เผยคลิป! ‘โก๊ะตี๋ อารามบอย’ ทำหน้าที่เป็นเด็กวัด คอยเดินตาม พระสรยุทธ บิณฑบาตในยามเช้า! (คลิป)

0
66

เผยคลิป! ‘โก๊ะตี๋ อารามบอย’ ทำหน้าที่เป็นเด็กวัด คอยเดินตาม พระสรยุทธ บิณฑบาตในยามเช้า! (คลิป)

ยังคงเดินหน้าปฏิบัติธรรมอย่างต่อเนื่อง สำหรับ “พระสรยุทธ สุทัศนะจินดา” หลังจากได้ขอละทางโลกเป็นการชั่วคราว เพื่อบวชให้กับคุณแม่ ล่าสุด เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ในอินสตาแกรมของ “โก๊ะตี๋ อารามบอย” ซึ่งเป็นน้องชายร่วมวงการคนสนิทมากของ “พระสรยุทธ” ได้มีการเผยคลิปวิดีโอขณะที่ตนเองทำหน้าที่เป็นเด็กวัด คอยเดินตาม พระสรยุทธ บิณฑบาตในยามเช้า พร้อมกับเผยข้อความว่า “วิถีเด็กวัด….อารามบอย #ชีวิตต้องดำเนินต่อไป #สาธุ @sorrayuth9111

สืบเนื่องจากเมื่อวัที่ 23 เม.ย. ผู้สื่อข่าวรายงาน จากโลกโซเชี่ยลได้มีการเผยแพร่ภาพ นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา อดีตพิธีกรรายการข่าวชื่อดังและกก.ผจก.บจก.ไร่ส้ม ได้เข้ารับการอุปสมบทอย่างเงียบๆ ขอละทางโลกชั่วคราว โกนหัวเข้าโบสถ์  ที่วัดหนองกะทุ่ม ต.หมูสี อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา โดยมีเพื่อนดารามาร่วมอย่างคับคั่ง อาทิ “พิชญทัฬห์ จันทร์พุฒ (ไบร์ท)” ผู้ประกาศข่าวรายการเรื่องเล่าเช้านี้ , ” เจริญพร อ่อนละม้าย (โก๊ะตี๋)”

“ตัน ภาสกรนที” , “ชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์” และ “อุดม แต้พานิช” เป็นต้น การบวชครั้งนี้เป็นการบวชครั้งแรกของ พระสรยุทธเปิดใจว่า เพราะตั้งใจมานานตั้งแต่เริ่มทำงานแต่ยังไม่มีโอกาสเสียที และส่วนหนึ่งตั้งใจบวชเพื่อส่งผลบุญให้คุณแม่ที่ป่วยได้แข็งแรงขึ้นด้วย โดยทีมงานยังบอกอีกว่าการบวชครั้งนี้ไม่ได้เกี่ยวกับข่าว หรือคดีที่ค้างคาแต่อย่างใด ได้มีการปฏิบัติอย่างถูกต้อง และไม่มีกำหนดสึก

ส่วนเรื่องภาพบวช ที่ไม่เห็นดาราถ่ายและลงไอจี หรือเฟซบุ๊ก เพราะทางงานขอร้องไม่ให้คนที่ไปไม่ว่าจะเป็นดารา ศิลปิน ทีมงาน นักข่าว ลงภาพ เพราะอยากบวชเป็นการส่วนตัว และหลังจากนี้ก็ไม่ขอตอบเรื่องใดๆ อยากจะบวชปฏิบัติธรรมอย่างสงบ งานทางโลกที่ต้องรับผิดชอบก็ให้ทางทีมงานโปรดิวเซอร์ดูแลกันไป ส่วนภาพที่ออกมาโพสต์ในโลกโซเชียลคือชาวบ้านแถวนั้นเป็นคนถ่าย

ขออนุโมทนาบุญด้วย สำหรับนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา อยู่ระหว่างการฎีกา ในคดีความผิด เป็นกรรมการบริษัทไร่ส้ม สนับสนุนพนักงาน อสมท จัดคิวโฆษณาเกินเวลา ทำองค์กรเสียหายกว่า 138 ล้าน ซึ่งศาลอุทธรณ์พิพากษา จำคุก 13 ปี 4 เดือน โดยก่อนหน้ามีกระแสข่าวว่าหลังจากที่นายสรยุทธ ได้รับการปล่อยชั่วคราวระหว่างฎีกา ซึ่งศาลให้ประกันโดยใช้หลักทรัพย์ 5 ล้านบาท

และกำหนดเงื่อนไขห้ามออกนอกประเทศเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล และให้จำเลยทั้งสองต้องมารายงานตัวต่อศาลทุก 3 เดือน มีกระแสข่าวว่า นายสรยุทธจะอุปสมบทเงียบๆ หลังจากที่ได้รับการประกันตัว “สรยุทธ”พ้นคุก ศาลให้ประกัน พร้อมพนักงานบ.ไร่ส้มอีกคน ตีราคาประกันคนละ 5 ล้าน สั่งห้ามออกนอกประเทศ และต้องมารายงานตัวทุก 3 เดือน หลังจากที่ศาลอนุญาตให้ฎีกาคดีได้

ขณะที่จำเลยอีกคนยังไม่ยื่นประกัน และยังไม่ขอฎีกา เจ้าตัวขอบคุณ ศาลเมตตา ยอมรับใช้ชีวิตในคุกลำบาก แต่ต้อง อดทน จากกรณีที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติ มิชอบกลาง อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จำคุก นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา อายุ 51 ปี พิธีกรรายการข่าวชื่อดัง และกก.ผจก.บจก.ไร่ส้ม 13 ปี 4 เดือน และไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างฎีกาคดีนั้น

เนื่องจากศาลฎีกาเห็นว่าคดีต้องห้ามฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงและคดีอัตราโทษสูง ซึ่งหากจะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องมีผู้พิพากษา ในสำนวน หรืออัยการสูงสุดเซ็นรับรอง ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 12 ก.ย. ผู้พิพากษาที่ร่วมพิจารณาคดีดังกล่าวในศาลชั้นต้นและมีชื่อในคำพิพากษาของศาลชั้นต้นนั้น อนุญาตฎีกาคดีให้กับ บจก.ไร่ส้ม นายสรยุทธ น.ส. มณฑา ธีระเดช จำเลยที่ 2-4 แล้วว่า

คดีมีปัญหาสำคัญและเหตุอันควรสู่ศาลสูงสุดที่จะวินิจฉัย ตามหลักในประมวลวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 221 ที่บัญญัติว่าในคดีซึ่งห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 ในคดีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลล่าง หรือเพียงแต่แก้ไขเล็กน้อย และให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี, มาตรา 219

ในคดีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แล้วศาลอุทธรณ์ยังคงลงโทษจำเลยไม่เกินกำหนดดังกล่าว และมาตรา 220 ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในคดีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง โดยนายมนต์อนันต์ เรืองจรัส ทนายความของนายสรยุทธ ก็ได้ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว นายสรยุทธ และ น.ส.มณฑา จำเลยที่ 3-4 ในระหว่างฎีกาด้วย

ขณะที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติ มิชอบกลางได้รับฎีกาทั้งหมดในคดีดังกล่าวไว้แล้วพร้อมกับคำร้องขอปล่อยชั่วคราวจำเลย โดยนำส่งฎีกาและสำนวนคดีทั้งหมดไปยังศาลฎีกาแล้วช่วงเช้าที่ผ่านมา เพื่อวินิจฉัยตามขั้นตอนและมีคำพิพากษาในคดีต่อไปแล้ว ส่วนนางพิชชาภา เอี่ยมสะอาด จำเลยที่ 1 จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้ยื่นขอให้ผู้พิพากษาอนุญาต ฎีกาในประเด็นข้อเท็จจริง

หรือยื่นฎีกาในปัญหา ข้อกฎหมาย รวมทั้งยังไม่มีการยื่นคำร้องขอประกันตัวระหว่างฎีกาแต่อย่างใด ซึ่งคดี มีเวลาที่จะดำเนินการยื่นฎีกาภายใน 30 วันนับแต่ฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยจะครบกำหนดในวันที่ 29 ก.ย.นี้ หากยื่นฎีกาไม่ทันก็สามารถยื่นขอขยายเวลาฎีกาต่อศาลได้  ต่อมาเวลา 16.30 น. ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ศาลอ่านคำสั่งของศาลฎีกา

ที่นายสรยุทธ จำเลยที่ 3 และน.ส. มณฑา จำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวระหว่างฎีกา หลังจากที่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตฎีกา ซึ่งศาลอาญาคดีทุจริตฯ ได้รับคำฎีกาและสำนวนคดีทั้งหมดส่งให้ศาลฎีกาแล้ว โดยคำสั่งขอปล่อยชั่วคราวนั้น ศาลฎีกา พิจารณาแล้วเห็นว่า ในชั้นนี้เห็นควรให้อนุญาต ปล่อยชั่วคราว ตีราคาประกันคนละ 5 ล้านบาท และกำหนดเงื่อนไขห้ามออกนอกประเทศ

เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล และให้จำเลยทั้งสอง ต้องมารายงานตัวต่อศาลทุก 3 เดือน ทั้งนี้ การให้ประกันตัวดังกล่าวจำเลยทั้งสอง ได้ยื่นหลักทรัพย์เป็นสมุดบัญชีเงินฝากคนละ 5 ล้านบาท โดยหลังจากนี้ศาลก็จะมีหมายปล่อยส่งไปยังเรือนจำเพื่อให้ดำเนินการตามขั้นตอนปล่อยตัวนายสรยุทธกับพวก ซึ่งคาดว่า จะมีการปล่อยตัวได้ภายในวันนี้ไม่เกิน 20.00 น. หลังติดคุกตั้งแต่วันที่ 29 ส.ค.เป็นเวลา 15 วัน

เมื่อเวลา 18.30 น. ที่เรือนจําพิเศษกรุงเทพ มหานคร ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กทม. น.ส.พิชญทัฬห์ หรือไบรท์ จันทร์พุฒ ผู้ประกาศข่าวเรื่องเล่าเช้านี้ และ ทีมงานร่วมกันเดินทางมารับตัวนายสรยุทธ ภายหลังยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวระหว่างฎีกา ทั้งนี้ภายหลังจากผู้พิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตฎีกาซึ่งศาลอาญาคดีทุจริตฯ รับคำฎีกาและสำนวนคดีทั้งหมดส่งให้ศาลฎีกาแล้ว

โดย คำสั่งขอปล่อยชั่วคราวนั้น ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว เห็นว่าในชั้นนี้เห็นควรให้อนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว ต่อมาเวลา 18.45 น. ภายหลังจากที่นาย สรยุทธ ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวได้จุดธูปสักการะต่อพระเจตคุปต์ ก่อนให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนว่า ขอบคุณผู้พิพากษาศาลชั้นต้น ซึ่งท่านมีเมตตากรุณาให้รับรองฎีกาเรื่องคดีไร่ส้มเพื่อให้พิสูจน์ในข้อเท็จจริงในชั้นศาลฎีกาตามกระบวนการขั้นตอนของกฎหมาย

รวมถึง ขอบคุณศาลฎีกาที่เมตตาเรื่องของการประกันตัวหรือปล่อยตัวชั่วคราว ทั้งนี้ในระยะเวลาที่ตนถูกควบคุมตัวนั้นได้ใช้ชีวิตประจำวันที่ลำบาก แต่ต้องอดทนอยู่ให้ได้เนื่องจากอยู่ในขั้นตอนที่ตนเขียนฎีกา เพราะฉะนั้นค่อนข้างลำบากพอสมควรกับการปรึกษาหารือกับทนายความเพื่อที่จะเขียนฎีกาให้เสร็จ รวมทั้งยื่นเพื่อขอให้ศาลที่เคยพิพากษารับรองฎีกา เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องยากที่ได้อยู่ภายใน

และ สุดท้ายได้ยื่นขอประกันตัว ซึ่งฎีกาเป็นการพิสูจน์ครั้งสุดท้ายของชีวิตตนจึงต้องทำให้ดีที่สุดซึ่งอยู่ในภายใต้ข้อจำกัดจึงต้องใช้ความอดทนจนครบ 15 วันพอดี หลังจากนี้ตนขอเดินทางไปพบแม่เป็นอันดับแรก ซึ่งตนมีเวลาเพียงเล็กน้อยเท่านั้นตามกำหนดคือ 30 วัน ก่อนไปขอดูฎีกาเพื่อแก้ไขปรับปรุงต่อไป ภายหลังศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้วเห็นว่า

ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยมานั้นชอบแล้ว พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้นางพิชชาภา อดีตพนักงานบริษัท อสมท มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การของรัฐ จำคุก 20 ปี ปรับบริษัท ไร่ส้ม จำกัด เป็นเงิน 80,000 บาท ส่วนนายสรยุทธ และ น.ส.มณฑา มีความผิดฐานสนับสนุน จำคุก 13 ปี 4 เดือน หลังฟังคำพิพากษานายสรยุทธ ยังรักษาอาการสงบ

ยืนตรงกุมมือตัวเอง พร้อมกล่าวว่าจะยื่นฎีกาต่อสู้ ทุกประเด็นทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย รวมทั้งจะยกประเด็นข้อต่อสู้ขึ้นใหม่แต่ขอปรึกษาทนายความก่อน ต่อมาเวลา 14.00 น. ศาลอาญาคดีทุจริตฯ พิจารณาคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวของนายสรยุทธและจำเลยร่วมทั้งหมด หลังยื่นหลักทรัพย์เงินสดและบัญชีเงินฝากคนละ 4 ล้านบาท ว่าเห็นควรส่งคำร้องให้ศาลฎีกาเป็นผู้สั่งประกัน

โดยศาลออกหมายขัง ทั้งหมดก่อนส่งตัวไปควบคุมที่ใต้ถุนศาล ระหว่างรอฟังคำสั่งการประกันตัวจากศาลฎีกากระทั่งเวลา 16.30 น. ศาลฎีกามีคำสั่งเกี่ยวกับการประกันตัวถึงศาลอาญาคดีทุจริตฯ ที่จำเลยทั้งหมดยื่นคำร้องหลักทรัพย์คนละ 4 ล้านบาท เพื่อขอประกันตัว ศาลฎีกาพิเคราะห์คำร้องและหลักทรัพย์การประกันตัวของจำเลย แล้วเห็นว่ายังไม่ให้ประกันตัวจำเลยในชั้นนี้ ให้ยกคำร้อง

ก่อนควบคุมนายสรยุทธ นางพิชชาภาและ น.ส.มณฑา ขึ้นรถตู้โตโยต้า สีบรอนซ์ ทะเบียน ฮข 4001 กรุงเทพมหานคร ไปแยกคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และทัณฑสถานหญิงกลาง นายมนต์อนันต์ เรืองจรัส ทนายความนาย สรยุทธ เปิดเผยเหตุผลที่ศาลฎีกามีคำสั่งไม่ให้ประกันตัวในชั้นนี้ เนื่องจากเป็นคดีต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง ตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา ม.218

บัญญัติว่าในคดีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลล่างหรือเพียงแต่แก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง “คดีนี้นายสรยุทธกับพวกถูกศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น หากจะยื่นฎีกาจำเลยต้องดำเนินการตาม ม.221 ที่บัญญัติว่าหากจำเลยมีผู้พิพากษาพิจารณาคดี

หรือผู้พิพากษาที่ทำความเห็นแย้งคดีนั้นไว้ ในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ หรืออัยการสูงสุด ลงชื่อรับรองในฎีกาว่ามีปัญหาสำคัญที่ศาลสูงควรพิจารณาและอนุญาตให้ฎีกา โดยมีเหตุอันควร แต่คดีของนายสรยุทธขณะนี้ยังมิได้ดำเนินการในส่วนนี้ หากมีการดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายบัญญัติไว้ก็สามารถยื่นคำร้องขอประกันตัวได้ใหม่อีกครั้ง” นายมนต์อนันต์กล่าว

นายกอบเกียรติ กสิวิวัฒน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวถึงกรณีการควบคุมตัวนายสรยุทธว่า หลังจากเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์รับหมายขังจากศาล จะนำตัวนายสรยุทธมายังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯเพื่อปฏิบัติตามขั้นตอนการควบคุมตัวก่อนเข้าเรือนจำ คือทำประวัติ ตรวจร่างกาย ถ่ายรูป เปลี่ยนเครื่องแต่งกาย พิมพ์ลายนิ้วมือ พร้อมชี้แจงกฎการปฏิบัติตัวตามระเบียบ เพื่อให้ผู้ต้องขังสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพในเรือนจำได้

เช่นเดียวกับนางพิชชาภา และนางมณฑาที่ถูกนำตัวไปขังที่ทัณฑสถานหญิงกลาง กรณีของนายสรยุทธคาดจะถูกคุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และไม่ต้องย้ายไปเรือนจำอื่น เนื่องจากรับโทษจำคุกไม่เกิน 15 ปี ส่วนขั้นตอนการเข้าเยี่ยมสามารถกระทำได้ตามปกติ ในเวลา 08.00-15.00 น. วันจันทร์-ศุกร์ ส่วนวันเสาร์ เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เปิดให้เข้าเยี่ยมถึงเวลา 12.00 น.

Leave your vote

0 points
Upvote Downvote

Total votes: 0

Upvotes: 0

Upvotes percentage: 0.000000%

Downvotes: 0

Downvotes percentage: 0.000000%

Comments

comments

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here