“ไอติม” ยืดอกพร้อมเข้าประจำการ ทหารเกณฑ์ผลัด 1 ลั่นอีก 6 เดือนจะมาเล่าให้ฟังว่าได้อะไร (ชมภาพ-รายละเอียด)

0
65

“ไอติม” ยืดอกพร้อมเข้าประจำการ ทหารเกณฑ์ผลัด 1 ลั่นอีก 6 เดือนจะมาเล่าให้ฟังว่าได้อะไร

เมื่อวันที่ 1 เม.ย. ที่มณฑลทหารบกที่ 11 (มทบ.11) พล.ต.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 11 (ผบ.มทบ.11) ตรวจเยี่ยมการดำเนินการรับ-ส่งทหารกองประจำการประจำปี 2561 ในผลัดที่ 1/61 ให้กับหน่วยรับทหารกองประจำการในพื้นที่รับผิดชอบของมณฑลทหารบก 5 จังหวัดประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ และนครปฐม

ในห้วงวันที่ 1 และ3 พ.ค.นี้ จำนวน 5,525 นาย แบ่งเป็น ทหารกองประจำการที่มีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของ มทบ. 11 จำนวน 30,94 นาย และทหารกองประจำการที่มีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 ส่งช่วย มทบ. 11 จาก 13 จังหวัดภาคอีสาน อีก 2,476 นาย โดยมีผู้ปกครองมาส่งและให้กำลังใจบุตรหลานอย่างคับคั่ง พล.ต.ปิยพงศ์ กล่าวต่อว่า

สำหรับชายไทยคนใดที่มีครอบครัวยากจนทางหน่วยจะเข้าไปช่วยเหลือดูแล ซึ่งกองทัพมีโครงการดูแลข้าราชการชั้นผู้น้อยอยู่แล้ว ที่มีฐานะยากจนและมีความลำบาก จากการประกอบอาชีพก่อนที่จะมาเป็นทหาร ซึ่งที่ผ่านมากองทัพบกดูแลมาโดยตลอด เหมือนน้องคนเล็กที่อยู่ในครอบครัวเดียวกัน จะมีการดูแลความปลอดภัย สุขภาพ มีระบบคัดครูฝึกที่ดี จะไม่มีการทำร้าย ทุบตี เราจะดูแลทหารใหม่เหมือนดูแลคนในครอบครัว

ด้านนายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือ ไอติม หลานชาย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปปัตย์ ผปชป.) เดินทางด้วยรถบรรทุกทหาร ภายหลังรับการรายงานตัวกับสัสดี เขตสวนหลวง มายัง มทบ.11 ในเวลาประมาณ 09.00 น.โดยมีสีหน้ายิ้มแย้ม และยอมรับว่ารู้สึกอ่อนเพลีย เพราะเมื่อคืนนอนน้อย เนื่องจากต้องเคลียร์งานทุกอย่าง เพื่อมาทำหน้าที่ตามกฎหมายเป็นเวลา 6 เดือน

ทั้งงานด้านรายการโทรทัศน์ และงานด้านการเมือง ส่วนการเตรียมใจนั้นได้เตรียมใจมานานแล้ว เพราะวางแผนมาก่อน นายพริษฐ์ กล่าวว่า ในส่วนของการเตรียมการในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา ตนมีงานจำนวนมาก มีเวลาพักผ่อนวันละ 3-4 ชั่วโมง จึงทำให้ไม่มีเวลาออกกำลังกาย ทั้งนี้เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาพ่อแม่มาส่งที่เขตสวนหลวง และบอกว่าอะไรที่เตรียมไปได้ก็ให้นำไปด้วย ซึ่งตนก็เป็นหนึ่งในแสนคนที่มาเป็นทหารใหม่

พ่อแม่ทุกคนก็มีความเป็นห่วงลูกเป็นเรื่องธรรมดา ส่วนกับนายอภิสิทธิ์ก็มีการพูดคุยกันเรื่องการเมืองโดยมีการประชุมร่วมกันครั้งสุดท้ายเมื่อ 3 วันที่ผ่านมา ก่อนที่ตนจะเข้ามาทำหน้าที่เป็นทหารใหม่ในเรื่องของนโยบายและทิศทางของพรรคประชาธิปัตย์ในช่วง 6 เดือนที่ตนจะหายไป รวมถึงทีมคนรุ่นใหม่ที่อยากเข้ามาร่วมงานด้วย เมื่อถามว่า คิดอย่างไรกับข้อเสนอให้ยกเลิกการเกณฑ์ทหารและเรียกร้องให้ใช้การรับสมัครแทน

นายพริษฐ์ กล่าวว่า การที่ตนสมัครเป็นทหารไม่ได้คิดว่าในอนาคตควรหรือไม่ควรกับการมีระบบเกณฑ์ทหาร แต่ตนทำหน้าที่ตามกฎหมาย เพราะตนไม่ได้เรียนหลักสูตรนักศึกษาวิชาทหาร เนื่องจากศึกษาอยู่ต่างประเทศ เมื่อถึงเวลาก็ไม่ได้จับใบดำใบแดง แต่ใช้วิธีการสมัครเข้าเป็นทหารกองประจำการเลย เพราะรู้สึกว่าตนได้เลือกช่องทางที่โปร่งใสและชัดเจนที่สุดเมื่อมาเกณฑ์ทหารแล้วคิดว่าน่าจะได้สัมผัสมุมมองตรงนี้มากขึ้น

ว่าควรหรือไม่ควรที่จะมีระบบการเกณฑ์ทหารในอนาคต เมื่อถามว่า หวังอะไรกับการเป็นทหารเกณฑ์ 6 เดือน นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตนหวังไว้หลายอย่าง ซึ่งอย่างแรกคือหวังว่าจะได้มีโอกาสรับใช้ชาติ โดยการนำศักยภาพที่ตนมีมาทำประโยชน์เพื่อกองทัพและประเทศอย่างแท้จริง เพราะหลายคนตั้งข้อสงสัยว่าเมื่อเรามาเป็นทหารเกณฑ์แล้วเรามาทำอะไร รวมถึงตนเรียนและทำงานที่ต่างประเทศมาหลายปี

เป็นโอกาสดีที่จะได้ใช้ชีวิตร่วมกับคนไทยที่มาจากหลายพื้นที่หลายจังหวัด คิดว่าจะทำให้มีประสบการณ์มากขึ้น “หลังจากนี้อีก 6 เดือนตนจะมาเล่าประสบการณ์ให้ฟัง อย่างไรก็ตามตามหลักการการเกณฑ์ทหารไม่ว่าจะประเทศใดก็ตามไม่ควรมีการใช้ความรุนแรง และหวังว่าคนที่ทำเกินอำนาจนอกกฎหมายจะต้องถูกดำเนินการตามกฎหมาย และผมได้ไปตัดผมมาก่อนล่วงหน้าที่จะเดินทางมารายงานตัว

โดยบอกช่างตัดผมว่าจะตัดอย่างไรก็ได้ที่ผมไปเป็นทหารเกณฑ์ได้”นายพริษฐ์ เมื่อถามว่า มีการมองว่ามาเป็นทหารเพื่อแก้ข้อผิดพลาดในอดีตของน้า (นายอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ)นั้น นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตนทำหน้าที่ตามกฎหมาย และเป็นหนึ่งในแสนคนที่เป็นทหารเกณฑ์ คิดว่าไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับการแก้ไขจุดบกพร่องอะไร ถ้าตนไม่ได้เป็นหลานนายอภิสิทธิ์ ก็คงมาเกณฑ์ทหารเหมือนกัน ดังนั้นเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องอะไรเลย

หลานชายสุดหล่อของท่านอภิสิทธิ์ ไอติม พริษฐ์ วัชรสินธุ ที่เรียกได้ว่าอนาคตไกลคนหนึ่งเลยทีเดียว เริ่มเข้ามามีบทบาททางการเมืองมากขึ้นแล้ว วันนี้ทีมงาน ขอทำตามคำเรียกร้องโดยการนำประวัติเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับหนุ่มคนนี้มาฝากกัน “ไอติม” หรือ พริษฐ์ วัชรสินธุ เกิดวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2535 (อายุ 25 ปี) เป็นลูกชายของ ศ.นพ.สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ อาจารย์ประจำหน่วยต่อมไร้ท่อ

ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กับ ศ.พญ. อลิสา วัชรสินธุ อาจารย์ประจำหน่วยจิตเวชเด็ก ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นพี่สาวคนโตของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยได้รับทุน King’s Scholarship ไปเรียนที่โรงเรียน Eton College โรงเรียนมัธยมชื่อดังของอังกฤษ ไอติมจบการศึกษาที่ ภาควิชาปรัชญาการเมืองและเศรษฐศาสตร์

(Philosophy Political and Economics:PPE) มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ปัจจุบัน “ไอติม” เริ่มสนใจในการเมืองไทย จนปัจจุบันเข้ามามีบทบาทมากขึ้นทางการเมืองอีกด้วย ซึ่งก่อนลุยการเมือง ไอติมมีอายุ 25 ปีบริบูรณ์พอดี : วันที่ 3 เมษายน 2561 ไอติม หลานชายสุดหล่อของอภิสิทธิ์ ได้ทำหน้าที่ชายไทย สมัครเป็นทหาร ตั้งใจอยากรับใช้ชาติ

“พริษฐ์ วัชรสินธุ” หรือ ไอติม ว่าที่นักการเมืองรุ่นใหม่กับความหวังตั้งใจที่จะมาตอบแทนคุณประเทศ ด้วยการผันตัวมาเป็นนักการเมืองเต็มรูปแบบ ไม่ว่าเขาจะดำรงตำแหน่งใดในพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ แต่มีเป้าหมายที่แน่ชัด คือการลดความเหลื่อมล้ำและพัฒนาประเทศ

ไทยพีบีเอส : อะไรที่ทำให้ตัดสินใจ ทำงานทางการเมือง หลายคนสงสัยคนเข้าทำงานการเมืองได้อะไร แม้หลายคนมักตอบแบบเดียวกันว่า “มาพัฒนาประเทศ” พริษฐ์ : ถ้าถามว่าทำไมผมถึงอยากมาพัฒนาประเทศไทยอาจจะต้องย้อนไปสมัยที่ผมได้ทุนไปเรียนที่ประเทศอังกฤษตั้งแต่เด็กๆ ซึ่งอังกฤษกับไทยมีระบบการปกครองที่เหมือนกันคือเป็นระบบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

สิ่งที่เห็นและประทับใจคือไม่ว่าคุณจะเกิดที่ไหนในอังกฤษก็สามารถไปเรียนหรือไปโรงพยาบาลที่ใกล้บ้านได้ จะเห็นได้ว่ามีความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาหรือสาธารณสุขน้อยมาก พอกลับมาที่ไทยอยากให้ไทยเป็นแบบนั้น ไม่อยากให้พ่อแม่ลำบากเดินทางมาถึงกรุงเทพเพื่อส่งลูกมาเรียนในกรุงเทพ ไม่อยากเห็นคนเป็นพ่อแม่พาตายายเดินทางจากต่างจังหวัดมาเข้าโรงพยาบาลที่กรุงเทพ อยากลดความเหลื่อมล้ำตรงนั้น

ผมคิดว่าผมอยากมีส่วนร่วมที่ทำให้ประเทศไทยมาถึงจุดนี้ได้ ถามว่าจำเป็นต้องทำผ่านทางการเมืองไหม ผมจะพูดเสมอว่าไม่จำเป็น ผมเชื่อว่าไม่ว่าเราจะทำอาชีพอะไรเราสามารถมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศได้ แต่ถามว่าทำไมถึงตัดสินใจว่าจะมาเล่นการเมือง เหตุผลแรกคือถ้าเราต้องการจะสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่ระดับมหภาค ผมคิดว่าการที่เราได้มีส่วนร่วมทางนโยบายและกฎหมายเป็นอะไรที่สำคัญมาก ตัวอย่างเช่น

ผมมีส่วนร่วมในการแก้กฎหมายให้คนรักร่วมเพศสามารถแต่งงานกันได้ก็จะทำให้คนหลายล้านคนมีความสุขขึ้นทันที ไม่ใช่แค่สุขภาพจิตที่จะได้อยู่ร่วมกับคนที่เรารักอย่างถูกกฎหมาย แต่ก็เป็นสิทธิ์ของการที่ได้คู่ร่วมผลประโยชน์ทางการประกันสุขภาพเหมือนกัน เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนกฎหมายเล็กๆ น้อยๆ ก็ส่งผลต่อหลายๆ คน อย่างที่ 2 คือผมอยากทำงานในระบบการเมืองประชาธิปไตย

เพราะผมรู้สึกว่ามันเป็นเอกลักษณ์ที่หมายความว่าความสำเร็จของกลุ่มขึ้นอยู่กับทำผลประโยชน์ประชาชนได้มากน้อยเพียงใด ถ้าวันไหนผมไม่สามารถทำประโยชน์ให้ประชาชนได้แล้วประชาชนเองที่จะเป็นผู้ตัดสินและบอกให้ผมหยุดนี่คือเอกลักษณ์ของการเมืองแบบประชาธิปไตย ไทยพีบีเอส : นักการเมืองหลายคนก็ตั้งมั่นที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาภายในประเทศไม่ว่าจะเศรษฐกิจหรือการศึกษาแต่ก็ยังไม่สำเร็จผลได้อย่างดี

อะไรทำให้เรามั่นใจว่าเราจะสามารถแก้ไขปัญหาตรงนี้ได้ พริษฐ์ : ต้องยอมรับว่าพอเข้ามาพัฒนาประเทศแล้วก็จะเหมือนหลายอาชีพที่มีความซับซ้อนอยู่การที่เราจะเปลี่ยนแปลงกะทันหัน มันเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนผมเชื่อว่ามันมี 2 ทางคือ 1 มองในอดีตว่าไทยน่าจะเป็นแบบนี้ไปแล้วทำไมจะเป็นไม่ได้ผมท้อ หรือ 2.แม้ว่าจะยากแค่ไหนแต่ผมต้องมีส่วนในการเปลี่ยนแปลงสำหรับทางที่ดีสุดสำหรับประเทศ จึงตัดสินใจเข้ามา

Leave your vote

0 points
Upvote Downvote

Total votes: 0

Upvotes: 0

Upvotes percentage: 0.000000%

Downvotes: 0

Downvotes percentage: 0.000000%

Comments

comments

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here