น่วมช้ำไปทั้งตัว! สาวโดนแฟนหนุ่มซ้อมโหด หมวกกันน็อก-ไม้ฟาด แถมขู่ซ้ำ (ชมภาพ-รายละเอียด)

0
42

น่วมช้ำไปทั้งตัว! สาวโดนแฟนหนุ่มซ้อมโหด หมวกกันน็อก-ไม้ฟาด แถมขู่ฆ่าซ้ำ

เป็นอีกเหตุการณ์ความรุนแรงระหว่างหนุ่มสาว เมื่อเพจ แหม่มโพธิ์ดำ เผยแพร่เรื่องราวของหญิงสาวคนหนึ่งที่ร้องเรียนว่าโดนแฟนเก่าทำร้ายร่างกายจนน่วมไปทั้งตัว แถมยังลงมือโหดยังขู่ทำร้ายซ้ำด้วย เรื่องราวที่เกิดขึ้นครั้งนี้ระบุว่า เราเป็นเหยื่อการใช้ความรุนแรงจากแฟนเก่า ครั้งแรกที่โดนอย่างหนักคือช่วงเดือนมกราคม โดนฟาดด้วยหมวกกันน็อก ด้ามไม้กวาด ต่อยเตะอย่างหนักจนเดินไม่ได้ ล้มพับไปที่บ้านของคนที่ทำ

แต่คนในบ้านไม่มีใครมาช่วยห้าม ไม่รู้ว่าเพราะกลัวหรือเปล่า ทั้งที่รู้และได้ยินทุกอย่าง เราพยายามเลิกกับเขา แต่เขาข่มขู่ ถ้าเลิกจะเรา กลางเดือนเมษา เรามีปากเสียงกับเขา เขาเลยต่อยเราบนรถ เราพยายามหนี ยอมกระโดดลงรถ แต่เขาจิกหัวเรา ถูกต่อยและทุบที่หัวจนเลือดอาบ

ล่าสุด 8 พ.ค. ขณะที่นอนอยู่บนเตียงที่หอ เขาเดินออกจากห้องบอกจะกลับบ้าน สักพักเดินกลับมาหยิบแปรงไม้ขัดห้อง ฟาดเราอย่างแรง เราพยายามวิ่งไปเปิดประตูร้องให้คนที่หอช่วย เขากระชากคอกดลงที่เตียง เราก็ยังคงตะโกนให้คนช่วย เขากัดหน้าเรา และเอามือจิกเข้าไปในปาก ต่อยตีบีบคอ จนหมดเสียงร้องแต่ไม่มีใครมาช่วย

เขาพังข้าวของเราเสียหาย และขู่ถ้าร้องอีกจะเอาให้ เรายกมือไหว้ขอชีวิต ฉี่แตกเต็มขา พอมีคนในหอเดินมา เขาเลยรีบหนีไป อยากเรียกร้องขอความเป็นธรรม อยากทราบที่ไหนช่วยได้บ้าง ทุกครั้งที่หนีจะมีการขู่ทำร้ายขู่ สักวันเราต้องตายจากมือเขาแน่ๆ ช่วยเราด้วย

หมดยุค ยอมจ่าย 500 แล้วขอตบซักป้าบ! ‘ทนายเจมส์’ ระบุ กฎหมายใหม่เพิ่มโทษ ค่าปรับ ตบตีทำร้ายร่างกาย เจอคุก 1 เดือน ปรับไม่เกิน 10,000 บาท ส่วนทะเลาะวิวาทในที่สาธารณะ โทษปรับสูงสุดถึง 5,000 บาท นายนิติธร แก้วโต หรือ ทนายเจมส์ กล่าวกับ ‘ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์’ ว่า เมื่อไม่นานมานี้ได้มี พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 22) หลายมาตรา เช่น

ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 372 ผู้ใดทะเลาะกันอย่างอื้ออึงในทางสาธารณะหรือสาธารณสถาน จากเดิมโทษปรับอยู่ที่ไม่เกิน 500 บาท แต่ได้มีแก้ไขใหม่ เพิ่มโทษเป็นปรับไม่เกิน 5,000 บาท ขณะที่ในมาตรา 391 ผู้ใดใช้กำลังทำร้ายผู้อื่น โดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย หรือจิตใจ ตัวอย่างเช่น การตบตีกัน โทษจากเดิมคือ จำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ก็มีการแก้ไขใหม่ โดยเพิ่มโทษปรับเป็นไม่เกิน 10,000 บาท ทั้งนี้ หากมีการถ่ายคลิปวิดีโอและนำไปเผยแพร่ ทั้งการไลฟ์สดบนเฟซบุ๊ก (facebook live) หรือเผยแพร่ลงที่ใดก็ตาม จะมีโทษเพิ่มด้วย เนื่องจากเข้าข่ายผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 16 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 60,000 บาท นอกจากนี้ กรณีที่ทะเลาะวิวาทตบตีกัน และมีการถอดเสื้อผ้า ก็ผิดกฎหมายอาญามาตรา 278 ผู้ใดกระทำอนาจาร

โดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย ไม่สามารถขัดขืนได้ มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และถ้าหากผู้ถูกกระทำเป็นเด็กที่อายุต่ำกว่า 15 ปี ก็มีโทษหนักกว่าเดิมอีกด้วย ทนายเจมส์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นับเป็นเรื่องดีที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา เพื่อจะได้มีความเกรงกลัวการกระทำผิดกฎหมายมากขึ้น การเกิดเหตุร้ายต่างๆ ก็จะสามารถลดลงได้

ซึ่งทางที่ดี การทำร้ายร่างกายและตบตีกัน ก็ไม่ใช่วิธีการหาทางออกที่ดีอยู่แล้ว คำพิพากษาฎีกาที่ 703/2506 (สบฎ เน 33) การทำร้ายแค่ไหน จะถือว่าเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ตามมาตรา 295 หรือไม่นั้น จำต้องพิจารณาถึงการกระทำของจำเลย และบาดแผลของผู้เสียหายประกอบกัน จำเลยเพียงแต่ใช้เท้าเตะและใช้มือตบผู้เสียหาย มิได้ใช้อาวุธทำร้าย ผู้เสียหายได้รับบาดแผลเพียงฟกช้ำเท่านั้น

รักษาเพียง 5 วัน ก็หาย ยังถือไม่ได้ว่าเป็นอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ตามมาตรา 295 คงเป็นความผิดตามมาตรา 391 คำพิพากษาฎีกาที่ 1340/2506 โจทก์ถูกจำเลยชกล้มลงได้รับความกระทบกระเทือนที่ศีรษะรักษาอยู่ 10 วันเศษ กับได้รับแผลภายนอกเป็นรอยบวม เช่นนี้ ถือว่าเป็นอันตรายแก่กายตาม มาตรา 295 แล้ว คำพิพากษาฎีกาที่ 1399/08 (สบฎ เน 554) ผู้เสียหายถูก จำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจชกตี

ไม่ปรากฏบาดแผลเป็นอันตรายแก่กาย แล้วถูกพันธนาการ พาตัวไปคุมขังไว้ใต้สถานีตำรวจแต่เดียวดาย ไกลหูไกลตาผู้ต้องหาด้วยกัน ไม่เป็นอันตรายแก่จิตใจตามมาตรา 295 คำพิพากษาฎีกาที่ 1069/2510 การทำให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ตามมาตรา 295 ต้องพิจารณาถึงพฤติการณ์การกระทำของจำเลย และบาดแผลของผู้เสียหายประกอบกัน จำเลยใช้มือชกต่อยและใช้เท้าเตะ

ผู้เสียหายมีบาดแผลที่หน้าผากข้างขวาถลอก โหนกแก้วขวาบวมเล็กน้อยรักษาประมาณ 5 วันหาย ไม่เป็นอันตรายแก่กายหรือจิตใจตามมาตรา 295 แต่มีความผิดตามมาตรา 391 คำพิพากษาฎีกาที่ 1867/2527 การทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายนั้น จะต้องพิจารณาถึงพฤติการณ์ความรุนแรงแห่งการกระทำของจำเลยประกอบกับบาดแผล ที่ผู้ถูกทำร้ายได้รับ /

จำเลยซึ่งเป็นหญิงใช้เล็บข่วนดั้งจมูกผู้เสียหายเป็นรอยยาวประมาณ 1 ซม.มีโลหิตไหล ยังถือไม่ได้ว่าเป็นอันตรายแก่กาย คงมีความตาม ม.391 คำพิพากษาฎีกาที่ 2822/2531 จำเลยทั้งสองร่วมกันทำร้ายผู้เสียหายโดยจำเลยที่ 1 จับคอเสื้อและใช้แขนรัดคอผู้เสียหาย แล้วถามว่าเอ็งงัดบ้านข้าใช่ไหมผู้เสียหายปฏิเสธ จำเลยที่ 1 ขู่ผู้เสียหายให้รับสารภาพอยู่ประมาณ 1 ชั่วโมง เมื่อผู้เสียหายไม่ยอมรับสารภาพ

จำเลยที่ 1 ชักดาบปลายปืนยาวประมาณ 8 นิ้วฟุต ออกมาจี้หลังผู้เสียหาย และขู่ให้รับสารภาพ ผู้เสียหายไม่ยอมรับสารภาพ จำเลยที่ 1 จึงสอดดาบปลายปืนเข้าไปในเสื้อของผู้เสียหาย แล้วกรีดที่หลังและหน้าท้องของผู้เสียหายประมาณ 10 แห่ง กรีดเป็นรอยลึกและมีโลหิตไหล

จำเลยที่ 2 ชักปืนออกมาจ่อที่ศีรษะของผู้เสียหายแล้วพูดว่า ถ้าไม่รับจะยิงให้ตาย หลังจากเกิดเหตุแล้ว 5 วัน แพทย์ตรวจพบรอยตกสะเก็ดที่เกิดจากของมีคมบาดที่ด้านหลังและที่หน้าเล็กน้อย บาดแผลหายภายใน 1 สัปดาห์ ดังนี้ถือได้ว่า กระทำให้เกิดอันตรายแก่กายประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 แล้ว

–ผลโดยตรงจากการกระทำ

–คำพิพากษาฎีกาที่ 895/2509 จำเลยเอาก้อนอิฐขว้างปาผู้เสียหาย ผู้เสียหายหลบ ก้อนอิฐไม่ถูกตัวผู้เสียหาย แต่ตัวผู้เสียหายเซไป มือจึงฟาดถูกข้างเรือทำให้ปลายมือบวมยาว 4 เซนติเมตร กว้าง 2 เซนติเมตร และเจ็บบริเวณศีรษะ ถือได้ว่าอันตรายแก่กายนี้ เนื่องจากการกระทำของจำเลย จำเลยจึงมีความผิดตามมาตรา 295 (ดู ฎ 658/2536)

คำพิพากษาฎีกาที่ 7156/2542 หากข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งเก้าต่างจุด ประทัดของตนโยนใส่โจทก์ร่วม อันเป็นกรณีที่ต่างคนต่างมีเจตนาทำร้ายโจทก์ร่วม ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงต่างไปจากคำฟ้อง ที่ว่าจำเลยทั้งเก้าร่วมกันทำร้ายโจทก์ร่วมก็ตาม แต่ก็เป็นข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ว่าจำเลยทั้งเก้าแต่ละคน ได้กระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายโจทก์ร่วมแล้ว เพราะในการกระทำนั้น

ไม่ว่าจำเลยทั้งเก้าจะร่วมกันกระทำ หรือต่างกระทำผิดตามลำพัง จำเลยทั้งเก้าแต่ละคน ก็ย่อมถูกลงโทษ เป็นแต่จะลงโทษได้เต็มคำขอของโจทก์ และโจทก์ร่วมหรือไม่เท่านั้น (การโยนประทัดเข้าใส่ผู้อื่น เป็นการทำร้าย แต่ผลจากการทำร้าย คือ อันตรายแก่กาย นั้น เกิดขึ้นตามเจตนาของแต่ละบุคคลหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาต่อไป ว่าเป็นการพยายาทำร้าย หรือผิดสำเร็จ)

–คำพิพากษาฎีกาที่ 351/2508 การที่จำเลยทั้ง 4 วิ่งเข้าไปที่ผู้เสียหายพร้อมกันแล้วจำเลยที่ 4 ชูปืนพร้อมกับร้องห้ามไม่ให้ผู้อื่นเข้าไปช่วย และในขณะเดียวกัน จำเลยที่ 1-2-3 ก็เข้ากลุ้มรุมทำร้ายผู้เสียหาย เช่นนี้ถือว่าจำเลยที่ 4 ร่วมกระทำความผิด เป็นตัวการ

–คำพิพากษาฎีกาที่ 2285/2516 จำเลยกับพวกเอาไม้ทุบรั้วบ้าน ต. และท้าท้ายให้ ต. ลงจากบ้านไปสู้กัน ภริยา บุตร และมารดาของ ต. ลงไปดึง ต. ไว้จำเลยกับพวกก็พังประตูเข้าไป พวกของจำเลยใช้ไม้ตีภริยาของ ต. ดังนี้ จำเลยกับพวกมีเจตนาจะทำร้ายคนในบ้าน ต. ด้วยไม่เฉพาะแต่จะทำร้าย ต.คนเดียว จำเลยจึงมีความผิดฐานทำร้ายภริยา ต. ด้วย

–(ขส พ 2501/ 6) แดง ดำ และเขียว เสพสุรา แล้วพายเรือกลับบ้านด้วยกัน เกิดทะเลาะกัน นายดำใช้พายตีนายแดง มีบาดแผลและเรือล่ม นายดำ และนายเขียวว่ายน้ำได้ นายแดงจมน้ำ โดยนายดำและเขียวรู้ว่าแดงว่ายน้ำไม่เป็น / ตามปัญหา ไม่ได้ความว่าเรือล่มเพราะเหตุตีกัน นายดำผิด ม 295 (ดูประเด็น ม 290 และเหตุแทรกแซง ) ส่วนนายเขียวไม่ผิด ม 374 เพราะไม่ปรากฏว่า สามารถช่วยได้แต่ไม่ช่วย

–(ขส พ 2515/ 6) แดงข่มเหงดำ ดำบันดาลโทสะแทงแดง พลาดไปถูกเขียว เขียวโกรธวิ่งไปเอาปืนที่บ้านมายิงดำ แต่ลืมบรรจุกระสุนปืนไว้ / ดำผิด ม 295,60 อ้างบันดาลโทสะได้ ม 72 ฎ 1682/2509 / เขียวผิด ม 288,81 อ้างบันดาลโทสะได้ ม 72 ฎ 247/2478

–(ขส พ 2529/ 7) ก ข แดง ดำ สมัครใจวิวาท แดงใช้ไม้ซีกตี ก ทีเดียว ก ตาย / ทุกคนผิด ม 294 แดงต้องรับผลที่ตนทำ แต่ยังไม่พอฟังว่า มีเจตนาฆ่า แดง ผิด ม 294+290 ฎ 505/2504 ฎ 1064/2519 / สมบอกให้สมชายขว้างอิฐไปที่ ข และ ดำ ตีกัน สมชาย ตรงไปที่ ข และดำ ตีกัน แล้วขว้างอิฐไปตรงที่วิวาท ทำให้บาดเจ็บ ผิด ม 295 / สมใจผู้ใช้ให้สมชายขว้าง ผิด ม 295+84

–(ขส อ 2541/ 1) ร่วมกันทำร้าย ห้ามแล้ว แต่เพื่อนอัดตาย / เป็นตัวการ ม 83 ห้ามแล้วเจตนาร่วมยุติ คนห้าม ผิด ม 295+83 คนทำต่อประสงค์ต่อผล ผิด ม 288 (“ทำร้ายถึงแก่ความตาย” ไม่ ม 290) / ต่อยกันในร้าน เล็งเห็นทรัพย์เสียหาย ผิด ม 358

Leave your vote

0 points
Upvote Downvote

Total votes: 0

Upvotes: 0

Upvotes percentage: 0.000000%

Downvotes: 0

Downvotes percentage: 0.000000%

Comments

comments

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here