ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา เผยจะดำเนินคดีผู้กู้ที่ค้างชำระหนี้ กยศ.กว่าล้านราย ! (รายละเอียด)

0
61

ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา เผยจะดำเนินคดีผู้กู้ที่ค้างชำระหนี้ กยศ.กว่าล้านราย !

ยังคงมีให้พูดถึงเสมอกำเรื่อง กยศ.ทั้งคนที่เป็นหนี้และเด็กรุ่นใหม่ที่ต้องการมาใช้ทุนต่อ เมื่อวันที่ 7 พ.ค. นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการประกาศหักหนี้เงินกองทุน กยศ.โดยใช้ระบบหักหนี้จากบัญชีเงินเดือนของข้าราชการ และลูกจ้างประจำของส่วนราชการอื่นๆ โดยเริ่มนำร่องจากข้าราชการ “กรมบัญชีกลาง” เป็นหน่วยงานแรก

จากนั้นจะทยอยหักหนี้จากบัญชีเงินเดือนของข้าราชการ ซึ่งปัจจุบันข้าราชการทั่วประเทศมี 2 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นลูกหนี้ กยศ.ถึง 2 แสนคน ว่า สาเหตุที่กองทุน กยศ.นำร่องหักหนี้เงินกองทุน กยศ.จากบัญชีเงินเดือนของพนักงานกรมบัญชีกลางเป็นที่แรกนั้น เนื่องจากกรมบัญชีกลางเป็นหน่วยงานที่ดูแลการจ่ายเงินเดือนของข้าราชการ จึงได้รับเลือกให้เป็นหน่วยงานนำร่องของกยศ. อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา

กยศ.ได้หักหนี้กองทุน กยศ.จากบัญชีเงินเดือนของบุคลากรในหน่วยงานอื่นๆ อย่างมหาวิทยาลัย แต่จะเป็นการหักหนี้จากบัญชีเงินเดือนโดยความสมัครใจของผู้กู้ยืม แต่ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ประกาศหักหนี้ตาม พ.ร.บ.กยศ. พ.ศ.2560 นายชัยณรงค์ กล่าวว่า สำหรับข้อมูลการกู้ยืมเงินกองทุน กยศ.และการชำระหนี้ ตั้งแต่ปีการศึกษา 2539-2560 มีนักเรียน นักศึกษา

ได้รับโอกาสทางการศึกษาจากกองทุนไปแล้ว 5.4 ล้านราย เป็นผู้กู้ยืมจากกองทุน กยศ.จำนวน 4.9 ล้านราย และผู้กู้ยืมจากกองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ผูกกับรายได้ในอนาคต (กรอ.) จำนวน 4.9 แสนราย รวมวงเงินที่ให้กู้ยืมทั้ง 2 กองทุน มีมากกว่า 5.7 แสนล้านบาท ปัจจุบันมีผู้กู้ที่ค้างชำระจำนวน 68,307,000,000 ล้านบาท “สถานะผู้กู้ยืมเงินกองทุน กยศ.ในขณะนี้ ประกอบด้วย อยู่ระหว่างการชำระหนี้ 65 เปอร์เซ็นต์

หรือ 3,540,812 ราย อยู่ในช่วงปลอดหนี้ 19 เปอร์เซ็นต์ หรือ 1,060,741 ราย ชำระหนี้เสร็จสิ้น 15 เปอร์เซ็นต์หรือ 793,906 ราย และเสียชีวิต หรือทุพพลภาพ 1 เปอร์เซ็นต์ หรือ 52,638 ราย” นายชัยณรงค์ กล่าว ผู้จัดการกองทุนฯ กยศ. กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ ในส่วนของผู้กู้ยืมที่อยู่ระหว่างการชำระหนี้ แบ่งเป็นผู้กู้ยืมที่ผิดนัดชำระหนี้ 61 เปอร์เซ็นต์ หรือ 2,174,205 ราย และผู้กู้ยืมชำระปกติ เพียง 39 เปอร์เซ็นต์

หรือ 1,366,607 ราย โดยมีผู้กู้ที่ถูกดำเนินคดี ตั้งแต่ปี 2547-2560 รวม 1.1 ล้านราย จากกองทุน กยศ. 1 ล้านราย และกองทุน กรอ. 1 แสนราย กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) จัดตั้งขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2538 และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2539 ให้เริ่มดำเนินการกองทุนในลักษณะเงินทุนหมุนเวียน ตามนัยมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติเงินคงคลัง พ.ศ. 2491

ต่อมารัฐบาลได้พิจารณาเห็นความสำคัญของกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษามากขึ้น จึงได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2541 มีผลให้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษามีฐานะเป็นนิติบุคคล โดยอยู่ในการกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง มีวัตถุประสงค์ให้กู้ยืมเงินแก่นักเรียนหรือนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์เพื่อเป็นค่าเล่าเรียน ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษา

และค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการครองชีพระหว่างศึกษา ปัจจุบัน พระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2560 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2560 และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2560 มีผลให้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาอยู่ในการกำกับดูแลของรัฐมนตรี และมีฐานะเป็นนิติบุคคลที่ไม่เป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดินหรือรัฐวิสาหกิจตามกฎหมาย

ว่าด้วยวิธีการงบประมาณและกฎหมายอื่น เนื่องจากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาตามพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2541 และกองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ผูกกับรายได้ในอนาคตตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการบริหารกองทุนเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2549 ที่ออกตามพระราชบัญญัติเงินคงคลัง พ.ศ. 2491 มีการบริหารจัดการและการดำเนินการที่มีข้อจำกัด

และไม่สอดคล้องกับนโยบายการผลิตกำลังคนและการพัฒนาประเทศสมควรบูรณาการการบริหารจัดการและการดำเนินการของกองทุน กยศ. และกองทุน กรอ. ให้เป็นเอกภาพอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน และเพิ่มมาตรการในการบริหารจัดการกองทุนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เมื่อปีที่แล้วมีการเผยแพร่กระทู้ทางเว็บไซต์พันทิพดอทคอม https://pantip.com/topic/36642257

ระบุว่ากำลังจะถูกยึดบ้านจากกรณีที่ได้รับหนังสือแจ้งยึดทรัพย์ติดหน้าบ้าน มาจาก กยศ.เนื่องจากไม่ได้ไปชำระหนี้ กยศ.มาเป็นเวลา 20 ปี กรณีดังกล่าว กลายเป็นกระแสในโชเชีลยกระทั่ง ปรีชา บูชางกูร รองผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ออกมาอธิบายว่า กระบวนการติดตามผู้กู้มาชำระหนี้มี 3 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 เมื่อผู้กู้จบการศึกษาและเริ่มชำระหนี้

กยศ.จะมีหนังสือแจ้งรายละเอียดว่าต้องดำเนินการอะไร กำหนดการชำระหนี้งวดแรก และในแต่ละงวดก็จะมีใบแจ้งด้วย ซึ่งหนังสือจะส่งไปตามที่อยู่ที่ผู้กู้ระบุุไว้ในสัญญา โดยในสัญญามีการระบุไว้ด้วยว่ากรณีที่ผู้กู้เปลี่ยนแปลงที่อยู่ ให้แจ้งกับทางกองทุน กยศ.ได้ทราบ แต่ที่ผ่านมาส่วนใหญ่ผู้กู้จะไม่ยอมแจ้งให้ทางกองทุนทราบ ในขั้นตอนนี้หากผู้กู้ไม่มาชำระหนี้ หรือค้างชำระ กองทุนก็มีกระบวนการติดตาม

ทั้งจากที่อยู่เดิม หรือข้อมูลจากทะเบียนราษฎร์ กองทุนก็จะส่งหนังสือแจ้งไป ผู้กู้เองสามารถมาติดต่อปรับโครงสร้างหนี้ หรือไกล่เกลี่ยกันได้ ปรีชา บูชางกูร รองผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ขั้นตอนที่ 2 กรณีผู้กู้ค้างชำระหนี้ หรือไม่ชำระหนี้ตามระยะเวลากำหนด กองทุนจะใช่กระบวนการทางกฎหมาย ในการฟ้องคดี ซึ่งขั้นตอนนี้ผู้กู้สามารถประนีประนอมในชั้นศาลได้ และชำระหนี้ตามที่ตกลง

ตามกรอบเวลาที่กำหนด แต่ท้ายสุดหากไม่มาดำเนินการใดๆ ก็จะต้องเข้าสู่ขั้นตอนที่ 3 คือการบังคับคดี มีกระบวนการสืบทรัพย์ของผู้กู้ และผู้ค้ำประกันว่ามีทรัพย์สินหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ในขั้นตอนนี้ก็ยังมีการไกล่เกลี่ย โดยที่ผ่านมากองทุนประสานกรมบังคับคดี “กยศ.พยายามติดตามให้ผู้ค้างชำระหนี้ให้ได้ตั้งแต่ขั้นตอนแรก แต่เราก็พบปัญหาเรื่องข้อมูล เพราะมีส่วนน้อยมากที่เปลี่ยนแปลงข้อมูล

ที่อยู่แล้วแจ้งมายังกองทุนทราบ ซึ่งเมื่อมีปรับแก้ไข พ.ร.บ.กองทุน กยศ.พ.ศ.2560 ให้สามารถเข้าถึงข้อมูลผู้กู้ได้ จะสะดวกต่อการติดตามมากขึ้น” ปรีชา กล่าว ปรเมศวร์ สังข์เอี่ยม ผู้อำนวยการฝ่ายคดีและบังคับคดี กยศ. กล่าวว่ายอดผู้ชำระหนี้ กยศ.ถึงภายในวันที่ 5 ก.ค.2560 แล้วจำนวนประมาณ 20,000 ล้านบาท แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่ามีผู้ชำระหนี้แล้วกี่คน

เนื่องจากต้องรอจำนวนสรุปจากธนาคารกรุงไทยในปลายเดือนก.ค.นี้ก่อน โดยผู้กู้ที่ครบกำหนดชำระหนี้ จะเป็นผู้กู้ตั้งแต่ปี 2545 – 2560 ประมาณ 1.5 แสนล้านคน ปรเมศวร์ สังข์เอี่ยม ผู้อำนวยการฝ่ายคดีและบังคับคดี กยศ. ตั้งแต่เริ่มมาตรการ ติดตามผู้กู้ให้ชำระหนี้อย่างต่อเนื่องนั้น สามารถทำให้มีผู้มาชำระหนี้มากขึ้นจากเดิม 20 % โดยจากปีที่แล้ว 5 ก.ค.2559 มีผู้ชำระหนี้ 16,000 ล้านบาท

เพิ่มขึ้นอีก 4,000 ล้านบาท เป็นตัวเลขที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เป็นผลมาจากมาตรการที่กยศ. ออกมากระตุ้นและจูงใจให้ผู้กู้ที่ค้างมาชำระหนี้ อีกทั้ง หลังจากนี้ ทำความร่วมมือกับองค์กรนายจ้าง สถานประกอบการในการหักเงินเดือนผู้กู้เพื่อชำระหนี้ การลดเบี้ยปรับสำหรับผู้ที่มาปิดบัญชี รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายที่จริงจัง คาดว่าจะทำให้มีผู้กู้มาชำระหนี้มากยิ่งขึ้น

สำหรับผู้กู้ที่ครบชำระเงินแล้วไม่สามารถจ่ายเงินได้ภายในกำหนดเวลาหรือ ภายในเดือนนี้ ก็ยังสามารถชำระเงินได้ โดยติดตามทางช่องทางของกยศ. เพราะ ทางกยศ.ยังเปิดโอกาสให้สามารถชำระหนี้ได้ไปจนถึง งวดที่ 5 และหากเป็นงวดที่ 5 นั่นหมายถึงผ่านมาแล้ว 4 ปี คงเป็นไปไม่ได้ที่ยังไม่สามารถชำระหนี้ได้ ก็คงต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย “คนที่ถูกยึดทรัพย์นั้น

จะเป็นผู้กู้ยืมเงิน กยศ.ที่ไม่ชำระหนี้กองทุนประมาณกว่า 20 ปี เพราะส่วนใหญ่จะเป็นผู้กู้ที่กู้เงินตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษา 3 ปี เรียนมหาวิทยาลัย 4 ปี ปลอดหนี้ อีก 2 ปี และก่อนจะถูกฟ้องผ่านมา 10 ปี คนที่ถูกยึดทรัพย์ ส่วนใหญ่จะถูกฟ้องมาตั้งแต่ปี 2550 ถูกทวงมา 5 ปี รวมระยะเวลามาประมาณ 14 ปี หากไม่ติดต่อมายัง กยศ.ก็จะถูกแจ้งให้มาติดต่อเรื่อยๆ คนกู้หนี้ กยศ.คือกู้เงินหลวง

ไม่เข้าใจว่ากู้ไปในระยะเวลา 20 ปี แล้วไม่รู้สึกอะไรดูแปลก และจะบอกว่าไม่ทราบคงไม่ได้ เพราะที่ผ่านมา กยศ.จะแจ้งให้ไปชำระหนี้ตลอด ทั้งแจ้งตามทะเบียนบ้าน หรือส่งจดหมายไปตามที่ผู้กู้แจ้งไว้ ทั้งผู้กู้และผู้ค้ำ” ปรเมศวร์ กล่าวต่อไปว่าหากมีหมายศาลไปที่บ้าน อยากให้ผู้กู้ไปเจรจาไกล่เกลี่ย ซึ่งตอนนี้มีผู้กู้ที่ถูกดำเนินคดี ประมาณ 9 แสนกว่าราย ส่วนหนึ่งทยอยชำระหนี้ไปแล้ว บางส่วนมาปิดคดี บางส่วนอยู่ในขั้นตอนการยึดทรัพย์สิน

Leave your vote

0 points
Upvote Downvote

Total votes: 0

Upvotes: 0

Upvotes percentage: 0.000000%

Downvotes: 0

Downvotes percentage: 0.000000%

Comments

comments

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here