422 รายการ ที่นำมาคำนวณดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) หรืออัตราเงินเฟ้อทั่วไป พบว่า สินค้า 239 รายการมีราคาสูงขึ้น เช่น ข้าวสารเจ้า, ขนมปังปอนด์, ผักสด, ผลไม้สด, กุ้งขาว, ก๊าซหุงต้ม

ค่ากระแสไฟฟ้า และน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นต้น ส่วนสินค้าที่ราคาลดลงมี 112 รายการ เช่น เนื้อสุกร, ไก่สด, ไข่ไก่, ข้าวสารเหนียว น้ำยาล้างห้องน้ำ, สบู่ และน้ำปลา เป็นต้น ในขณะที่มีสินค้าอีก 71 รายการที่ราคาไม่เปลี่ยนแปลง ทั้งนี้การเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อที่เข้าสู่กรอบคาดการณ์ในเดือนนี้ แม้ส่วนหนึ่งจะมีปัจจัยสนับสนุนจากการเพิ่มขึ้นของราคาพลังงาน และการปรับตัวของราคาสินค้าเกษตรที่สำคัญบางชนิด

โดยเฉพาะผักสดที่ปรับสูงขึ้น 6.82% เช่น มะนาว, หัวผักกาด, คะน้า, ถั่วฝักยาว, ผักกวางตุงแตงกวา, ผักกาดขาว, มะเขือเทศ, ต้นหอม และกะหล่ำปลี เป็นต้น ส่วนผลไม้ปรับขึ้น 0.53% เช่น ทุเรียน เงาะ ลองกอง และลำไย แต่เครื่องชี้วัดต่างๆ โดยรวมยังสะท้อนว่าการบริโภคและการใช้จ่ายของภาครัฐและเอกชนยังอยู่ในระดับที่ดี ประกอบกับการจ้างงาน การจัดเก็บรายได้ การผลิตภาคอุตสาหกรรม

และการหมุนเวียนของปริมาณเงินในระบบยังอยู่ในระดับที่เอื้อต่อการบริโภคส่วนการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. ไม่พบว่าส่งผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อในเดือน เม.ย.ให้เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด ซึ่งการเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อในเดือนนี้เป็นผลจากราคาพลังงาน และผักสด ในขณะที่ราคาอาหารนอกบ้าน เพิ่มขึ้นจาก มี.ค.เพียง 0.05% เท่านั้น ดังนั้นจึงมองไม่เห็นผลกระทบ

ในการปรับขึ้นราคาสินค้าจากการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำตั้งแต่ต้นเดือน เม.ย.ที่ผ่านมาอย่างไรก็ตามคาดว่าอัตราเงินเฟ้อในระยะต่อไปจะเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคบางส่วนเริ่มคาดการณ์สถานการณ์ด้านราคาสินค้าและบริการว่าจะเพิ่มสูงขึ้นตามราคาพลังงาน ประกอบกับโครงการลงทุนของภาครัฐและเอกชนเริ่มดำเนินการได้เป็นรูปธรรม ส่งผลให้ความต้องการและราคาสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โดยประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อในช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้จะอยู่ในกรอบเป้าหมาย นโยบายการเงินที่รัฐบาลตั้งไว้ที่ 1-4และคาดว่าทั้งปีนี้เงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ในกรอบที่กระทรวงพาณิชย์คาดการณ์ไว้ที่ 0.7-1.7% ได้สำหรับช่วงเดือนที่เหลือของปีนี้ คาดว่าการจับจ่ายใช้สอย การบริโภคจะเพิ่มมากขึ้นหลังจากที่ส่วนหนึ่งภาครัฐออกมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ทำให้ประชาชนมีเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้ม

สามารถช่วยลดค่าครองชีพให้แก่ประชาชนในกลุ่มดังกล่าวลงได้ 7.2% ซึ่งหากรัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือด้านราคาสินค้าเกษตรอีกส่วนหนึ่ง จะส่งผลดีต่อกำลังซื้อ การจับจ่ายใช้สอย และส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวมได้ ส่วนเรื่องดัชนีผู้บริโภคสูงรอบ40เดือน ท่องเที่ยว-ส่งออก-เกษตรปรับตัวดีขึ้น ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน เม.ย. เพิ่มสูงสุดในรอบ 40 เดือน

หลังเศรษฐกิจฟื้นตัวจากภาคการส่งออกและท่องเที่ยว ส่วนสินค้าเกษตรหลายตัวราคาปรับตัวดีขึ้น จับตาแนวโน้มน่าจะดีต่อเนื่อง คาดครึ่งปีหลัง ผู้บริโภคจะเริ่มกลับมาจับจ่ายใช้สอยคึกคัก และผลักดันให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้โตที่ 4.2–4.6% ได้ นายธนวรรธน์ พลวิชัย รองคณบดีฝ่ายวิจัยและผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน เม.ย.2561 อยู่ที่ 80.9 เพิ่มขึ้นจากเดือน มี.ค. ที่ 79.9 เป็นค่าดัชนีที่สูงสุดในรอบ 40 เดือนนับตั้งแต่เดือน ม.ค.2558 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในปัจจุบันอยู่ที่ 55.3 ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในอนาคตอยู่ที่ 91.9 ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับ เศรษฐกิจโดยรวมอยู่ที่ 67.8 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหา งานทำอยู่ที่ 75.8

และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ 99.1 สำหรับสาเหตุที่ทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวสูงขึ้นมา จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่เห็นได้อย่างชัดเจน โดยมีภาคการส่งออก และการท่องเที่ยวเป็นตัวขับเคลื่อน โดยการส่งออกเริ่มส่งผลดี มีการกระจายคำสั่งซื้อไปสู่ผู้ประกอบการ SMEs และด้านการท่องเที่ยว มีการเดินทางเข้ามาเที่ยวไทยเพิ่มขึ้น

โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนและยังได้รับผลดีจากกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นจากการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ราคาสินค้าเกษตรปรับตัวดีขึ้นในรอบ 6-12 เดือน เช่น ข้าว มันสำปะหลัง และข้าวโพด ความกังวลต่อเศรษฐกิจโลกเริ่มคลี่คลาย และค่าเงินบาทที่เคยมองว่าจะเป็นปัญหาสำคัญ ก็ไม่แข็งค่าทะลุ 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ส่วนปัจจัยลบที่ฉุดความเชื่อมั่น ยังคงเป็นปัญหาการเมืองภายในประเทศ

ที่อาจจะมีการเลื่อนการเลือกตั้งออกไปจากเดือน ก.พ.2562 ราคาขายปลีกน้ำมันยังคงปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง สินค้าเกษตรบางรายการยังทรงตัวอยู่ในระดับ เช่น ปาล์มน้ำมัน และยางพารา เงินบาทแข็งค่า และปัญหาค่าครองชีพที่ยังคงทรงตัวในระดับสูงขึ้น นายธนวรรธน์กล่าวว่า ยังคงต้องติดตามดู ว่าความเชื่อมั่นของผู้บริโภคจะปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องหรือไม่ แม้ว่าความเชื่อมั่นในอนาคตจะปรับตัวดีขึ้น

ถึงระดับที่ 91.9 สูงสุดในรอบ 61 เดือน และ เข้าใกล้ระดับ 100 ซึ่งเป็นระดับปกติ โดยคาดว่าน่าจะทะลุ 100 ได้ในช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้ เพราะปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจยังมี ทั้งเม็ดเงิน จากภาคการส่งออกและภาคการท่องเที่ยวที่เริ่มกระจายลงไป และหากการเบิกจ่ายงบกลางปีที่ จะลงในโครงการไทยยั่งยืนและช่วยเหลือภาคการเกษตรทำได้เร็ว ก็จะยิ่งช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นและเร่งการจับจ่ายใช้สอยได้อย่างไรก็ตาม

ต้องจับตาตัวที่จะมาบั่นทอนกำลังซื้อของผู้บริโภค โดยเฉพาะราคาสินค้าเกษตรที่ยังไม่ฟื้นตัวโดดเด่น ทำให้กำลังซื้อของประชาชนในส่วนภูมิภาคไม่คึกคัก และยังต้องระวังปัจจัยเสี่ยงที่มาจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจของไทยเอง“ถ้าเป็นไปตามที่ประเมินไว้ ผู้บริโภคจะเริ่มกลับมามีความมั่นใจในการบริโภคสินค้าและบริการมากขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้

ซึ่งน่าจะมีส่วนสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวเด่นชัดขึ้นในปลายไตรมาสที่ 2 และเป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้สูงขึ้น โดยศูนย์ยังเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/2561 จะโตได้ที่ 4.1-4.2% ไตรมาส 2/2561 โต 4.2-4.4% รวมครึ่งปีแรกโต 4.4-4.6% และเมื่อรวมทั้งปีจะขยายตัวได้ที่ 4.2-4.6%” นายธนวรรธน์กล่าว ทั้งนี้ ศูนย์ได้มีการสำรวจภาวการณ์ใช้จ่ายของผู้บริโภคในเดือน เม.ย.2561

ด้วย โดยพบว่า ดัชนีความเหมาะสมในการซื้อรถยนต์คันใหม่ อยู่ที่ 91.4 ดัชนีความเหมาะสมในการซื้อบ้านใหม่อยู่ที่ 68.6 ดัชนีความเหมาะสมในการใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยวอยู่ที่ 73.9 และดัชนีความ เหมาะสมลงทุนทำธุรกิจอยู่ที่ 49.2 ซึ่งเพิ่มขึ้นทุกรายการ เพราะคนเริ่มมั่นใจในการซื้อรถ ซื้อ บ้าน ท่องเที่ยวและทำธุรกิจ แต่ดัชนีค่าครองชีพกลับอยู่ที่ 63.2 ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 เพราะคนยังรู้สึกว่าค่าครองชีพสูงขึ้นมากกว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้น

truststoreonline

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here